นายพงษ์ศักดิ์ ต่ายก้อนทอง นายช่างเครื่องกลอาวุโส สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม กรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ภายใต้นโยบาย BCG Economy Model ที่มุ่งส่งเสริมเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว ภาคการเกษตรไทยจึงเดินหน้าลดการพึ่งพาสารเคมี และส่งเสริมการใช้ สารชีวภัณฑ์ เพื่อควบคุมศัตรูพืชอย่างปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นเชื้อราบิวเวอเรียสำหรับกำจัดแมลง เชื้อราไตรโคเดอร์มาควบคุมโรคพืช ไส้เดือนฝอยกำจัดแมลง หรือแบคทีเรียปฏิปักษ์ ซึ่งเป็นทางเลือกสำคัญในการผลิตพืชปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยจุดเด่นของเครื่องต้นแบบ คือ ระบบคานหัวฉีดแบบ Boom Spray ที่สามารถพ่นละอองฝอยละเอียดให้แทรกเข้าสู่ทรงพุ่มและใต้ใบพืชได้อย่างทั่วถึง รองรับทั้งแปลงผักยกร่องและแปลงผักแบบยกค้าง อีกทั้งยังสามารถปรับระดับความสูงของหัวพ่นให้เหมาะสมกับระยะการเจริญเติบโตของพืช ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมศัตรูพืช พร้อมลดความเสี่ยงต่อผู้ปฏิบัติงาน

อย่างไรก็ตาม สารชีวภัณฑ์มีข้อจำกัดด้านการใช้งาน เนื่องจากต้องพ่นให้กระจายอย่างสม่ำเสมอและสัมผัสกับศัตรูพืชหรือใต้ใบพืชโดยตรง ขณะที่เครื่องพ่นสะพายหลังแบบเดิมใช้แรงงานมาก สิ้นเปลืองน้ำ ละอองพ่นกระจายสูญเสียในอากาศ และไม่สามารถเคลือบผิวพืชได้อย่างทั่วถึง เพื่อตอบโจทย์ดังกล่าว สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม กรมวิชาการเกษตร ได้พัฒนา “เครื่องพ่นสารชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืชแบบเดินตาม” นวัตกรรมฝีมือคนไทยที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้สารชีวภัณฑ์ ลดการใช้แรงงาน และยกระดับการผลิตพืชผักปลอดภัย

ผลการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่เกษตรกรกว่า 155 ราย พบว่า เครื่องพ่นสารชีวภัณฑ์แบบเดินตามสามารถ ลดการใช้สารชีวภัณฑ์ได้ถึงร้อยละ 50 และลดการใช้น้ำในการพ่นจากเดิม 80–100 ลิตรต่อไร่ เหลือเพียงประมาณ 20 ลิตรต่อไร่ ช่วยลดต้นทุนการผลิต ประหยัดแรงงาน และเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันกำจัดศัตรูพืชได้อย่างชัดเจน โดยปัจจุบันได้มีการนำไปใช้ในแปลงผักของเกษตรกรในจังหวัดราชบุรี นครปฐม และพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งได้รับเสียงตอบรับที่ดี โดยเฉพาะในพืชผัก เช่น พริก มะเขือ ถั่วฝักยาว และแตงกวา

นวัตกรรมเครื่องพ่นสารชีวภัณฑ์แบบเดินตาม ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องจักรกลการเกษตร แต่เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญที่ช่วยลดการใช้สารเคมี ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการใช้สารชีวภัณฑ์ และยกระดับคุณภาพผลผลิตให้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการขับเคลื่อนภาคการเกษตรสู่ระบบการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สร้างความมั่นคงทางอาหาร และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของภาคเกษตรไทยอย่างยั่งยืน