เมื่อเวลา 17.40 น. วันที่ 9 ก.ย. 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ในวาระที่ 2 ต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 โดยเป็นการพิจารณาในมาตรา 22 งบประมาณของกระทรวงแรงงาน
นางสาวธนพร วิจันทร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายขอเสนอปรับลดงบประมาณลง 5% โดยชี้ให้เห็นว่า ภาพรวมการจัดอบรมสัมมนาของกระทรวงแรงงาน วงเงินประมาณ 217 ล้านบาท แบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก คือ 1. การจัดการปัญหายาเสพติด 25.63 ล้านบาท 2. งบดูแลแรงงานอิสระ 137.2 ล้านบาท และ 3. งบป้องกันการค้ามนุษย์และแรงงานบังคับ 47.5 ล้านบาท ซึ่งพบว่าแต่ละกรมต่างคนต่างตั้งงบประมาณซ้ำซ้อนกัน โดยไม่มีแผนงานกลางหรือการแบ่งงานที่ชัดเจน
นอกจากนี้ นางสาวธนพร ยังชี้ให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำในการจัดสรรงบประมาณค่าอาหารสำหรับจัดฝึกอบรม ซึ่งพบมาตรฐานที่ไม่เท่าเทียมกันอย่างเห็นได้ชัด โดยข้าราชการระดับสูงและนายจ้างได้รับการจัดสรรค่าอาหารสูงถึง 900–1,000 บาทต่อมื้อ ข้าราชการระดับกลางและผู้ปฏิบัติงานทั่วไปได้ 500–800 บาทต่อมื้อ ในขณะที่ประชาชนและแรงงานทั่วไปกลับได้เพียง 80–300 บาทต่อวัน ส่วนพี่น้องแรงงานภาคเกษตรกลับไม่มีงบฯ ค่าอาหาร ได้เพียงค่าอาหารว่าง (เบรก) เพียง 35 บาทต่อมื้อเท่านั้น นี่คือวิธีคิดในการจัดทำงบประมาณที่มีความเหลื่อมล้ำอย่างยิ่ง
นางสาวธนพร อภิปรายต่อถึงงบประมาณเดินทางไปประชุมต่างประเทศ โดยยกตัวอย่างการเข้าร่วมประชุมองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) สมัยที่ 115 ณ กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งมีคณะผู้แทนรวม 19 คน ว่า ตนในฐานะ สส.ใหม่ เมื่อเห็นรายการค่าใช้จ่ายแล้วรู้สึกประหลาดใจอย่างมาก อาทิ ค่าตั๋วเครื่องบินชั้นธุรกิจ (Business Class) สูงถึง 200,000 บาทต่อคน, ค่าที่พักของรัฐมนตรี คืนละ 35,000 บาท, ค่าที่พักข้าราชการ คืนละ 14,000 บาท, เบี้ยเลี้ยงสำหรับ VIP วันละ 3,100 บาท รวมถึงยังมี “ค่าเครื่องแต่งกาย” อีกคนละ 9,000 บาท
“ตนไม่เข้าใจว่าทำไมต้องมีงบประมาณค่าเครื่องแต่งกาย คนที่เดินทางไปประชุมต่างประเทศไม่มีเสื้อผ้าใส่หรืออย่างไร แค่แต่งกายด้วยชุดสุภาพก็น่าจะเพียงพอแล้ว เหตุใดจึงต้องนำงบประมาณที่ไม่สมเหตุสมผลเช่นนี้มาเบียดบังงบประมาณของประเทศ” นางสาวธนพร กล่าว

จากนั้น นายสหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรคประชาชน ได้อภิปรายขอปรับลดงบประมาณของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เนื่องจากมองว่าการใช้นโยบายไร้แผนงานและขาดความคุ้มค่า โดยยกตัวอย่างโครงการสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 12 จังหวัดสงขลา ในส่วนชุดอบรมรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) วงเงิน 16.5 ล้านบาท ซึ่งพบว่าเอกสารโครงการกับใบเสนอราคามีจำนวนรายการไม่ตรงกันถึง 8 รายการ คิดเป็นมูลค่าส่วนต่างที่เกินมา 501,000 บาท เช่น ชุดฝึกเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า เอกสารกำหนดไว้ 1 ชุด แต่ใบเสนอราคากลับคิดเงิน 3 ชุด หรือเครื่องมือตรวจสอบสถานีชาร์จ เอกสารระบุ 1 ชุด แต่คิดราคาเป็น 2 ชุด ซึ่งความผิดปกตินี้ปรากฏตรงกันในใบเสนอราคทั้ง 4 บริษัทที่แนบประกอบอนุกรรมาธิการครุภัณฑ์
“ส่วนนี้ตนยังไม่ได้สรุปว่าใครทุจริต แต่ก่อนที่สภาฯ จะอนุมัติงบประมาณ ตนต้องการคำตอบว่าต้องการใช้จริงกี่ชุด นอกจากนี้ยังน่าอัศจรรย์ใจที่ชื่อโครงการระบุว่าเป็นการฝึกอบรมเรื่องรถยนต์ไฟฟ้า แต่ในชุดฝึกกลับใส่อุปกรณ์ของรถยนต์สันดาปที่ใช้น้ำมันมาด้วย จึงขอย้ำว่างบพัฒนาฝีมือแรงงานมีไว้เพื่อประชาชน ไม่ใช่เพื่อเพิ่มจำนวนเงินส่วนต่างในกระเป๋าของใครบางคน” นายสหัสวัต กล่าว
ต่อมาในเวลา 19.05 น. หลังจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้เปิดโอกาสให้ สส. อภิปรายเสร็จสิ้น ได้มีการลงมติในมาตรา 22 โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากแก้ไข ด้วยคะแนนเสียงเห็นด้วย 277 เสียง ไม่เห็นด้วย 140 เสียง งดออกเสียง 56 เสียง และไม่ลงคะแนน 0 เสียง



