ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดร.ตฤณห์ โพธิ์รักษา นักอาชญาวิทยาเชิงจิตวิทยาและพฤติกรรมอาชญากร ได้โพสต์ช่องเฟสบุ๊คส่วนตัว ถึงเหตุการณ์ กราดยิง ที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ จังหวัดนนทบุรีว่า วันนี้มีสื่อมวลชนได้ติดขอสัมภาษณ์ในประเด็นดังกล่าวจำนวนมาก แต่เนื่องจากติดสอนจึงได้ขอให้ข้อมูลผ่านช่องทางยูทูป https://www.youtube.com/watch?v=Pa_dHrqgqAM โดยได้กล่าวแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อผู้เสียชีวิตและครอบครัว

ดร.ตฤณห์ กล่าวว่า สังคมว่ายังไม่ควรด่วนสรุปพุ่งเป้าไปที่เรื่องเกมเพียงอย่างเดียวเนื่องจากแพลตฟอร์มดังกล่าวมีเกมย่อยอยู่หลากหลาย หากพิจารณาถึงสาเหตุหลักที่ทำให้อาชญากรรมรุนแรงเกิดขึ้นในเด็กอายุ 14 ปี สามารถแบ่งประเด็นการวิเคราะห์ได้ดังนี้ ประเด็นแรกคือพัฒนาการทางระบบสมองของเด็กวัยรุ่น ซึ่งสมองส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุมแรงกระตุ้น การควบคุมอารมณ์ และการประเมินความเสี่ยงในระยะยาวยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่เท่าผู้ใหญ่ วัยรุ่นจึงมักรับรู้และเผชิญกับอารมณ์ที่เข้มข้นรุนแรงกว่าปกติ ไม่ว่าจะเป็นความโกรธ ความเกลียดชัง ความรู้สึกไม่ได้รับความยุติธรรม หรือการไม่ได้รับการยอมรับตัวตน

ประเด็นที่สองคือสภาพแวดล้อมทางสังคมรอบตัวเด็ก ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเพื่อน สภาพแวดล้อมในบ้าน เช่น ครอบครัวที่พ่อแม่แยกทางกันและไม่มีเวลาเลี้ยงดูซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญทางวิชาการ ความขัดแย้งภายในครอบครัว ความรุนแรงในชุมชน หรือประวัติการถูกรังแกบูลลี่ในโรงเรียน ตลอดจนพฤติกรรมการแยกตัวออกจากสังคม และความรุนแรงในอดีตทั้งในฐานะผู้ถูกกระทำและผู้กระทำ

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยทางพฤติกรรมที่ต้องพิจารณา เช่น ความหมกมุ่นในความรุนแรง เสพสื่อฆาตกรรม เล่นเกมยิงปืน การฝึกซ้อมยิงปืน การทรมานสัตว์ ตลอดจนการพยายามพกพาหรือแสวงหาอาวุธ

และประเด็นที่สามที่สำคัญมากคือการเข้าถึงอาวุธร้ายแรง โดยเฉพาะการที่เด็กสามารถเข้าถึงอาวุธปืนมีทะเบียนของปู่ได้โดยง่าย ซึ่งจากการทดลองทางพฤติกรรมศาสตร์ในอดีต (ปี ค.ศ. 1960) บ่งชี้ว่าเด็กกว่าร้อยละ 78 สามารถค้นหาปืนที่ผู้ใหญ่ซ่อนไว้พบ ไม่ว่าจะมีการล็อกหรือเข้ารหัสตู้เซฟไว้หรือไม่ก็ตาม การเข้าถึงอาวุธได้ง่ายเช่นนี้ตามทฤษฎีสามเหลี่ยมอาชญากรรม (ที่ประกอบด้วย มูลเหตุจูงใจ โอกาส และเหยื่อที่เหมาะสม) ถือเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กสามารถระบายความคับแค้นใจออกมาด้วยอาวุธร้ายแรง ซึ่งมักจะส่งผลกระทบทำให้ผู้บริสุทธิ์รอบข้างโดนลูกหลงไปด้วยเสมอ

ดร.ตฤณห์ กล่าวว่า ประเด็นที่สี่ “Grievance Pathway” หรือเส้นทางของการสะสมความคับข้องใจ ซึ่งก่อนเกิดเหตุเด็กจะสะสมความรู้สึกโกรธ ความรู้สึกถูกปฏิเสธ ถูกทำให้อับอาย หรือรู้สึกไม่ได้รับความยุติธรรมมาเป็นเวลานาน อาชญากรรมรุนแรงที่มุ่งเป้าลักษณะนี้ส่วนใหญ่จึงไม่ได้เกิดขึ้นจากอารมณ์ชั่ววูบ แต่เป็นกระบวนการที่ผ่านการสะสมจนเกิดความคิดรุนแรง นำไปสู่การวางแผน ค้นหาอาวุธ และลงมือในที่สุด ดังนั้นการเข้าไปสกัดกั้นหรือหยุดยั้งกระบวนการนี้ในทุกขั้นตอนจึงเป็นสิ่งจำเป็น แต่หากผู้ปกครองปล่อยปละละเลยหรือไม่มีเวลาดูแลและฝากให้ปู่ย่าตายายเลี้ยงดู ก็มักจะเกิดช่องว่างระหว่างวัย ทำให้ผู้สูงอายุตามใจเด็กจนไม่ทราบถึงปัญหาและพฤติกรรมออนไลน์ที่ผิดปกติ

นักอาชญาวิทยาเชิงจิตวิทยา กล่าวว่า สำหรับผลกระทบของเกมและโลกออนไลน์นั้น แม้เกมจะไม่ได้เป็นสาเหตุโดยตรง แต่เกมที่มีความรุนแรงมีส่วนช่วยกระตุ้นพฤติกรรมก้าวร้าวและดึงเด็กเข้าไปสู่โลกเสมือนจนขาดปฏิสัมพันธ์ในโลกความเป็นจริง ขณะเดียวกัน ชุมชนออนไลน์บางแห่งอาจช่วยเสริมแรงความต้องการหรือรสนิยมที่ผิดปกติ และที่น่าวิตกอย่างยิ่งคือโลกออนไลน์ที่ยกย่องผู้ก่อเหตุในอดีตให้กลายเป็นไอดอล สื่อมวลชนจึงมีความจำเป็นที่จะต้องหลีกเลี่ยงการนำเสนอรายละเอียดวิธีการก่อเหตุ แผนการ ตลอดจนภาพลักษณ์การแต่งตัวของผู้ก่อเหตุเพื่อป้องกันพฤติกรรมการลอกเลียนแบบ จากกลุ่มเด็กที่แสวงหาการยอมรับและพื้นที่ความสนใจในสังคม

ดร.ตฤณห์ ระบุว่า รายงานสถิติของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในช่วงปีงบประมาณ 2562–2565 พบว่าคดีเกี่ยวกับชีวิตและร่างกายที่กระทำโดยเยาวชนเพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 58.7 และคดีเกี่ยวกับอาวุธเพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ 92.1 ซึ่งผู้ก่อเหตุส่วนใหญ่เป็นเด็กในวัยมัธยมศึกษา สะท้อนว่าสภาพสังคมและพฤติกรรมออนไลน์ของเยาวชน Gen Z และ Gen Alpha) ในปัจจุบันเปลี่ยนไปมากจนไม่สามารถใช้วิธีป้องกันแบบเดิมได้อีกต่อไป โดยเฉพาะปัญหาการนำเสนอความรุนแรงในโลกออนไลน์เพื่อเรียกยอดเข้าชมเชิงพาณิชย์ (ซึ่งภาครัฐอย่าง กสทช. หรือตำรวจไซเบอร์จำเป็นต้องเข้ามาปิดกั้นและจัดการอย่างเข้มงวด

สำหรับแนวทางการแก้ไขและป้องกันความรุนแรงในประเทศไทยอย่างเป็นระบบ จำเป็นต้องพัฒนาระบบการป้องกันหลายชั้น ดังนี้

  • การตั้งทีมประเมินภัยคุกคามในโรงเรียน โดยบูรณาการระหว่างครู นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ และนักอาชญาวิทยา เพื่อร่วมกันเฝ้าระวังพฤติกรรมผิดปกติของเด็ก
  • การตรวจสุขภาพจิตเชิงรุกในสถานศึกษา โดยควรมีนักจิตวิทยาประจำโรงเรียนคอยประเมินสุขภาพจิตของเด็กทุกคนอย่างต่อเนื่องทุก 6 เดือน หรือทุกเดือนเพื่อประเมินความเปลี่ยนแปลง และคัดกรองสัญญาณเตือนต่าง ๆ รวมถึงการตรวจปัสสาวะเพื่อหาสารเสพติดซึ่งเป็นมูลเหตุหลักของคดีเยาวชน
  • การร่วมมือของครอบครัวและโรงเรียนในการต่อต้านการบูลลี่อย่างจริงจัง สถาบันครอบครัวต้องใส่ใจใกล้ชิดเป็นอันดับแรก ในขณะที่โรงเรียนต้องมีระบบจัดการปัญหาการบูลลี่อย่างเท่าเทียมและลงโทษอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีข้อยกเว้นให้แก่ลูกผู้มีอิทธิพลหรือคนรวย เนื่องจากความเหลื่อมล้ำในการจัดการเป็นบ่อเกิดของความคับแค้นใจที่สามารถพัฒนาให้เด็กกลายเป็นฆาตกรได้ในอนาคต ดังเช่นกรณีฆาตกรต่อเนื่อง “ไอซ์ หีบเหล็ก” ที่มีประวัติถูกรังแกบูลลี่ในวัยเด็ก
  • การทำระบบแจ้งเบาะแสที่เป็นความลับ เพื่อสร้างช่องทางให้นักเรียนสามารถส่งข้อมูลความผิดปกติของเพื่อนเพื่อเข้าระงับเหตุได้ล่วงหน้า
  • มาตรการความปลอดภัยและตรวจอาวุธที่ปลายเหตุ ควรกำหนดให้มีระบบสแกนโลหะและการตรวจค้นอาวุธอย่างจริงจังก่อนเข้าสถานศึกษาหรือพื้นที่เปราะบางที่มีคนหนาแน่น เช่น โรงเรียนอนุบาล โรงเรียนมัธยม หรือโรงพยาบาล ซึ่งเป็นสถานที่ที่ไม่มีเจ้าหน้าที่ติดอาวุธประจำการ โดยควรฝึกอบรมให้เจ้าหน้าที่สังเกตพฤติกรรมมีพิรุธ (เช่น ท่าเดิน) ตามมาตรฐานความปลอดภัยเชิงรุกของสนามบินประเทศอิสราเอล

ในส่วนของสัญญาณเตือน 10 ประการที่ผู้ปกครองและคนรอบข้างควรเฝ้าสังเกตอย่างใกล้ชิด ได้แก่

  1. ความคับข้องใจสะสม (Grievance) บ่นว่าไม่ได้รับความยุติธรรม ถูกหักหลัง หรือโดนแกล้งซ้ำ ๆ โดยเริ่มระบุชื่อตัวตนของผู้ที่ต้องรับผิดชอบชัดเจน
  2. การโทษผู้อื่นเป็นหลัก: มองว่าคนรอบข้างหรือโรงเรียนเป็นฝ่ายผิดและทำลายชีวิตของตน
  3. การเอ่ยถึงการล้างแค้นหรือความรุนแรง พูดจาลักษณะอยากให้อีกฝ่ายตายหรือต้องชดใช้
  4. การรั่วไหลของเจตนา (Leakage) การพูด บอกเล่าแผนการ วาดภาพ ส่งข้อความข่มขู่ หรือโพสต์รูปภาพอาวุธในสังคมออนไลน์
  5. ความหมกมุ่นในพฤติกรรมของผู้ก่อเหตุรุนแรงในอดีตอย่างผิดปกติ
  6. การพยายามสืบค้นและเข้าถึงอาวุธ เช่น การหาซื้อปืนเถื่อนในแอปพลิเคชันออนไลน์ ซึ่งส่งผลให้อัตราความเสี่ยงยกระดับสูงขึ้นทันที
  7. พฤติกรรมทดลองหรือซักซ้อม แอบสำรวจพื้นที่เป้าหมาย ดูระบบรักษาความปลอดภัย ซักซ้อมใช้อาวุธ ซึ่งเป็นสัญญาณที่มีน้ำหนักสูงสุดในการบ่งชี้ความเสี่ยง
  8. พฤติกรรมแปรปรวนอย่างเฉียบพลัน:ผลการเรียนตกร่วง ก้าวร้าว หงุดหงิด และแยกตัวออกจากสังคม
  9. ความสิ้นหวังร่วมกับความโกรธ พูดจาลักษณะไม่มีอะไรจะเสีย ทุกอย่างจะจบลงในไม่ช้า
  10. เหตุการณ์กระตุ้นรุนแรง เช่น อกหัก สูญเสียบุคคลสำคัญ หรือถูกประจาน ซึ่งจะเป็นตัวเร่งให้เกิดความรุนแรงมากขึ้นในเด็กที่มีปมสะสมอยู่แล้ว

นักอาชญาวิทยาย้ำเตือนว่าการประเมินจำเป็นต้องมองภาพรวมในหลายบริบทประกอบกัน ไม่ควรตัดสินจากสัญญาณเพียงข้อใดข้อหนึ่งตามลำพัง เนื่องจากเด็กที่เก็บตัวหรือเด็กที่เล่นเกมรุนแรงเพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าจะต้องกลายเป็นผู้ก่อเหตุเสมอไป และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะนำข้อคิดเห็นในการถอดบทเรียนนี้ไปปรับใช้ปรับปรุงมาตรฐานความปลอดภัยให้เกิดขึ้นจริง