“เดลินิวส์ออนไลน์” ได้มีโอกาสสัมภาษณ์เอ็กซ์คลูซีฟ 3 ผู้บริหารของ บริษัท เนรมิตรหนัง ฟิล์ม จำกัด ได้แก่

“ต้อย-ภาณุ อารี” ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดจำหน่ายต่างประเทศ บริษัท เนรมิตรหนัง ฟิล์ม จำกัด
“โตโต้-โมไนย ธาราศักดิ์” ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภาพยนตร์ บริษัท เนรมิตรหนัง ฟิล์ม จำกัด
“อ้วน-นคร โพธิ์ไพโรจน์” รองประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภาพยนตร์ บริษัท เนรมิตรหนัง ฟิล์ม จำกัด

พร้อมด้วย…

“ก่อ-ชาคร ไชยปรีชา” ผู้กำกับภาพยนตร์ “สวัสดีวันจันทร์ (ส)”
“บอลรูม-วรลักษณ์ กล้าสุคนธ์” เขียนบทและอำนวยการสร้าง ภาพยนตร์ “สวัสดีวันจันทร์ (ส)”

ในหัวข้อ “เบื้องหลังความสำเร็จของโครงการ Content Lab พร้อมยกระดับและผลักดันศักยภาพบุคลากรในอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทย” และภาพยนตร์ “สวัสดีวันจันทร์ (ส)” หรือ “Happy Monday(s)” ซึ่งเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่เกิดขึ้นจากไอเดียสร้างสรรค์ และการกำกับของ “ก่อ-ชาคร” หนึ่งในผู้เข้าร่วมโครงการ Content Lab ปี 2023 ที่ได้บ่มเพาะพัฒนาโปรเจ็กต์ เจรจาธุรกิจ และนำเสนอผลงานกับนักลงทุนในอุตสาหกรรม ไปจนถึงกระบวนการผลิตจริง

ภาพยนตร์ “สวัสดีวันจันทร์ (ส)” บอกเล่าเรื่องราวชีวิตของ เอิร์ธ (รับบทโดย โอบ-โอบนิธิ) นักศึกษามหาวิทยาลัย ที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจจีบสาวรุ่นน้องอย่าง สายไหม (รับบทโดย พีพี-ปุญญ์ปรีดี คุ้มพร้อม รอดสวาสดิ์) แต่ยังต้องพ่ายให้กับความฮอตของเดือนมหาลัย เต้ (รับบทโดย ปูน มิตรภักดี) เอิร์ธตั้งใจจะบอกรักสายไหมในวันจันทร์ที่ 1 เมษายน 2567 แต่ทุกอย่างกลับผิดแผนในคืนปาร์ตี้จบการศึกษา เอิร์ธตื่นมาพบว่าตัวเองติดอยู่ในวันจันทร์ที่ 1 เมษายนอีกครั้งและอีกครั้ง โดยภาพยนตร์สวัสดีวันจันทร์(ส) มีกำหนดเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ 20 กุมภาพันธ์ 2568

ส่วน Content Lab เป็นโครงการสร้างสรรค์คอนเทนต์ไทย ดันไกลสู่สากล โดยในปีนี้ Content Lab 2025 โครงการพัฒนาศักยภาพโปรเจ็กต์สายภาพยนตร์ ซีรีส์ และแอนิเมชัน เพื่อตอบโจทย์ตลาด มีให้เลือกสมัคร 5 โปรแกรม ดังต่อไปนี้ Mid-Career: Project, Mid-Career: Story, Mid-Career: Animation, Newcomers และ Content Project Market

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เพจ : Content Lab และเว็บไซต์ www.cea.or.th

โดย Content Lab อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน): สศส. หรือ Creative Economy Agency (Public Organization): CEA เป็นหน่วยงานเฉพาะด้าน ที่ทำหน้าที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ ให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์สาขาต่าง ๆ ให้เติบโต และส่งเสริมให้ภาคการผลิตนำความคิดสร้างสรรค์ ไปประยุกต์ใช้ในการเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ นำไปสู่การยกระดับศักยภาพการแข่งขันของธุรกิจและประเทศในระดับสากล


ก่อนเริ่มต้นการสัมภาษณ์ คุณอิศรา จากสํานักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ CEA ผู้ดูแลโครงการ Content Lab เล่าให้ฟังว่า นี่เป็นโครงการที่จะปั้นโปรเจ็กต์ให้เกิดขึ้นจากทีมโปรดิวเซอร์ จากนั้นทีมงานจะนำโปรเจ็กต์ไปขายให้กับสตูดิโอ หรือแพลตฟอร์มต่าง ๆ เพื่อผลิตเป็นหนังหรือซีรี่ส์ออกมา

โครงการเริ่มต้นขึ้นในปี 2566 ปีแรกเราพัฒนาโปรเจ็กต์ โดยมีประมาณ 20 ทีม อบรม 3 เดือน โดยคนในวงการจริง ๆ มีเมนเทอร์คอยเป็นพี่เลี้ยง ดูเรื่องบท เรื่องของการผลิต เรื่องธุรกิจ และการพิชชิ่ง

“สวัสดีวันจันทร์ (ส)” เป็นหนึ่งในโปรเจกต์ของปีแรก แล้วก็เป็นเรื่องแรกของ Content Lab ที่ได้สร้างเป็นหนังจริงๆ

ถาม : เล่าถึงที่มาที่ไปของภาพยนตร์ สวัสดีวันจันทร์ (ส) หน่อยครับ?

ก่อ-ชาคร : “เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์คอมเมดี้ที่เกิดจากการตั้งคําถามถึงหนังติดลูปอะครับ เมื่อนึกถึงหนังแนวติดลูป ซึ่งก็มีหลายเรื่องเนอะ แต่ว่าเราก็เริ่มจากคำถามที่ว่าทุก ๆ เรื่องที่เราเคยดู มันจะชอบมาในแนวเดิมๆ ก็คือแบบติดลูป แล้วก็มิชชั่นของเรื่องก็คือ การหาทางที่จะออกจากลูปให้ได้ แล้วพอออกไปได้หนังก็จบ แต่เราก็มีคำถามที่ว่า เอ๊ะ.. เราสามารถสํารวจพื้นที่อื่น ๆ ของหนังแนวนี้ได้อีกไหม ก็เลยนึกว่ามันยังไม่เคยมีหนังที่ตัวละครมันติดลูป แล้วมันเอนจอยกับสิ่งนี้เนอะ ก็เลยลองสร้างตัวละครนี้ขึ้นมา แล้วก็คิดว่าเราน่าจะสามารถนำมันไปไกล ๆ ได้ สมมุติถ้ามันกำลังเอ็นจอยกับการติดลูปอยู่ แล้วเราพามันหลุดออกไปจากลูปนั้น ให้เขาได้เรียนรู้ว่า จะต้องรับผิดชอบอะไรกับสิ่งที่เคยทําเอาไว้บ้าง ซึ่งทำไปโดยไม่ได้คิดอย่างรอบคอบ เหมือนเป็นการเอาแนวนี้มาบิดดูอ่ะครับว่ามันจะเป็นยังไง”

ถาม : ตอนที่ไปเข้าร่วมโครงการ Content Lab ได้รับคัดเลือกมาได้ยังไง เล่าให้ฟังหน่อยครับ?

บอลรูม-วรลักษณ์ : “ตอนนั้นทาง CEA ให้มีสมาชิกได้ทีมละ 3 คน ก็มี บอลรูม มี ก่อ แล้วก็น้องออมอีกคนนึง แล้วก็เข้าอบรม เรื่องนี้ก่อเป็นคนเสนอไอเดียมา เราก็รู้สึกว่า คอนเซปต์มันแข็งแรง ก็เลยแบบส่งเข้าไป แล้วมันก็เข้ารอบ ผ่านขั้นตอน Internal Pitching ต่าง ๆ แล้วก็ได้เงินทุนสําหรับทํา pilot ก็คือผ่านทุกด่าน จนกระทั่งถึงด่านสุดท้ายที่ต้อง Pitching กับนายทุนทั้งหมด ก็เป็นทางเนรมิตรหนัง ฟิล์ม ที่สนใจ”

ถาม : ทําไมถึงเลือก “สวัสดีวันจันทร์ (ส)”?

ต้อย-ภาณุ : “จริง ๆ ต้องให้เครดิตกับทั้ง 2 ท่าน เราก็เป็นตัวแทนของบริษัทที่เข้าไปร่วมฟังตอน Pitching จริง ๆ ได้พบกับโปรเจกต์ดี ๆ หลายโปรเจกต์ แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ สวัสดีวันจันทร์ (ส) มีความโดดเด่นที่สุด ก็คือพล็อตแปลก แล้วเราไม่ค่อยได้เห็นอะไรแนวนี้เท่าไหร่ แล้วก็ 2 มันก็สอดคล้องกับภารกิจของเนรมิต ที่เรากำลังหาสิ่งที่มันดูแปลกใหม่ แล้วก็ดูหลากหลาย เราก็ค้นพบว่าจริง ๆ แล้วเนี่ย โปรเจกต์นี้น่าจะไม่เคยมีใครทํากัน โดยเฉพาะเรื่องติดลูปอะไรอย่างเงี้ย โดยส่วนตัวผมเห็นสิ่งที่ดีมากของโปรเจกต์นี้ คือนอกจากสนุก ตลก มันยังให้ข้อคิดบางอย่าง ในเรื่องของการก้าวข้ามวัยของคนรุ่นนี้ ที่ยังมีความรู้สึกสับสนแล้วก็รู้สึกพอใจที่อยู่ในเซฟโซนของตัวเอง สุดท้ายวันหนึ่งก็พบว่าชีวิตมันต้องดําเนินต่อไป โปรเจกต์นี้ มันผสมทุกอย่าง ทั้งตลก ทั้งบันเทิง แล้วก็ให้ข้อคิด รู้สึกว่าดูมีความโดดเด่นที่สุดในบรรดาทั้งหมดที่ได้คุยมาครับ”

โตโต้-โมไนย : “โดยแนวคิดของบริษัท เราก็สนับสนุนผู้สร้างทุกคนอยู่แล้ว ทั้งหน้าใหม่หน้าเก่า พอ CEA ทําโครงการนี้ เราก็ได้เห็นหนัง เราก็เลือกหนัง จริง ๆ แล้วในโครงการนี้ มันก็มีเรื่องที่ดี ๆ เยอะมาก อันไหนที่มันตรงกับเป้าหมายของบริษัท เราก็พยายามที่จะสนับสนุน แล้วก็เลือกผลงานที่มันสร้างประสบการณ์การดูหนังใหม่ ๆ ที่แปลกออกไปให้กับโลกภาพยนตร์ทั้งไทยและเทศ เราก็พยายามสนับสนุนทุกเรื่อง เพื่อให้มันขึ้นมาสู่ระบบการฉายทั้งในเมืองไทย แล้วก็ในต่างประเทศ เราสนับสนุนคนรุ่นใหม่ที่มีโครงการ แล้วก็โครงการที่ CEA เข้ามาสนับสนุน รวมไปถึงใครก็ตามที่มีครีเอทีฟใหม่ ๆ บางอย่าง ซึ่งบางทีมันไม่ได้เป็นเรื่องปกติที่จะได้ทําจริง ๆ อย่างเรื่องนี้ ส่วนตัวผมชอบบรรยากาศของหนังที่พี่ก่อเค้าเขียนบทมา แล้วเราเห็นภาพรวมว่าหนังทั้งเรื่องมันจะไปในทิศทางไหน แล้วมาพัฒนาร่วมกัน คือเวลาเนรมิตทํางาน เราจะทํางานกับทุกฝ่ายพร้อม ๆ กัน ทีนี้พอเราเห็นว่า มันเป็นหนังที่มีความน่าสนใจ ที่จะสามารถนําไปสู่คนดูได้ในระดับหนึ่ง สามารถที่จะรีเมค แล้วมันมีภาษาหนังที่จะสามารถพาไปได้ทุกที่ ก็เลยคัดเลือกเรื่องนี้เข้ามา ช่วยกันทําต่อจนมันมาถึงทุกวันนี้ได้ครับ”

อ้วน-นคร : “มันเป็นเรื่องจังหวะและเวลาด้วย เอาจริง ๆ ตอนที่ไปงาน Content Lab มันมีหลายโปรเจกต์ที่ดูดี มันดูดีหลายอันเลย มันน่าสนใจหลายอันเลย แต่ทีนี้เนี่ย สิ่งหนึ่งที่เราหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาทํา เพราะว่าเราขาดหนังแบบนี้จริง ๆ หมายถึงตัวบริษัทเองด้วย เพราะเราไม่เคยทําหนังตลกขนาดนี้มาก่อน แล้วเราก็มองบรรยากาศโดยรวม เรายังไม่มีหนังที่มันสนุก มันผ่อนคลายอย่างเงี้ย แล้วมันมีเรื่องนี้อยู่ แล้วเรารู้สึกว่ามันสามารถทำได้ทันที อีกอย่างนึงก็คืออย่างที่พี่ต้อยว่าไว้อะครับ มันไม่ได้มีแค่ติดลูป เพราะว่าถ้าเกิดเราดูหนังมาเยอะ มันก็มีหนังติดลูปในโลกเนี้ยเยอะแยะ แต่ว่าอันนี้มันเป็นหนังที่ไม่รู้ว่าเคยมีใครทํามาก่อนหรือเปล่า การที่มันหลุดออกมาจากลูป แล้วมันก็พูดถึงการเติบโต แล้วมันมีอันนึงที่หลายคนรู้สึกร่วมกัน ก็คือการอยู่ในเซฟโซน ซึ่งหนังเรื่องนี้มันผลักเราออกมาจากเซฟโซน ซึ่งมันเป็นความท้าทายอันนึงของการพัฒนาหนังร่วมกัน มันน่าสนุกดี ก็เลยหยิบมา”

ถาม : อยากให้พูดถึง Content Lab หน่อยครับ ว่ามันช่วยให้กระบวนการที่เราจะได้หนังเรื่องนี้ มันง่ายขึ้น มันดีขึ้นยังไงบ้าง?

ต้อย-ภาณุ : “ขอพูดในแง่ของการที่ได้มีโอกาสไปตามตลาดภาพยนตร์ต่างประเทศ สิ่งหนึ่งที่มันเป็นพื้นที่ซื้อขายหนังอะฮะ ในแต่ละตลาดใหญ่ ๆ เค้าจะมีการประกวดคอนเทนต์ จริง ๆ แล้วสิ่งนี้มันเป็นสิ่งใหม่สําหรับบ้านเราเหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่ผู้สร้างมีโอกาสเอาโปรเจกต์มานําเสนอนายทุน หรือสตูดิโอ จริง ๆ แล้วการประกวดโปรเจกต์ในต่างประเทศ มันช่วยสร้างผู้กํากับหน้าใหม่ มันช่วยสร้างระบบนิเวศที่ดีให้กับวงการภาพยนตร์โลก ก็เลยมีความรู้สึกว่า พอมันได้มีโอกาสมาจัดที่เมืองไทย แล้วจัดถูกช่วงเวลามากเลย มันเป็นช่วงที่หนังไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง คนไทยมีศรัทธามากขึ้น แล้วเราก็มีผู้กํากับหน้าใหม่มากขึ้น มีผู้กํากับเก่ง ๆ เข้ามามากมาย แล้วก็มีนายทุนที่พร้อมที่จะลงทุน อย่างเนรมิต เราก็เพิ่งตั้งมาไม่กี่ปี แต่สิ่งนึงที่เรารู้สึกว่าเราโชคดี เพราะเรามาในช่วงเวลาที่วงการของไทยน่าตื่นเต้น ก็เลยรู้สึกว่า การที่ CEA จัดโครงการในช่วงเวลาที่เหมาะสม มันเป็นโอกาสที่ดี ไม่เฉพาะแค่คนทําหนัง มันเป็นโอกาสที่ดีสําหรับสตูดิโอด้วย ที่เราไม่จําเป็นต้องนั่งรอให้คนเอาโปรเจกต์ดี ๆ มาเสนอ เรามีโอกาสที่จะได้เจอกับคนที่มีโปรเจกต์ดี ๆ แล้วอยากทําหนัง ซึ่งมันก็ผ่านการคัดกรองจากคณะกรรมการมาแล้วระดับนึง ซึ่งมันก็ช่วยเรามาก ๆ ที่เราไม่ต้องเสียเวลาในเรื่องเหล่านี้”

ก่อ-ชาคร : “จริง ๆ ก็ช่วยเยอะครับ เพราะว่าอย่างผมก็อาจจะมีประสบการณ์การทํางานเป็นคนตัดต่อ คนเขียนบท มีงานกํากับบ้าง แต่ว่ายังไม่เคยจับโปรเจกต์ใหญ่ นี่เป็นครั้งแรก บางทีเราก็จะไม่รู้โพรเซส หรือวิธีคิดของการทํา Pitching ซึ่ง Content Lab มีเซสชั่นที่ช่วยเช็คให้กับโปรเจกต์ของเรา ตั้งแต่ตั้งต้นไอเดียจนไปถึงมือของนักลงทุน ว่ามันควรจะมีส่วนประกอบอะไรบ้าง ที่จะทําให้โปรเจกต์มันน่าสนใจมากขึ้น”

บอลรูม-วรลักษณ์ : “ปกติแล้วบอลรูมจะเข้าร่วมโครงการอะไรอย่างเงี้ยบ่อย ซึ่งส่วนใหญ่เค้าจะโฟกัสที่การเขียนบทอย่างเดียวอะค่ะ แต่ว่าของ CEA ส่วนที่ดีอย่างนึงก็คือ มันมีส่วนของโปรดิวเซอร์ด้วย เหมือนเค้าพยายามที่จะผลักดันทั้งเขียนบท กํากับ โปรดิวเซอร์ แล้วก็ระบุมาเลยว่าต้องเป็น 3 ตําแหน่งนี้ มันก็เลยทําให้เราได้เรียนรู้ในสิ่งที่ปกติแล้ว มันไม่ค่อยมีการจัดอบรมกัน ก็คือพวกเรื่องงบประมาณ เรื่องการบริหารจัดการงบ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่มันแปลกใหม่ค่ะ อีกอย่างนึงก็คือระบบเมนเทอร์ ที่คัดเอามืออาชีพจริง ๆ มาให้คําปรึกษาในด้านต่าง ๆ มันก็เลยทําให้ระหว่างทาง โปรเจกต์มันก็ได้พัฒนาทั้งส่วนการตลาดด้วย มาร์เก็ตติ้งด้วย แล้วก็ในส่วนบทที่มันมีคุณภาพด้วย ก็คิดว่ามันครบหมด”

ถาม : อยากให้เล่าถึงขั้นตอนการเจรจาระหว่างเนรมิต หนัง ฟิล์ม กับทีมโปรเจกต์ “สวัสดีวันจันทร์ (ส)” ว่าต้องผ่าน Content Lab หรือไม่ อย่างไรบ้างครับ?

ต้อย-ภาณุ : “ผมขอพูดในส่วนที่เราตกลงกันที่ Content Lab นะครับ โดยหลักก็คือ ถ้าเราพูดคุยกันเรียบร้อยอะครับ เราก็สามารถติดต่อตรงกับทางทีมงานได้เลย มีการนัดให้มานําเสนอโปรเจกต์ที่มันมากขึ้น เพราะว่าวันที่เราประชุมกันที่ Content Lab เวลามันน้อย แค่ 10-15 นาทีเอง ก็จะมีการนัดพูดคุยกันต่างหาก แต่เราก็จะแจ้งทีมงานว่า เราค่อนข้างสนใจเรื่องนี้เป็นพิเศษ หลังจากนั้นก็มีการส่งต่อมาในส่วนของทีมโปรดักชั่น ก็มีการนัดแนะพูดคุยกันต่อไปฮะ”

อิศรา จาก CEA : “ผมขอเสริมนิดนึง ก็คือเรื่องของลิขสิทธิ์ ทุกโปรเจกต์ที่เข้าร่วมโครงการ Content Lab ลิขสิทธิ์จะเป็นของผู้สร้าง 100 เปอร์เซ็นต์ ทางเราเป็นแค่คนสนับสนุนเฉย ๆ เพื่อให้เกิดธุรกิจ เกิดการจับคู่ เกิดการดีลขึ้น เมื่อดีลกันแล้ว ผู้ผลิตกับผู้สร้างสามารถนัดพูดคุยกันอย่างอิสระได้เลย หน้าที่ของเราก็คือจบแค่การจับคู่ระหว่างผู้สร้างกับผู้ผลิตเท่านั้น”

โตโต้-โมไนย : “ต้องขอชื่นชม เพราะมันเป็นเรื่องที่ดีที่เรามี CEA มาจัดการทุกอย่างให้ก่อน สำหรับเราที่เป็นค่ายหนัง ทุกครั้งที่มีคนมาเสนอโปรเจกต์ จริง ๆ มันเหมือนกันหมดเลยนะ พอถึงเลเวลนึง ทุกคนก็จะเข้าสู่ระบบเดียวกัน แต่มันจะดีกว่าไหม ถ้าโปรเจกต์ที่จะถูกนำเสนอมาที่พวกผม มันมีการปรุงมาให้ก่อน พอมาถึงพวกผม มันก็มีความสมบูรณ์แบบ แล้วเค้าก็จะได้วิธีการ ได้หลักการที่คุยกันในเรื่อง Business Model มาด้วย เรื่องโปรดิวซ์ด้วย เรื่องของการกํากับด้วย แล้วก็พัฒนาไปถึงโครงสร้างเบื้องต้นทั้งหมด ที่ถูกปรุงมาอย่างดีงาม มันทําให้ผู้สร้างหรือผู้พิจารณาในสตูดิโอ ได้เห็นภาพชัดเจน เห็นถึงความเป็นไปได้ กับการที่จะนําไปสร้างเป็นหนัง มันมี Potential ขนาดไหน อันนี้เป็นเรื่องดี แต่พอมาถึงตรงจุดนั้นแล้ว อย่างที่พี่ต้อยบอกอะครับ เมื่อวันที่ CEA ทำการนัด ค่ายไหนหรือสตูดิโอไหนสนใจภาพยนตร์เรื่องไหน เค้าก็จะนัดให้ แต่ในวันที่นัด ด้วยความที่มันเยอะทั้งจำนวนของสตูดิโอ แล้วก็จำนวนของผู้สร้าง เวลามันจึงน้อย เราก็ใช้วิธีการเช็คเบื้องต้นว่า มีเรื่องไหนที่เราสนใจ เรื่องไหนที่เราชอบมาก ๆ จากนั้นเราก็จะนัดกันไปคุยอีกรอบที่สตูดิโอ ในเรื่องของความเป็นไปได้กับหลักเกณฑ์ของสตูดิโอ รับกันได้ขนาดไหน กับงบประมาณ มันเป็นเรื่องของการผลิตกับโปรดิวซ์ ซึ่งถ้าเกิดเรียบร้อยแล้ว เราก็ส่งต่อไปถึงการพัฒนาบท แต่อย่าลืมว่าหนังเนี่ย เวลาที่เราเลือก กับเวลาที่เราจะฉายเนี่ย บางครั้งมันมีไทม์มิ่งที่ต่างกัน เพราะฉะนั้น การพัฒนาบท หรือการที่จะสร้างเรื่องต่อไป มันอาจจะต้องรีเลทถึงคนในอีก 5 เดือน 10 เดือนข้างหน้า ว่าเขายังใช้ประเด็นนี้อยู่ไหม มันยังยังทันสมัย ยังตอบโจทย์อยู่หรือเปล่า อันนี้ก็ต้องโยนไปที่ทีมพัฒนา ให้ได้พูดคุยกันอีกต่อไป”

อ้วน-นคร : “อย่างที่ได้ว่าไปอะครับ โปรเจกต์จาก Content Lab มันพร้อมใช้งานได้ต่อ จริง ๆ มันมีอีกหลายโปรเจกต์ที่ยังคาใจอยู่ อยากทําอยู่นะ อีกหลายเรื่องเลย แต่พอเรารับไม้ต่อมาแล้ว เรามีช่วงเวลาของการจูนกันที่ไม่ได้ใช้เวลามากมาย เพราะเราก็ได้ทําความรู้จักโปรเจกต์มาก่อนแล้วส่วนนึง คุณอยากเห็นหนังไปทางไหนต่อ เราอยากเห็นหนังไปทางไหนต่อ ถ้ามันตรงกัน ก็ไปต่อได้แบบราบรื่น การทํางานมันก็ราบรื่น ทุกอย่างมันก็เป็นไปตามกระบวนการของมัน ค่อนข้างเป็นโปรเจกต์ที่ทีมสร้างพร้อมมาแล้ว พร้อมทั้ง mindset พร้อมทั้งวิธีมองโปรเจกต์ มันไม่ต้องปรับพื้นฐานอะไรมากมาย แล้วพอมาเจอกันที่สตูดิโอจริง ๆ มันก็จับมือกันเดินต่อไป เป็นโปรเจกต์แรกที่ได้ฉาย Content Lab มันใช้เวลาประมาณ 2 ปีเอง เพราะว่าพอทุกอย่างมันจูนกันแล้ว มันก็ไปกันต่อได้เลย”

ถาม : หลังจากได้เข้าไปร่วมโครงการ Content Lab หนัง “สวัสดีวันจันทร์ (ส)” มันแปลงกายไปเยอะไหมครับ?

บอลรูม-วรลักษณ์ : “เติบโตเยอะค่ะ เพราะว่าตอนแรกตัวละครเรา มันยังเห็นรายละเอียดไม่ชัด แต่ว่าระหว่างทาง เราได้เรียน ได้คุยกับเมนเทอร์ มันก็ทําให้ตัวละครของเราค่อย ๆ ชัดมากขึ้น ประเด็นหรือแมสเซจที่เราอยากพูดในหนัง มันก็ค่อย ๆ ตบ ๆ ให้มันชัดมากขึ้น”

ก่อ-ชาคร : “ตอนแรกมันอยากพูดหลายเรื่อง อยากพูดเยอะมาก ก็ค่อย ๆ ปรับว่าอันไหนตัดได้ อันไหนอยู่กับอันนี้แล้วดีกว่า อะไรอย่างเงี้ยครับ”

บอลรูม-วรลักษณ์ : “แล้วมันบังคับด้วยอะค่ะ เพราะว่ามันจะต้องมีการส่งงาน มีช่วงเวลาที่มันต้องส่งของ เพราะฉะนั้นมันเลยบังคับให้เราต้องโฟกัสกับโปรเจกต์นี้ แล้วก็ทําการบ้านกับตัวเรื่องจริง ๆ อะค่ะ”

ถาม : ตอนที่เข้าร่วมโครงการ ในแต่ละ process มันมีขั้นตอนที่ชัดเจนมาก ที่ทําให้เราได้ทําอะไรใหม่ ๆ มากขึ้น อยากถามว่าแต่ละขั้นตอน มันมีความยากง่ายยังไงบ้าง?

ก่อ-ชาคร : “คือเราจะรู้ Course Outline ตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว ตั้งแต่ก่อนเข้าโครงการ ซึ่งแต่ละส่วนมันก็ไม่ได้รู้สึกว่า ยากเกินไปครับ เรื่อง process ที่เราเราเห็นลิสต์แล้ว ก็เป็นเรื่องที่เราอยากรู้อยู่แล้ว ไม่เคยมีใครสอนเราเลย บางเรื่องเราอาจจะมีพื้นฐานอยู่แล้วบ้าง แต่ว่าเมนเทอร์ที่มาก็เป็นคนที่เราอยากรู้มุมมองจากเค้าเหมือนกัน ก็เลยเป็นเรื่องน่ารู้ทุกสัปดาห์มากกว่า ว่าอาทิตย์นี้เราจะช้อปปิ้งความรู้อะไรไปต่อยอดได้บ้าง”

ถาม : พอได้ไปเรียนแล้ว มันมีอะไรที่มันยากจริง ๆ บ้าง?

บอลรูม-วรลักษณ์ : “ตั้งชื่อหนังค่ะ ต่อให้อบรมแล้ว เรียนแล้ว แต่ว่าชื่อหนังตอนแรกก็คือไม่ใช่ชื่อนี้ แต่เป็นทางเนรมิต ทางพี่อ้วนมาช่วยตบ”

ถาม : แล้วทําไมถึงตั้งชื่อว่า “สวัสดีวันจันทร์ (ส)”?

อ้วน-นคร : “ก็เห็นจากที่คุณแม่ส่งมาในไลน์ แต่ก็ปรึกษากันก่อนว่า ชื่อนี้โอเคมั้ย แต่เรารู้สึกว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของหนัง มันมีส่วนนี้อยู่ในหนัง และตั้งแต่เราเริ่มเล่นไลน์ มันก็มีสิ่งนี้มาอยู่ตลอด แล้วเรารู้สึกว่ามันอยู่ในชีวิตทุกคน เราก็รู้สึกว่า ถ้าเกิดสวัสดีวันจันทร์ แล้วตัวหนังเองมันก็พูดถึงวันจันทร์หลายรอบ เรารู้สึกว่าเฮ้ยจริง ๆ วันจันทร์ในหนังอ่ะ มันก็สนุกดีนะ มันไม่ได้น่ากลัวเสมอไป เพราะว่าสําหรับชีวิตพนักงานออฟฟิศเนี่ย พอถึงวันอาทิตย์แล้ว ก็แบบไม่อยากถึงวันจันทร์เลย อยากจะอยู่วันอาทิตย์ไปนาน ๆ จริง ๆ ถ้าเกิดเอากิมมิคหนังที่มันมีอยู่แล้วมาลองดูมั้ย ก็ปรึกษาก่อว่าเห็นด้วยมั้ย ปรึกษาทุกคนว่าเห็นด้วยมั้ย ทุกคนก็เห็นด้วย”

ถาม : ในส่วนของภาพยนตร์มันมีความน่าสนใจอยู่แล้ว ทาง CEA หรือทางเนรมิตมีส่วนช่วยในการตบหรือปรับยังไงบ้าง ให้มันน่าสนใจมากยิ่งขึ้น?

อ้วน-นคร : “ระหว่างการพัฒนา มันก็มีการปรับระหว่างทางมาโดยตลอด คือโครงสร้างของทีมที่เขาทํามา มันแข็งแรง มันค่อนข้างชัดเจนอยู่แล้ว ไอ้ตัวโครงเราแทบไม่ได้ไปแตะ มีนิดนึงที่ถ้าเขย่าตรงนี้ มันอาจจะสนุกขึ้นมาอีก วิธีการเล่าเรื่องบางช่วง ระหว่างทางมันก็เยอะอยู่”

ก่อ-ชาคร : “ส่วนใหญ่เป็นเรื่องดีเทลของวิธีการเล่าเรื่องมากกว่า ที่มีการจัดวางว่าแบบไหนจะเวิร์คกว่า”

อ้วน-นคร : “จริง ๆ ก็ให้ทุกคนอ่านบททั้งทีมเลย อ่านบททุกดราฟท์ แล้วมาตัดกันมากกว่าว่ารู้สึกยังไง ซึ่งแต่ละคนอ่านแล้วรู้สึกไม่เหมือนกัน แต่เราก็มาประมวลกันต่อ บางคนบอกว่าตรงนี้ยาวไปหน่อย เราก็ประมวลข้อมูล เราก็มาคุยกัน”

โตโต้-โมไนย : “มันเป็นการพัฒนาระหว่างทาง ถ้าจะตอบคําถามที่ว่า ทาง CEA หรือทางเนรมิตเพิ่ม Value อะไรให้กับหนังบ้าง ผมว่าหลัก ๆ ที่มันทําให้ภาพยนตร์ประสบความสําเร็จ ก็คงเป็นเรื่องของนักแสดง เราต้องหานักแสดงที่มีความเหมาะสม กับสิ่งที่เค้าทํากันมา ประกอบร่างกันมา ในทางเทคนิคแล้ว ผู้กํากับ โปรดิวเซอร์ ทีมงาน เค้าก็มีนักแสดงที่จะนำเข้ามาในเรื่องนี้ แล้วมันทําให้เกิด Potential ในการเล่าหนังมากขึ้น กิมมิคต่าง ๆ ที่เป็นดีเทล ผมว่ามันสร้าง Value ให้กับหนังไปโดยไม่รู้ตัว เพราะสุดท้ายแล้ว Perception ของคนดูที่ได้เห็นผู้คนทั้งในวงการหนังเอง หรือคนนอกวงการที่ดัง ๆ แม้จะโผล่มาแค่ฉาก 2 ฉาก แต่ผมว่ามันก็เป็นส่วนเติมเต็มให้ภาพยนตร์มันมี Value มากขึ้น ผมว่าอันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่เราพยายามผลักดัน เพื่อให้หนังเรื่องเนี้ยมันไปสู่ความสําเร็จมากยิ่งขึ้นครับ”

ถาม : แล้วทําไมถึงต้องเป็น “โอบนิธิ” สําหรับตัวละครหลักในเรื่องนี้?

โตโต้-โมไนย : “จริง ๆ โอบนิธินี่ ทางผู้เขียนบท ทางผู้กํากับ เค้าล็อคคาแรคเตอร์มาแล้ว จริง ๆ แล้วพอเราอ่านบทกันเนี่ย เราก็นั่งคุยกันว่า จริง ๆ ใครที่เหมาะกับบทนี้ ในภาพแรกเราก็เห็นว่า โอบนิธิ มันหล่อ แล้วมันจะมาเป็น Loser ได้ยังไง ก็มีการถกเถียงเหมือนกันฮะ แต่พอเราโมเดลกันไปมา สุดท้ายก็อย่างที่บอก ความเหมาะสมกับองค์ประกอบของโครงสร้างที่เขาเขียนมากับบทภาพยนตร์ ผมว่ามันท้าทายตัวโอบเองด้วย แล้วพอเขามาเล่น มันพิสูจน์แล้วว่า เราเลือกไม่ผิดคน ผมว่าทุกคนก็น่าจะเห็นตรงกันว่า โอบทําได้ดี มีข้อสงสัยนิดเดียว แต่สุดท้ายพอดูองค์ประกอบหลักที่เราเขียนมา ก็คือคนนี้แหละ”

ก่อ-ชาคร : “ผมว่าความน่าสนใจอย่างหนึ่ง ในการให้โอบมาอยู่ในบทนี้คือ ปกติโอบจะชอบได้แต่งานซีเรียส ๆ เราไม่ค่อยได้เห็นมุมคอมเมดี้เค้ามากนัก จริง ๆ แล้ว ส่วนตัวใครที่เคยร่วมงานกับโอบมาก่อน จะรู้ว่าตัวตนจริง ๆ มันเป็นคนสนุกสนาน เป็นคนตลก ผมว่ามันก็น่าสนใจดี กับการที่เอาเค้ามา จะว่าพลิกบทบาทก็ไม่เชิง แต่ว่าคนจะไม่ค่อยได้เห็นเขาในเวอร์ชั่นนี้ในหนังมากนัก ขณะที่พาร์ทดราม่าของหนัง มันก็ค่อนข้างมีความหนักหน่วงเหมือนกัน ซึ่งในเชิงดราม่าเนี่ย ก็ไว้ใจโอบได้อยู่แล้ว มันก็เป็นคอมบิเนชั่นที่ลงตัว”

อ้วน-นคร : “จริง ๆ ก็มีความพยายามจะลองดูคนอื่น ๆ แต่สุดท้ายก็มาจบที่โอบนี่แหละ จริง ๆ มี ทราย (เจริญปุระ) ที่เป็นคนช่วยคอนเฟิร์มอีกคนหนึ่งว่าต้องเป็นโอบ ทรายมาเป็นแอคติ้งโค้ชให้ ปกติทรายไม่ได้ทําตําแหน่งนี้ ไม่เคยทำอะไรอย่างนี้ จริง ๆ ผม ก่อ และ ทราย เคยทำงานด้วยกันมาก่อน แล้วพอดีว่าหนังเรื่องนี้ อันนึงที่คุยกับก่อก็คือ พอหนังมันติดลูปแล้วเนี่ย เราไม่สามารถถ่ายตามลําดับเวลาเรื่องได้ บางทีหนึ่งโลเคชั่น โอบจะเล่นซ้ำอยู่อย่างนั้นอ่ะ เพื่อที่จะซ้ำลูปไป เพราะฉะนั้น เราอาจจะต้องมีใครมาเป็นเข็มทิศชีวิตให้กับทั้งผู้กํากับและนักแสดงไหม ซึ่งก่อก็เห็นด้วย ทรายก็จะมาทําตรงนี้ พอทรายเข้ามามีส่วนร่วม มาช่วยแคสต์ทุกคน ก็ให้ทรายช่วยลงความเห็นด้วย ก็ต้องให้เครดิตทรายด้วยเหมือนกัน เพราะอย่างนักแสดงบางคน บางทีเราก็ไม่ได้เห็นมุมนี้ อย่างเช่นตัวละครตัวอื่น ๆ ในเรื่อง อย่าง พีพี บางทีเราอาจจะไม่ได้มองเห็นบางมุม แต่พอให้ทรายช่วยดู ด้วยมุมของคนเป็นนักแสดงด้วยกัน เค้าก็จะมองเห็นอีกแบบหนึ่ง ซึ่ง พีพี ก็มาแคสต์ 2-3 รอบ”

ถาม : ทําไมต้องวันจันทร์ครับ?

ก่อ-ชาคร : “วันจันทร์มันน่าเบื่อครับ มันดูเป็นวันที่เราไม่อยากให้ถึงสําหรับคนทํางาน จริง ๆ สําหรับบางคน มันอาจจะเป็นเหมือนแบบจุด Start ก็ได้นะ แบบว่าสัปดาห์ใหม่มาแล้ว แต่สําหรับคนที่อยู่ในเย็นวันอาทิตย์ มันก็เป็นวันที่ถ้าเอาตัวละครไปอยู่ในนั้น แล้วตัวละครมันมันดันเอ็นจอยกับวันนั้นด้วยอะครับ มันก็ขัดแย้ง ประกอบกับพอเราเลือกเป็นวันจันทร์ที่ 1 เมษา มันยิ่งมีมีนนิ่งหลาย ๆ อย่างซ้อนเข้าไป แล้วก็ทําให้เกิดเงื่อนไขหลาย ๆ อย่างได้ อย่างเช่นหวยออกอะไรอย่างเงี้ย”

โตโต้-โมไนย : “ผมว่านัยยะหนึ่ง ด้วยความที่เราพูดถึงลูป ลูปเนี่ยเป็นตัวแทนของความเป็น Loser ของตัวละครที่วางมาด้วย ด้วยความที่เป็นวันจันทร์เนอะ มันเป็นวันสตาร์ทวันเริ่มต้น แต่ตัวละครที่เป็น Loser มักจะไม่ค่อยสตาร์ทกับตัวเองเท่าไหร่ ทีนี้พอติดอยู่ตรงนั้น แล้วเค้าสนุกกับสิ่งที่เค้าเป็น เค้าก็เลยอยากจะอยู่ตรงวันนั้น และการที่เค้าใช้วันจันทร์ ผมว่ามันเป็นวันเริ่มต้นของทุกคน แต่มันอาจจะเป็นวันเริ่มต้นของในเรื่อง คือพอมันเป็นประเด็นนี้แล้วอะ วันจันทร์มันเลยน่าสนใจ คําถามที่น่าสนใจมากกว่าคือ ทําไมไม่เป็นวันอังคาร วันพฤหัส ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ หรืออะไรอย่างเงี้ย ผมว่าวันอาทิตย์ มันรีแลกซ์อยู่แล้ว ถ้าหนังสําหรับคน Loser วันอาทิตย์มันก็เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว เพราะทุกคนก็อยากสวัสดีวันอาทิตย์อยู่แล้ว แต่พอเป็นวันจันทร์ มันมีประเด็น มีแง่ให้คิดมากกว่า อาจจะเป็นวันเริ่มต้นของบางคน แต่มันก็อาจจะเป็นวันที่งี่เง่า หรือน่าเบื่อสําหรับคนที่ต้องไปทํางานอีกแล้วเหรอ เพราะว่ามันยังติดลมจากวันอาทิตย์มา”

ถาม : อยากให้เล่าถึงกระบวนการที่มันท้าทาย อย่างที่พี่นครบอกว่า เพราะการแสดงแต่ละฉาก พอเราเซตฉากขึ้นมาแล้ว มันก็ต้องถ่ายแบบรวดเดียวในฉากนี้ ก็ต้องแสดงแบบรวดเดียว ตั้งแต่ต้นเรื่องยันท้ายเรื่อง มันลําบากยากเย็นขนาดไหน?

อ้วน-นคร : “ตอนที่เราถ่ายวันแรก แล้วอีกไม่กี่วัน พี่ต้อยก็จะต้องไปเจอลูกค้าที่ต่างประเทศ พี่ต้อยถามมาว่า มีอะไรไปให้ลูกค้าดูมั้ย คือถ่ายวันแรก ก็มีแค่ฉากโอบวิ่งขึ้นวิ่งลงบันได วิ่งหลาย ๆ แบบ แล้วก็ไปเปลี่ยนชุด แล้วก็มาวิ่งใหม่ มีอยู่แค่นี้เลย ที่มีให้พี่ต้อยเอาไปให้ลูกค้าดู”

โตโต้-โมไนย : “ผมว่าในเชิงโปรดักชั่นกับหนังแบบเนี่ย ความยากกับความท้าทายคือ บริบทบางอย่างใน Setting เดิม ทุกอย่างต้องเหมือนเดิมหมด ยกเว้นตัวละครหลักที่มันเปลี่ยนทั้งคาแรคเตอร์ เปลี่ยนทั้งอารมณ์ แต่เวลาคนดู ถ้าเค้าไปจับจ้องดู ถ้าเกิดบริบทมันไม่แม่นพอ แม้กระทั่งผ้าที่แขวน มุมมันไม่ได้ เพราะว่ามันถูกขยับไปขยับมา ของทุกอย่างเวลาที่มัน Setting ทุกอย่างมันจะถูกเปลี่ยนไปหมดเลยในฉากใน equence ในซีนไรอย่างเงี้ย แต่ขณะเดียวกัน เราต้องกลับมาทำให้มันเหมือนเดิมหมดทุกอย่าง ซึ่งถ้าเราไม่ทําให้มันเหมือนเดิมปุ๊บ คนดูก็จะจับได้ การที่ตัวละครตัวเดียวกับความรู้สึกของเค้าที่มันเปลี่ยน ในขณะที่คนรอบข้างมันต้องเหมือนเดิม มันมีหลายฉากที่ตัวละครทุกตัวต้องเล่นเหมือนเดิมหมด มีเปลี่ยนอยู่แค่คนเดียว เพราะฉะนั้นถ้าเรากําหนดหรือเราคอนโทรลไม่ได้ ความเละเทะมันก็จะเกิดขึ้น”

อ้วน-นคร : “การถ่ายแบบนี้ อย่างน้อยก็ต้องมีหนึ่งคนที่ถอยออกมาดูว่า ตอนเนี้ยตัวละครอยู่ตรงไหน อย่างเช่นในทีเซอร์ ที่เราจะเห็นโอบตื่นนอนบนที่นอน คือตื่นแต่ละครั้ง มันก็จะคนละอารมณ์ ทุกครั้งที่ตื่น มันจะมี ความแบบวันนี้จะตื่นไปทําอะไร มันก็จะเปลี่ยนไปหมดเลย อย่างน้อยมี ทราย (เจริญปุระ) มาคอยดูว่า ตอนนี้ตื่นแล้ว มันจะอารมณ์ไหน เดี๋ยวมันจะไปทําอะไรต่อ

ก่อ-ชาคร : “มันเลยต้องเกิดการลงดีเทลในเชิงเวลา ว่าวันนี้ตัวละครจะทําอะไร และช่วงเวลานั้นคือช่วงเวลาไหน สมมุติว่ามันไปในผับ ซึ่งมี extra อยู่ 80 คน มันจะไปยืนตรงไหนในเวลากี่โมง และไอ้คนข้างหลังอะมันทําอะไรอยู่ การกระทําที่เปลี่ยนไปของมันในแต่ละวัน มันส่งผลเป็น Butterfly Effect ให้คนข้างหลังมันเปลี่ยนอะไรบ้าง ใครบ้างที่ยังเหมือนเดิม ดีเทลมันต้องละเอียดมาก อย่างเวลาแม่ส่งข้อความมา ส่งมากี่โมง”

โตโต้-โมไนย : “ความยากอีกอย่างก็คือ เวลาที่นักแสดงประกอบต้องแสดงร่วมด้วย อย่างเช่นอารมณ์ตัวละคร เปลี่ยน สตอรี่ Setting เหมือนเดิม แต่สตอรี่บางอย่างมันเปลี่ยนไป เพราะฉะนั้นตัวละครอื่น ๆ ที่ต้องรับรู้ มันก็ต้องเปลี่ยนไปด้วย เพราะฉะนั้น การพูดคุยกับตัวประกอบหลาย ๆ อย่าง ในโลเคชั่นเดิม เราต้องถ่ายซ้ำไปซ้ำมา มันก็ไม่ง่ายที่จะต้องบอกทุกคนว่า เดี๋ยวเล่นอารมณ์แบบนี้นะ เค้าก็จะงงว่า ตกลงเรามาเล่นฉากนี้ ตก ลงเราต้องเล่นยังไงกันแน่ ทําไมฉันต้องเล่นหลายอย่างมาก เดี๋ยวหัวเราะ เดี๋ยวร้องไห้ เดี๋ยวดีใจ เดี๋ยวแบบไม่เข้าใจอะไรเลย คือถ้าคุยกับเค้าไม่รู้เรื่อง มันจะเพี้ยนไปหมดเลย แล้วในอารมณ์เดียวกัน ถ้าคนนึงเล่นผิด มันก็จะผิดในฉากนี้ ทุกคนเค้าอึ้งกันอยู่นะ เค้าซึ้งกันอยู่นะ แต่มีคนที่ยังจำของเดิม ฉากนี้ต้องสนุกสนาน แต่มีคนที่จำไม่ได้ ไปแสดงแบบอื่น มันก็ยากมากที่จะต้องคอนโทรลทุกอย่าง จึงต้องมีพี่ทรายมาคอยช่วยนักแสดงหลัก การที่มีโปรดิวเซอร์หรือคนที่ต้องช่วยดูนักแสดงประกอบเนี่ย มันก็มีความยากของโปรดักชั่น เพราะว่าเรามีเวลาจํากัดในการถ่ายทําแต่ละที่อยู่แล้ว ตอบคําถามที่ว่าอะไรที่เป็นเรื่องยากของหนังเรื่องนี้ ผมว่าเนี่ยเป็นส่วนหนึ่ง แต่เรื่องนี้ส่วนมากมันจะเป็นดีเทลของรายละเอียดมากกว่า ซึ่งต้องคอนโทรลให้มันอยู่”

ถาม : สอบถามพี่ต้อย-ภาณุครับ ตอนที่ไปคุยกับลูกค้าต่างประเทศ แล้วได้ฟุตเทจไปแค่นั้นที่มีแค่โอบวิ่งไปวิ่งมา พี่ต้อยทำยังไงครับ?

ต้อย-ภาณุ : “จริง ๆ สิ่งที่มันง่ายอะฮะ จริง ๆ เวลาถ่ายทำ มันเป็นเวลาเดียวกับการ Pitching แล้วปัญหาของหนังไทยโดยส่วนใหญ่ เวลาที่ต้องไป Pitching กับลูกค้าต่างประเทศเนี่ย มันยากมากเลยฮะ เพราะว่ามันมีเรื่องอะไรเยอะแยะ แต่ว่า สวัสดีวันจันทร์ (ส) เรา Pitching มันด้วยภาพ คนที่ติดอยู่ในวันจันทร์ แล้วก็แฮปปี้กับสิ่งนั้น แล้วก็จะเกิดอะไรขึ้น แล้วก็วันถัดมาเนี่ย เค้าต้องรอรับผลที่ตามมาจากสิ่งที่เค้าได้ก่อเอาไว้ในวันจันทร์ที่มันซ้ำไปซ้ำมา ปรากฏว่าทุกคนตื่นเต้นและสนใจครับ มันเป็นโปรเจกต์ที่ขายง่าย ลูกค้าบางคนชอบถึงขั้นอยากจะขอดูบท เพราะว่าเค้าอยากจะเอาไปรีเมค ก็เลยมีความรู้สึกว่า แค่ฟุตเทจไม่กี่ชอต ไม่กี่ซีน แต่พอมันอธิบายได้ มันก็เลยสร้างความสนใจได้ค่อนข้างง่าย ตอนนี้ทุกคนก็อยากรอดูหนังทั้งเรื่อง เพื่อที่จะตัดสินใจอีกทีว่าจะทํายังไง เป็นหนึ่งในหนังที่มีความเป็นสากลมาก ๆ แล้วก็สามารถเชื่อมโยงได้กับความรู้สึกร่วมสมัย ก็มีการเจรจา หนึ่งในประเทศที่ให้ความสนใจมาก ๆ ก็คือจีนนะฮะ เพราะว่าหนึ่งคือความสําเร็จของหลานม่า หนังที่พูดถึงเรื่องครอบครัว แล้วก็ตัวหนังเองมันก็มีประเด็นบางอย่างที่เชื่อมโยงกับวัยรุ่นในปัจจุบัน ที่ในจีนมันก็เริ่มมีกระแสที่คนรุ่นใหม่ไม่ค่อยอยากจะทําอะไร อยากจะอยู่แค่ในเซฟโซน พอเล่าพล็อตนี้ให้เขาฟัง เขาก็รู้สึกว่ามันน่าจะตอบโจทย์ของสิ่งที่มันกําลังเกิดขึ้นอยู่ในสังคมเขา เป็นการตอบรับที่ดี หลังจากนี้ ถ้าเขาได้ดูหนังทั้งเรื่อง มันก็คงได้เห็นว่า เขาตัดสินใจจะทำยังไงต่อดี”

ถาม : ในแง่ของหนังวนลูป หลังจากที่มีการปล่อยตัวอย่างออกมา ก็มีบางคนบอกว่ามันก็มุกเดิม ๆ รึเปล่า มันยากในการที่จะโปรโมทหนังเรื่องนี้ไหม เพราะเท่าที่ฟังฟีดแบ๊กมา ก็มีคนบ่นว่าหนังวนลูปอีกแล้วเหรอ?

ต้อย-ภาณุ : “คือสิ่งนึงที่มันอาจจะแปลกใหม่หน่อย ก็อย่างที่เห็นตัวอย่างไป ปกติคนที่อยู่ในลูปเนี่ย คนที่ติดลูป มันมักจะมีความทุกข์ แล้วก็อยากจะออกมาใช่มั้ย ขณะที่ของเราเนี่ย คือสิ่งที่ตรงข้ามเลย คือตัวละครแฮปปี้กับการติดลูป แล้วก็จุดจบตรงนั้นมันอยู่กลางเรื่องของเรา หลังจากนั้น มันก็จะเป็นอีกเรื่องหนึ่งไปเลย ซึ่งคิดว่าคงไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน อาจจะไม่ได้บอกว่าหนังเราดีกว่าคนอื่นนะครับ แต่ประเด็นร่วมสมัย ที่หนังมันสามารถเชื่อมโยงกับความสนใจร่วมกันของคนในสังคม หรือคนทั้งโลกได้เนี่ย โอกาสที่มันจะสร้างความแปลกใหม่มันมีครับ ซึ่งกรณีเนี่ย มันพิสูจน์ได้จากการที่เราไปคุยกับลูกค้า แล้วทุกคนก็จะจะอึ้งเหมือนกัน เขาคุ้นเคยกันอีกแบบหนึ่ง แต่พอเล่าไปแล้ว มันเป็นอีกแบบนึงที่เขาไม่เคยเจอมาก่อน เขาก็เลยรู้สึกอยากดูหนังเรื่องนี้มาก ๆ ติดต่อมาตลอดว่า เมื่อไหร่จะส่งมาให้ดู”

โตโต้-โมไนย : “ผมว่าลูป มันคือเครื่องมือของการเล่าหนังแบบนึงเท่านั้นเอง แต่จริง ๆ ความน่าสนใจของมันก็คือ หนังที่พูดถึงชีวิตของคน ๆ นึง ซึ่งเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ สิ่งสําคัญก็คือว่าลูปเป็นเครื่องมือนึง ซึ่งทําให้เห็นว่าการใช้ชีวิตแบบนี้มันเป็นยังไง แต่สุดท้ายแล้ว ชีวิตหลังจากวูป มันเป็นสิ่งที่น่าสนใจกว่า มันคือความสนุกของหนังเรื่องนี้ อย่างที่บอกลูปคือเครื่องมือ แต่การเล่าหนัง ชีวิตของมัน หรือความสนุกของมัน จะอยู่หลังจากนั้นมากกว่า”

อ้วน-นคร : “จริง ๆ ก็เคยคุยกับก่อ คือเราเชื่อว่าหลาย ๆ คนโดยเฉพาะผู้ชาย ส่วนใหญ่ที่อายุเข้า 3 มันจะมีความกลัวการเป็นผู้ใหญ่ หนังเรื่องเนี้ย มันกําลังพูดถึงความคิดนี้แหละ แล้วบอกว่าโตเถอะ ยังไงมันก็หนีไม่ได้”

ก่อ-ชาคร : “ถึงจะไม่อยากโต แต่โลกก็จะบังคับให้โตอยู่ดี”

โตโต้-โมไนย : “มันก็เลยจะต่างจากหนังลูปที่ทุกคนอยากสนุกกับชีวิตในลูป ไม่ว่าหนังไทย หนังเทศ แต่หนังเรื่องเนี้ย ตัวละครยังอยากสนุกกับชีวิตในลูป เค้าอยากจะเข้าลูปตลอด อย่างหนังเรื่องอื่น ถึงเค้าจะสนุก แต่ก็พยายามจะหนีออกจากลูป เพราะในลูป เค้าต้องเจอทั้งเรื่องที่ชอบ เรื่องที่ไม่ชอบ ส่วนมากหนังแนวนี้ เค้าก็จะไปเจอเรื่องที่เค้าไม่ชอบมากกว่า และเค้าก็จะพยายามหนีออกจากลูป แต่ในเรื่องนี้เค้าก็อยากอยู่ในเซฟโซนของเค้า อยากอยู่ในลูป แต่สุดท้ายชีวิตมันก็ต้อง GO ON แต่เราจะโกออนยังไงให้มันรอด”

ถาม : อยากให้พูดถึงทิศทางของหนังไทยที่จะเกิดขึ้นในปีนี้ หรือว่าปีต่อ ๆ ไป หลังจากการประสบความสำเร็จของ หลานม่า ว่าทิศทางของหนัง มันจะหนักไปทางแนวนี้มากขึ้น หรือว่ามันจะไปในทิศทางไหน?

ต้อย-ภาณุ : “ผมว่าส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่า ใน 2-3 ปีหลังมานี่ หนังไทยมีความหลากหลายมาก มันทําให้คนดูเชื่อมั่น แล้วมันก็สะท้อนกลับมาที่สตูดิโอ ทางสตูดิโอก็มีความมั่นใจที่จะก้าวข้ามจากสิ่งที่เป็นเซฟโซน กรณีหลานม่า มันก็เป็นผลสําเร็จจากความกล้าของสตูดิโอเองด้วย จากการที่กล้าลองทำอะไรที่มันไม่ตามขนบ เนรมิต โชคดีตรงที่เรามาในช่วงที่หนังไทยมีความหลากหลาย ความสําเร็จของหลานม่า มันก็เป็นตัวตอกย้ำอย่างนึงว่า ถ้าสูดิโอมีความกล้าที่จะพาตัวเองออกไปไกลจากสิ่งที่เรารู้สึกมั่นคงปลอดภัย ความสําเร็จเหล่านี้ก็เกิดขึ้นได้ อย่างเราเอง มันก็เป็นพันธกิจของเราตั้งแต่แรกอยู่แล้ว กับการสร้างระบบนิเวศที่ดี ที่สนับสนุนคนรุ่นใหม่ รวมถึงสร้างความหลากหลายในวงการหนังไทย มันก็สัมฤทธิ์ผลเหมือนกัน เวลาเราไปตามตลาดหนังทั้งหลาย ทุกคนก็จะรู้สึกตื่นเต้น อยากรู้ว่าเรามีไลน์อัปอะไรใหม่ ๆ ไหม มันต่างจากเมื่อก่อน ที่เวลาเราไป ทุกคนก็จะรู้ว่ามีแต่หนังผี มีแต่หนังแอคชั่น ก็เลยรู้สึกว่าผลสําเร็จของหลานม่า มันไม่ได้มาจากความฟลุ๊ค มันมาจากความตั้งใจ แล้วก็ความกล้าหาญ ทุกสตูดิโอก็ควรจะไปในทิศทางนั้นเช่นกัน”

โตโต้-โมไนย : “ความสําเร็จของหลานม่า เป็นสิ่งที่ทำให้เราได้เห็นว่า คนรุ่นใหม่ในเจนนี้ ที่เป็นผู้จับจ่ายใช้เงินในการซื้อตั๋วภาพยนตร์ดู เป็นผู้ชมที่ดูหนังหลากหลายมากขึ้น อย่างหนังของค่าย ไม่ว่าจะเป็น 4 KINGS, วัยหนุ่ม 2544 เค้าก็ยังให้ความสําคัญกับมัน คือผู้กํากับเค้าเก่งด้วย เค้ารู้ถึงกลุ่มเป้าหมาย เค้ารู้ในงานที่เค้าทำ เค้าตั้งใจทําได้ดี เค้าสามารถดึงกลุ่มของเค้าเข้ามาได้ แต่ในหนังประเภทอื่น ๆ ของค่ายที่ทําอยู่เนี่ย เราก็ลองผิดลองถูกกันหลายรูปแบบเหมือนกัน ทั้งดราม่า ทั้งหนังผี ทั้งหนังสัตว์ประหลาด เราก็พยายามทํากันขึ้นมา เพื่อให้มันเกิดขึ้นกับโลกภาพยนตร์ของไทย ความน่าสนใจของมัน หรือความเสี่ยงของมัน ที่คนอื่นเค้าไม่ทํา เราพยายามจะทํา เราไม่ได้กล้าบ้าบิ่นที่จะทํา แต่เราอยากสนับสนุน เราอยากก่อให้มันเกิดขึ้น เพื่อเป็นแนวทางในการช่วยกันสร้างบันไดก้าวแรก เพื่อเป็นบรรทัดฐานต่อไป กลับมาที่หลานม่ากับมุมมองต่อไป ในเชิง Drametic หนังต่อ ๆ ไปในอนาคต หรือว่าหนังเรื่องต่อ ๆ ไป เราไม่ได้ทําหนังเพื่อจะได้เป็นกระแส อย่างเช่นในปีนี้ ภาพยนตร์ Horror เยอะมาก มันก็ไม่ใช่ว่าเราจะแห่ตามกันไปหมด หรืออย่างหลานม่าประสบความสำเร็จ เราก็จะเห็นหนังดราม่าขึ้นมาเต็มไปหมด ผมว่ามันต้องชั่งน้ำหนักดูด้วยถึงความเหมาะสม ทางเนรมิตมีความหลากหลายอยู่แล้ว เราก็พยายามที่จะสร้างประสบการณ์การชม ภาพยนตร์ในหลากหลายรูปแบบ เพื่อให้เกิดขึ้นกับโลกภาพยนตร์ทั้งไทยและเทศ เราก็พยายามที่จะหาความ แตกต่าง ซึ่งมันเป็นแนวคิดหลักของบริษัท คือสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้น ซึ่งอาจจะต้องมีหนังหลายหลายประเภทประกอบกัน”

อ้วน-นคร : “คือหลานม่า ถ้ามันมาพร้อมวิธีคิดที่เป็นครรลองแบบเดิม ๆ คิดว่าหนังไม่น่าได้สร้างแน่ คือหมายถึงว่าหนังที่เป็นดราม่า พูดถึงผู้สูงอายุ แต่พอเห็นว่าหลานม่ามันไปไกลระดับไหน จริง ๆ แล้วคนดูเยอะมากนะ การผลิตหนังแต่ละเรื่อง คนดูที่แท้จริงของหนังแต่ละเรื่อง จริง ๆ มันสามารถไปได้กว้างไกลกว่าที่เราคุ้นชิน เหมือนถูกผลักออกจากเซฟโซน แล้วได้เห็นว่าจริง ๆ ข้างนอกเซฟโซน มันมีอะไรอีกมากมาย”

ถาม : อยากให้พูดถึงหนัง “สวัสดีวันจันทร์ (ส)” ว่าให้อะไรกับคนดูบ้าง?

ก่อ-ชาคร : “อย่างแรกคือให้ความบันเทิงแน่ ๆ เป็นหนังที่เราตั้งใจทำให้เป็นหนังสนุกเป็นหลักเลย เป้าหมายคือคนดูต้องสนุกกับเรื่องราว เป็นหนังที่เหมือนเป็นพล็อตไดร์ฟ พล็อตมันนำเรื่องมากเลย แต่เราก็พยายามปั้นตัวละครให้มันมีมิติด้วย หน้าตามันอาจจะดูเป็นหนังตลก แต่ว่ามันก็มีพาร์ทที่มันเป็นดราม่า มีแง่มุมต่าง ๆ ให้ถกเถียงกันต่อ ยังไม่อยากสปอยล์เยอะ อยากให้ดูกันก่อนครับ”

บอลรูม-วรลักษณ์ : “ก็รู้สึกว่าตัวละครที่เราสร้างขึ้น พยายามให้มันเชื่อมโยงกับคนรุ่นใหม่ ไม่ใช่แค่ในประเทศไทย แต่ว่าในเอเชียด้วย ในประเทศอื่น ๆ เรารู้สึกว่าตัวละครมันน่าสนใจ แปลกใหม่ นักแสดงก็คือเคมีดีมาก ทั้ง 5 คน บันเทิงแน่นอน”

ก่อ-ชาคร : “เป็นหนังที่ดูแล้ว ทําให้กลับมานึกถึงตัวเองว่า การเติบโตของคน ๆ นึง มันต้องเจออะไรบ้าง ต้องรับผิดชอบกับอะไรบ้าง มันทําให้เรากลับมามองความสัมพันธ์ของตัวเองกับคนรอบข้าง ว่าเรามองข้ามอะไรไปหรือเปล่า”

ถาม : อยากให้เนรมิตพูดถึง Potential ของหนังเรื่องนี้หน่อยครับ ว่าจะไปได้ไกลขนาดไหน?

ต้อย-ภาณุ : “ผมคิดว่าในแง่ของเมืองไทย ก็คงต้องลุ้นกัน เพราะว่าจริง ๆ แล้วมันเป็นตลาดที่เดายากเหมือนกัน แต่การตอบรับก็น่าจะเป็นในเชิงบวก เพราะว่าพวกเราก็ดูกันภายในแล้ว ส่วนในต่างประเทศก็อย่างที่บอกไปครับ มันเริ่มมีการพรีเซลล์ มีการพูดคุยกันไปก่อน ส่วนใหญ่จากที่ได้ฟัง Pitch ได้ดูตัวอย่างโปรโมต เค้าก็ค่อนข้างรู้สึกบวกนะครับ ก็หวังว่ามันจะถูกนําไปจัดจําหน่ายในต่างประเทศ ก็เชื่อว่าตัวเนื้อเรื่องของมันเนี่ย มันมีความเป็นสากล ทุกคนน่าจะเข้าถึงได้ ก็เลยคาดหวังทั้ง 2 พื้นที่ ทั้งในเมืองไทยก็แอบคาดหวังว่ามันจะประสบความสําเร็จ แล้วก็ต่างประเทศ ก็คิดว่ามันน่าจะพาให้หนังไทยเป็นที่รู้จักเพิ่มขึ้นอีกระดับหนึ่ง”

โตโต้-โมไนย : “ผมว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ครบรส ผู้ชมที่จะได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้ ผมมั่นใจว่า จะไม่ได้ดูเสร็จแล้ว รู้สึกว่ากูมาดูอะไรวะ เสียเวลา เราไม่อยากสปอยล์ว่า หนังมันมีอะไรมากกว่าที่คิด หนังมันมีอะไรแค่กว่าหนังติดลูปหรือหนังวนลูป ซึ่งจริง ๆ ลูปมันเป็นแค่เครื่องมือ ผมว่าคําว่าครบรสของผม นั่นคือคนดูน่าจะได้อะไรจากหนังเรื่องนี้ แต่เรายังอยู่บนพื้นฐานของความสนุกสนานของการเล่าเรื่อง นั่นหมายความว่าทำให้ตัวละครและคนดูยิ้มไปพร้อม ๆ กันได้”

ถาม : สุดท้ายนี้อยากให้พูดถึง Content Lab กับการสนับสนุนคอนเทนต์ไทยหน่อยครับ?

ต้อย-ภาณุ : “ผมว่านอกจากเนรมิต หลายสตูดิโอก็คงมีความรู้สึกเดียวกัน ว่าอยากขอบคุณ Content Lab ผมว่าเรามีคนเก่ง ๆ มากมาย มีโปรเจกต์ดี ๆ มากมาย ที่มันอยู่ในอากาศ หรือแม้กระทั่งอยู่ในมือของคนทำหนังหลาย ๆ คน แต่ถ้ามันไม่มีพื้นที่ ๆ จะทําให้เราได้มีโอกาสไปพบปะกับคนเหล่านี้ ไม่มีพื้นที่ ๆ คอยขัดเกลาให้โปรเจกต์มีความพร้อมที่จะนําเสนอสตูดิโอเนี่ย โอกาสที่เราจะได้เจอโปรเจกต์อย่าง สวัสดีวันจันทร์ (ส) มันก็คงยาก ผมก็เลยรู้สึกว่า เรามาถูกทางแล้วครับ เรามักจะพูดกันอยู่เสมอว่า เราอยากจะพัฒนาอุตสาหกรรมเราให้มันยกระดับทัดเทียมกับนานาประเทศ การที่มีตัวกลางที่สามารถสร้างเน็ตเวิร์คให้กับสตูดิโอและผู้สร้าง แม้เพิ่งเริ่มต้นมาแค่ปีสองปีเอง แต่ว่ามันค่อนข้างลงตัว ผมเชื่อว่าในระยะยาว มันจะช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมเราให้มันก้าวไปในระดับที่ไกลกว่านี้ได้อีก”

โตโต้-โมไนย : “ในมุมของผม ก็ต้องขอขอบคุณ CEA ที่จัดโครงการ Content Lab ขึ้นมา ผมว่ามันเป็นเรื่องที่ดีมาก ในเรื่องของอุตสาหรรมไทย เวลาที่เราพูดคําว่า อุตสาหกรรมไทยเนี่ย มันน้อยมากที่จะเกิดการร่วมมือกัน Content Lab เป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นที่ดี ที่ทําให้คนในอุตสาหกรรมได้มารวมตัวกัน ทั้งคนที่นําเสนอ ทั้งตัวสตูดิโอ วันที่เค้าจัดงาน Content Lab ที่เป็นมีตติ้ง ทุกคนได้พบเจอพูดคุยกัน ขณะที่เราพยายามจะทําให้ประเทศเรามีอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่เจริญเติบโตไปข้างหน้า ผมว่าหนึ่งในจุดสําคัญก็คือ เราต้องร่วมมือกันแชริ่งกัน หรือทําอะไรร่วมกัน พบเจอกันในเชิงนี้บ่อย ๆ เพราะว่าก่อนหน้านี้ ถ้าไม่มี Content Lab มันไม่เหมือนอุตสาหรรม หรือโอทอป ต่างคนต่างก็เอาตัวรอด แต่ละบริษัทต่างเอาตัวรอดของตัวเอง มันดูไม่เป็นอุตสาหรรมเท่าไหร่ วันนี้เราเห็นอยู่ว่า วันที่เราไปเลือกหนัง เรารู้ว่าใครได้ไป เรารู้ว่าใครสนใจเรา รู้ว่าค่ายไหนมี Potential ในการทํา เราคาดเดาได้เลยว่า หนังที่เราไม่ได้ สมมติว่าหนังเรื่องนี้เป็น Big Idea เป็น Big project ของโครงการเลย แล้วค่ายนี้ได้ไป มันก็ทำให้เราได้รู้ว่า ปีนี้เราจะทำการตลาดยังไง สู้กันยังไง ในที่นี้ก็คือค่ายไม่ใช่คู่ต่อสู้กันตลอด คนดูต่างหากที่เป็นคู่ต่อสู้ของเรา เราต้องเอาชนะคนดู เพื่อให้มาดูหนังของเราให้ได้ ถ้าค่ายนี้เปิดหนังแบบนี้ เราก็ไม่ควรเปิดหนังที่มันคล้ายกันมาก แล้วมันซ้อนกัน ถ้าเกิดผมเปิดก่อน แล้วหนังผมดีกว่า ผมก็รอดไป แต่ถ้าเกิดผมเปิดทีหลัง แล้วผมแย่กว่า ผมก็ลําบากใจเหมือนกันว่าเราจะเอาอะไรไปสู้ การที่จะลดโปรเจกต์เพื่อจะทําใหม่ มันก็เป็นเงินทุนที่ลงไปแล้ว เพราะฉะนั้นการที่เราแชริ่งกัน แล้วเราเห็นการพัฒนากัน สิ่งสําคัญก็คือว่าผู้สร้างหน้าใหม่ที่เข้ามาสู่โปรเจกต์ Content Lab มันมีการเช็กมาก่อนแล้ว มันเป็นการคัดเลือกเบื้องต้นให้สตูดิโอมาก่อนแล้ว นั่นหมายความว่าสตูดิโอไม่ต้องไปเสี่ยงกับการต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด ทั้งเวลา ทั้งวิธีการ ทั้งโพรเซสต่าง ๆ ส่วนหนึ่งของโครงการนี้ที่ทํามา ผมว่ามันมีประโยชน์ แล้วก็เป็นจุดหนึ่งที่ทําให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง แล้วก็ถาวรในอนาคต”

อ้วน-นคร : “ผมว่าความสำคัญของของงาน Content Lab สําหรับผม ก็คือการสร้างเน็ตเวิร์ค อย่างที่บอกมาตลอดว่าใน Content Lab เนี่ย มันมีไอเดียที่ดีค่อนข้างเยอะ แต่ว่าความสําคัญกว่านั้นก็คือ การเห็นคนทํางานในแต่ละสาขาได้มาเจอกัน แล้วมันสร้างความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้น มันไม่ได้จํากัดแค่ว่าโปรเจกต์อันเนี้ย มันเป็นตัวอย่างของการที่เดินมาที่สตูดิโอ แล้วก็ผลิต อันนี้มันเป็น 1 2 3 4 ที่มันปกติของโปรเจกต์ที่มันจะเกิดขึ้น แต่ว่างานอย่าง Content Lab มันสามารถสร้างความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ได้อีกเยอะ เพราะว่ามันเป็นการรวมกันของทั้งผู้ผลิต ผู้สร้างสรรค์ และสตูดิโอ รวมถึงโปรดิวเซอร์ และแพลตฟอร์ม พอมันมารวมกัน มันมีโมเดลที่สามารถไปได้อีกเยอะแยะมากมาย”

ก่อ-ชาคร : “คือมันไม่ใช่แค่เน็ตเวิร์ค หรือคอนเนคชั่น ระหว่างผู้ผลิตกับผู้สร้าง หรือฝั่งผู้ลงทุนนะครับ ในฐานะแบบผู้เข้าร่วม ในกลุ่มผู้เข้าร่วมกันเอง ก็ทําให้เราได้เจอคนในวงการ ที่เราได้รู้ว่า อ๋อ.. คนนี้ทําสิ่งนี้ คนนี้ทําสิ่งนี้ แล้วมันสามารถมีคอนเน็คชั่น รวมทีมแล้วต่อยอดกันไปทําอะไรอย่างอื่นได้อีก”

โตโต้-โมไนย : “ผมขอเสริมนิดนึง ผมว่าสิ่งที่มันได้ประโยชน์มากกว่าที่โครงการเขียนกรอบเอาไว้ ผมว่าการที่ผู้คนได้มาเจอกัน ได้มารวมตัวกัน มันเกิดการพูดคุย มันเกิดการร่วมงานกัน บางครั้งบางโปรเจกต์ มันไม่ได้เกี่ยวกับ Content Lab แต่มันเป็นการพูดคุยระหว่างสตูดิโอที่ได้มาเจอกัน จากที่ไม่เคยเจอกัน มันไม่ใช่เรื่องง่าย หรือว่าเรื่องปกติเท่าไหร่ที่จะมาเจอกัน แต่พอวันนั้นมันเป็นวันฟรีเดย์ของคนในวงการ ได้มาเจอกัน ได้เปิดใจกัน ได้ดื่มได้กินได้พูดคุยกัน มันรู้สึกว่ารีแลกซ์ซึ่งกันและกัน ทำให้รู้สึกว่าอยากพูดคุยกันตรงนี้ แล้วมันได้เจอกัน ได้มีโอกาสทักทายกัน มันเป็นสถานที่ ๆ เราได้คุยกับคนที่เราอยากคุย หรือคนที่เราไม่มีโอกาสได้คุย หรือพบตัวยาก แต่มันไปคุยตรงนั้นแล้ว มันได้บิสซิเนสขึ้นมา ผมว่าอันนั้นมันเป็นเรื่องที่ดี มันทั้งครีเอทีฟ มันทั้งรีเลชั่น มันทั้งบิสซิเนสไปพร้อม ๆ กัน ผมว่าอันนั้นเป็นประโยชน์มาก เพราะมันยากมากที่เราจะมารวมตัวกันแบบฟรีเดย์ โดยที่ไม่ต้องมี Agenda อะไร พูดคุยพบปะกัน ได้ถามข่าวคราวกัน ได้พูดคุยกัน มันสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างโปรเจกต์ สร้างอะไรขึ้นนอกเหนือจากสิ่งที่ Content Lab ให้ไว้อย่างมากเลยครับ”

อิศรา CEA : “ในปีนี้นะครับ ตัวคอนเทนต์โปรเจกต์ มาร์เก็ตนะครับ ตลาดซื้อขายคอนเทนต์แห่งแรกของไทยนะครับ จะจัดประมาณปลายเดือนสิงหาคม หรือว่าต้นเดือนกันยายน ซึ่งปีนี้เราจะขยาย จากปีที่แล้วเป็นแค่ฝั่งบิสซิเนส เจอกับฝั่งบิสเนสเอง 2 วันนะครับ ปีนี้เราจะเพิ่มในส่วนของบิสซิเนสกับคนทั่วไปนะครับ ก็จะมีการเปิด มีเซสชั่นทอล์คทั้งไทยและต่างประเทศ เป็นอีกวันขึ้นมา เพื่อจะให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์ได้ความรู้มากขึ้น แล้วก็ขยายประโยชน์ต่าง ๆ ไปสู่คนกลุ่มใหญ่มากขึ้นด้วย”

Special Thank : น้องเสธ, เนรมิต หนัง ฟิล์ม

วุฒิ พิศาลจำเริญ