นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึง ให้การต้อนรับ นายพัก ยงมิน (Mr. Park Yongmin) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย ในโอกาสเข้าพบหารือ โดยมี นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รศ.ดร.วีริศ อัมระปาล คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม  ว่า ประเทศไทยและสาธารณรัฐเกาหลีมีความสัมพันธ์อันดีและมีความร่วมมือด้านการเกษตรมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการค้า การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และความร่วมมือทางวิชาการ ซึ่งในการหารือครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้เห็นพ้องร่วมกันถึงความสำคัญของการยกระดับภาคการเกษตร เพื่อให้สามารถรองรับความท้าทายในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ความผันผวนของเศรษฐกิจและการค้าโลก ตลอดจนการเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอความร่วมมือ มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและการวิจัยร่วม เพื่อขับเคลื่อนภาคการเกษตรสู่อนาคตใน 3 ด้านหลัก ได้แก่  1. การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูง เช่น Smart Farm, AI, IoT และภูมิสารสนเทศ เพื่อยกระดับสินค้าเกษตรคุณภาพสูงและการบริหารจัดการที่ดินทำกิน 2. การสร้างความยั่งยืนในภาคประมงและสิ่งแวดล้อม ผ่านการวิจัยร่วมและการใช้สาหร่ายทะเลเพื่อรับมือกับ Climate Change และ 3. การปฏิรูปโครงสร้างดิจิทัลและโมเดลธุรกิจของสหกรณ์การเกษตรไทยโดยถอดบทเรียนความสำเร็จจากสหกรณ์ของสาธารณรัฐเกาหลี

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนกลไกความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทย กับกระทรวงเกษตร อาหารและกิจการชนบทของสาธารณรัฐเกาหลี โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทย แสดงความพร้อมที่จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะทำงานร่วมด้านการเกษตร (Joint Agriculture Working Group: JAWG) ในปี 2570 เพื่อเป็นเวทีในการผลักดันความร่วมมือทางวิชาการและการพัฒนาภาคการเกษตรให้เกิดผลเป็นรูปธรรม รวมถึงได้มีการหารือร่วมกันเกี่ยวกับการเปิดตลาดสินค้าเกษตรระหว่างสองประเทศเพิ่มเติม

“ประเทศไทยพร้อมสนับสนุนและอำนวยความสะดวกในการประสานงานอย่างเต็มที่ ตลอดจนแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันในการส่งเสริมความร่วมมือด้านการเกษตร การค้า และการสร้างความมั่นคงทางอาหาร รวมถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อยกระดับภาคการเกษตรของทั้งสองประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคง ยั่งยืน และเกิดประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว”