เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. 69 นพ.อลงกต มณีกาศ สส.นครพนม พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า โครงการ TH-AI passport ไม่ควรเป็นแค่โครงการแจก AI ฟรี แต่ต้องเป็นเครื่องมือในการสร้างคนไทยให้ใช้งาน AI เพื่อพัฒนาประเทศในทุกมิติ โดยเฉพาะภาคเศรษฐกิจ เกษตรกรรม และแรงงาน
นพ.อลงกต กล่าวว่า ในวันที่โลกเข้าสู่ยุค AI คนไทยทุกคนควรมีโอกาสเข้าถึงองค์ความรู้เพื่อเพิ่มทักษะและลดต้นทุนอย่างเท่าเทียม วันนี้เวียดนามลงทุนด้าน AI เกินค่าเฉลี่ยโลกจนแทบจะแซงไทยแล้ว เพราะไทยติดหล่มความขัดแย้งทางการเมืองทำให้ขยับตัวช้า การตรวจสอบความโปร่งใสเป็นสิ่งสำคัญ แต่ไม่ควรกลายเป็นอุปสรรคที่ทำให้ประชาชนสูญเสียโอกาสในการพัฒนาศักยภาพและเข้าถึงเทคโนโลยีที่จำเป็นต่ออนาคต
“โครงการ TH-AI passport มีประโยชน์เรื่องการเรียนรู้และการพัฒนา ให้เกษตรกรมีความรู้ ใช้ถ่ายรูปวัว ข้าว หรือพืชที่เป็นโรคระบาดใส่ใน AI แล้ว AI ก็จะประมวลผลว่าเป็นโรคอะไร หรือเรื่องการใส่ปุ๋ย การค้าขายทางออนไลน์ เพราะฉะนั้นไม่ได้จำกัดแต่เฉพาะผู้ประกอบการรายย่อย แต่โยงไปถึงเรื่องเกษตรกรและแรงงานอีกด้วย” ประธาน กมธ.สื่อสารฯ กล่าว
ด้าน นายปรีชา ศรีประดู่ ตัวแทนภาคธุรกิจ ยืนยันว่า AI สามารถช่วยลดต้นทุนและสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการอย่างมหาศาล ตนเองทำธุรกิจสระว่ายน้ำ ต้องเสียเงินทำแอปพลิเคชันสูงถึง 900,000 บาท แต่พอมาใช้ AI เสียค่าบริการเพียงเดือนละ 900 บาท และสามารถสร้างรายได้ให้บริษัท 10 ล้านบาท ส่วนโครงการ TH-AI passport มีราคาเพียง 27 บาทต่อคน จะช่วยให้ผู้ประกอบการรายเล็กเข้าถึง AI ได้ง่ายขึ้น ลดต้นทุน สร้างประโยชน์มหาศาล และคุ้มค่ากับงบประมาณ 1,600 ล้านบาท ถือเป็นข่าวดีและต้องขอบคุณรัฐบาลที่คนไทยจะได้ใช้ AI พัฒนาศักยภาพของตัวเองอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ขณะที่ นายรชดี ชื่นภักดี ผู้ประกอบการบริษัท AQUILA STUDIO มองว่า โครงการนี้ถือเป็นกุญแจสำคัญ ที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการรายเล็กและบริษัทเกิดใหม่ ที่ยังไม่มีทุนทรัพย์ในการซื้อ AI มาช่วยคิดงานหรือทำเอกสาร อยากให้มุ่งเน้นไปที่ประสิทธิภาพการบริหารจัดการต้นทุนการใช้งาน Token ของรัฐบาลเมื่อจบโครงการมากกว่าการเปรียบเทียบราคาแพ็กเกจเพียงอย่างเดียว
ด้าน นายพรเทพ อนุสสรนิติสาร อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า โครงการนี้เปรียบเสมือนการทดลองขนาดใหญ่ในการเก็บข้อมูลพฤติกรรมการใช้งาน AI ของคนไทยกว่า 1-3 ล้านคน ซึ่งจะได้ Big Data ที่สะท้อนว่ากลุ่มธุรกิจใดใช้เทคโนโลยีประเภทไหน เช่น ร้านค้ารายย่อยใช้ AI ช่วยออกแบบภาพโปรโมต ซึ่งจะมีประโยชน์ต่อภาครัฐ นำไปใช้วางนโยบายและพัฒนาประเทศทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว.



