เมื่อวันที่ 26 มี.ค. ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมหารือติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาการบุกรุกตัดไม้ทำลายป่า และการออกเอกสารสิทธิหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ท้องที่หมู่ 2 ต.กำพวน อ.สุขสำราญ จ.ระนอง ซึ่งส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติเป็นวงกว้าง โดยมี พล.ต.ต.นันทชาติ ศุภมลงคล ที่ปรึกษา รมว.ทส. พร้อมด้วย นางรวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงฯ ตลอดจนผู้บริหารระดับสูงในสังกัดกระทรวงฯ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ร่วมประชุม

ทั้งนี้ที่ประชุมได้รับรายงานผลการตรวจสอบและการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่ พบการบุกรุกตัดไม้ทำลายป่าเป็นแนวยาวกว่า 1,050 ม. ในพื้นที่บ้านเหนือ ซอยอ่าวจาก พร้อมตรวจพบการนำเอกสารสิทธิ น.ส.3 ก. จำนวน 21 ฉบับ มาใช้ครอบครองพื้นที่ป่าไม้ รวมถึงบางส่วนที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติแหลมสน โดยในเบื้องต้นได้ทำการบันทึกอายัดไม้ทั้งหมด 689 ท่อน และไม้แปรรูป 4 แผ่นไว้ตรวจสอบ พร้อมทั้งให้ผู้ครอบครองนำเอกสารดังกล่าวมาแสดงสิทธิ นอกจากนี้ได้มีการแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษกับพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.ป่าไม้
โดยนายสุชาติ สั่งการให้นางรวีวรรณ แต่งตั้งคณะกรรมการกำกับ ติดตาม และให้คำปรึกษา เพื่อเร่งรัดการแก้ไขปัญหาและดำเนินการเพิกถอนเอกสารสิทธิดังกล่าวให้แล้วเสร็จโดยเร็ว พร้อมกำชับให้ชุดปฏิบัติการพิเศษ “พยัคฆ์ไพร” และ “พญาเสือ” บูรณาการกำลังร่วมกับหน่วยงานตรวจสอบระดับประเทศ อาทิ ป.ป.ช. ป.ป.ท. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อขยายผลถึงขบวนการที่อยู่เบื้องหลังการบุกรุกและการออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบ

พร้อมกันนี้ ได้กำหนดแนวทางเร่งด่วน โดยมอบหมายให้กรมป่าไม้และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ตรวจพิสูจน์สิทธิในพื้นที่ด้วยการแปลภาพถ่ายทางอากาศย้อนหลังช่วงปี พ.ศ. 2530-2532 เพื่อตรวจสอบสภาพพื้นที่ก่อนการออกเอกสารสิทธิ หากพบว่าเป็นพื้นที่ป่าสมบูรณ์ จะใช้เป็นหลักฐานโต้แย้งสิทธิ พร้อมประสานกรมที่ดินดำเนินการตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อเพิกถอน น.ส.3 ก. จำนวน 21 ฉบับ ที่ออกโดยมิชอบ รวมถึงตรวจสอบเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการทั้งทางวินัยและทางอาญา ขณะเดียวกัน กรมป่าไม้เตรียมยื่นคำร้องต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้มีมาตรการคุ้มครองชั่วคราว ระงับการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ และดำเนินคดีแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหายจากผู้กระทำผิดต่อทรัพยากรธรรมชาติ
นายสุชาติ กล่าวย้ำว่า เป้าหมายสำคัญคือการนำพื้นที่ป่ากลับคืนสู่รัฐอย่างถูกต้องตามกฎหมาย หากตรวจพบว่าเอกสารสิทธิออกโดยมิชอบ จะต้องเพิกถอนทั้งหมด และผู้ที่เกี่ยวข้องต้องรับผิดทั้งทางแพ่งและอาญาอย่างเด็ดขาด โดยกระทรวงทรัพยากรฯ จะเดินหน้าบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วน เพื่อยุติปัญหาการบุกรุกป่า และสร้างความเป็นธรรมในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป.



