นับเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ของเศรษฐกิจโลก หลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ประกาศใช้มาตรการภาษีตอบโต้ กับประเทศคู่ค้าทั่วโลก เมื่อวันที่ 2 เม.ย. ตรงกับช่วงเช้ามืดตี 4 วันที่ 3 เม.ย.ของไทย โดยสหรัฐ เรียกเก็บภาษีพื้นฐานเพิ่ม 10% สำหรับสินค้าทั้งหมดที่นำเข้าสหรัฐ และยังบวกเพิ่มอีกส่วนหนึ่งกับชาติคู่ค้าที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐมายาวนาน รวมถึงประเทศไทย ที่โดนเมืองลุงแซม รีดภาษีเพิ่มแบบจุก ๆ 36% สูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก
ภาษี36%ช็อกเกินคาด
ตัวเลขที่ออก 36% ถือว่าสร้างความช็อกให้วงการคนค้าขาย ผู้ส่งออก รวมถึงหน่วยงานภาครัฐอย่างมาก เพราะก่อนหน้านี้กระทรวงพาณิชย์ เคยประเมินสถานการณ์ว่า ปัจจุบันไทยเก็บภาษีนำเข้าสูงกว่าสหรัฐเฉลี่ย 11% ดังนั้น หากสหรัฐ ขึ้นภาษีกลับมาที่ 11% จะทำให้การส่งออกของไทยเสียหายปีละ 7,000-8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่พอเอาเข้าจริง สหรัฐกลับเก็บสูงกว่าที่คาดถึง 3 เท่าตัว ทำให้เศรษฐกิจของประเทศอาจจะปรับลดลงไม่ต่ำกว่า 1%
สาเหตุที่ประเทศไทยถูกเก็บภาษีแรงกว่าปกติ หากย้อนไปดูสถิติที่ผ่านมาก็พบว่า ไทยเป็นประเทศเกินดุลการค้ากับสหรัฐมาเป็นเวลานานและสูงติดอันดับต้น ๆ ของโลก ปีล่าสุด 2567 ไทยเกินดุลกว่า 45,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่า 1.5 ล้านล้านบาท สูงเป็นอันดับที่ 11 ที่สำคัญการคำนวณภาษีตอบโต้จากสหรัฐ ยังมีการนำมาตรการกีดกันทางการค้า ค่าธรรมเนียมการนำเข้าอื่น ๆ ของไทยมารวมอยู่ด้วย ทำให้ความเสียหายเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ
เกาถูกที่คันหรือไม่
แม้ที่ผ่านมารัฐบาลไทยจะไม่ได้นิ่งดูดาย โดยพยายามติดต่อแก้ปัญหานี้มาก่อนล่วงหน้า ตั้งแต่ขอชี้แจงข้อมูลกับทางการสหรัฐ ช่วงเดือน ม.ค. 68 หลังโดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่ง ต่อมานายกรัฐมนตรี ได้มีคำสั่งตั้งคณะทำงานนโยบายเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา เพื่อติดตามสถานการณ์ และกำหนดแนวทางการแก้ไขอย่างใกล้ชิด โดยมีปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน พร้อมกับมีกุนซือของพรรคเพื่อไทย อย่างนายพันศักดิ์ วิญญรัตน์ ประธานที่ปรึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรี นายศุภวุฒิ สายเชื้อ ที่ปรึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรี มาเป็นที่ปรึกษาคณะฯ
พร้อมกับทาง รมว.พาณิชย์ ได้เดินทางเยือนสหรัฐ เดือนก.พ. 68 เพื่อหารือกับ สส. สว. และรับฟังความเห็น ข้อเสนอแนะจากผู้นำเข้ารายใหญ่ของสหรัฐ แต่ก็ยังดูไม่เป็นผล เพราะถึงวันนี้ ไทยแสดงความจำนงติดต่อไปยังรัฐบาลสหรัฐ หลายรอบ แต่ก็ยังไม่ได้รับเสียงตอบรับจากรัฐบาลสหรัฐ แต่อย่างใด ผิดกับเวียดนาม และญี่ปุ่นที่ได้พูดคุยกับรัฐบาลสหรัฐ ไปแล้ว (แต่เวียดนามก็ถูกเก็บภาษีสูงกว่าไทยอยู่ดี) “จนทำให้เกิดคำถามว่า การทำงานของรัฐบาลที่ผ่านมา มาถูกทางหรือไม่ เพราะความรุนแรงครั้งนี้ มากกว่าที่รัฐประเมินไว้ค่อนข้างมาก”
15 กลุ่มสินค้าอันตราย
สำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้น ณ ตอนนี้ยังไม่มีใครรู้ตัวเลขที่แน่ชัด แต่เบื้องต้น มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินผล
กระทบจากมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐ รวมกับผลแผ่นดินไหว จะทำให้เศรษฐกิจไทยเสียหายรวม 374,851.8 ล้านบาท ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ ยังได้จัดอันดับ 15 สินค้าที่จะได้รับผลกระทบรุนแรงสูงสุด ได้แก่ 1.โทรศัพท์มือถือ 2. ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ 3. ยางรถยนต์ 4.เซมิคอนดักเตอร์ 5.หม้อแปลงไฟฟ้า 6.ชิ้นส่วนอุปกรณ์การพิมพ์ 7.ชิ้นส่วนรถยนต์ 8.อัญมณี 9. เครื่องปรับอากาศ 10. กล้องถ่ายรูป 11. เครื่องพรินเตอร์ 12. วัตถุดิบอาหารสัตว์ 13. แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ 14. ข้าว และ15. ตู้เย็น

ถึงวันนี้ ก็เหลืออีกไม่กี่วัน มาตรการภาษีตอบโต้ 36% ของสหรัฐ จะเริ่มขึ้นเป็นทางการในวันที่ 9 เม.ย.นี้ ทางออกที่ทำได้ในตอนนี้ คือ ต้องมารอลุ้นว่าการเก็บสินค้าแต่ละประเภทจะขึ้นเต็มเพดาน 36% หรือไม่ ขณะเดียวกัน ฝ่ายไทยก็พยายามเก็บข้อมูล หาท่าทีเจรจากับสหรัฐ ให้ดีที่สุด ซึ่ง นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ได้ออกมาพูดแล้ว จะขอเตรียมข้อมูล และคาดจะบินไปคุยกับสหรัฐ ในอีก 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า
ไทยขอสวมบทเด็กดี
ขณะที่แนวทางการเจรจาแก้ปัญหาทางการค้าของไทย กับสหรัฐ เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าไทยจะสวมบทเป็น “เด็กดี” ยอมรับข้อเสนอจากสหรัฐ เพราะมองว่าการขึ้นภาษีตอบโต้กลับไป คงไม่ได้ประโยชน์ เพราะไทยเป็นประเทศเล็กมากเมื่อเทียบกับสหรัฐ ทางที่ดีควรจะหาทางเจรจาให้ได้ประโยชน์ร่วมกันทั้งคู่ ไม่ว่าจะเป็น 1.การยอมลดภาษี และนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ เพิ่มหลายรายการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่ไทยจำเป็นต้องนำเข้าอยู่แล้ว เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเหลือง ปลาทูน่า พลังงาน แต่ก็มีบางรายการที่อ่อนไหว เช่น เนื้อวัว เนื้อหมู รถยนต์ มอเตอร์ไซค์ ตลอดจนการนำเข้าเครื่องบิน ที่มีการคุยกับการบินไทยไว้แล้ว ว่าจะซื้อหรือเช่าจากสหรัฐ เข้ามาเพิ่ม
แนวทางที่ 2 การสนับสนุนเพิ่มการลงทุนไทยไปยังสหรัฐ ซึ่งยักษ์ใหญ่เอกชนไทยมีความพร้อม ทั้งธุรกิจพลังงาน และความมั่นคงทางอาหาร เพราะที่ผ่านมา ไทยมีการนำเข้าน้ำมันดิบปิโตรเคมี ก๊าซธรรมชาติ และก๊าซธรรมชาติเหลวจากสหรัฐมากถึงปีละ 3 พันล้านดอลลาร์ และล่าสุด ได้ลงนามนำเข้าก๊าซแอลเอ็นจี 1 ล้านตันต่อปี รวมระยะเวลา 15 ปี รวมมูลค่า 7.5 พันล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ ทาง ปตท.ยังสนใจไปลงทุนอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในสหรัฐ รวมถึงการลงทุนในรัฐอะแลสกา อีกด้วย
อย่าประมาท ลิ้นสยาม
นอกจากนี้ ข้อที่ 3. ไทยพร้อมลดเงื่อนไข ที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าของสหรัฐ และ 4.การแก้ปัญหาสินค้าจีนเข้ามาสวมสิทธิไทยในการส่งออก อาทิ การส่งออกแผงโซลาร์เซลล์ของไทย ที่ถูกสงสัยว่าเป็นสินค้าจากจีนที่มีมาอ้างใช้แหล่งถิ่นกำเนิดสินค้าจากไทยมูลค่านับหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ทางไทยก็ยืนยันว่าพร้อมตรวจสอบเข้มข้น และจับกุมอย่างจริงจัง
เรียกว่าฝ่ายไทย แบไต๋ก่อน ให้เห็นไพ่กันจะจะหลายเรื่อง ซึ่งหลายคนอาจสงสัยว่า การออกมาเผยเหลี่ยมแบบนี้ ไทยอาจไม่ทันเกมสหรัฐ และเสียเปรียบในการเจรจาได้ แต่เรื่องนี้ก็อาจไม่ใช่ซะทีเดียว เพราะพูดถึงเรื่องการเจรจา เรื่องการทูต คนไทยไม่เป็นสองรองใครอยู่แล้ว ไม่เช่นนั้น คงไม่มีสำนวน “Siamese talk” ซึ่งเป็นสำนวนในทางการทูตที่แปลว่า “ลิ้นสยาม” คือ พูดจากลับไปกลับมาเป็นสองทางได้หรอก
จับตาผลประโยชน์หลังฉาก
เพราะสาระสำคัญของการเจรจา น่าจะมีเกมผลประโยชน์ที่มากกว่านั้น โดยการเจรจาเรื่องภาษีและนำเข้าสินค้า น่าจะเป็นเพียงน้ำจิ้ม หรือจิ๊กซอว์ชิ้นหนึ่งเท่านั้น ยังมีผลประโยชน์ทับซ้อนอื่น ที่สหรัฐอเมริกาต้องการ และซ้อนอยู่หลังม่านอีกไม่น้อย เพราะหากแกะคำพูดบทสัมภาษณ์ของไทยก็จะเห็นว่า รัฐบาลไทยได้ส่งสัญญาณไปสหรัฐ ว่าพร้อมเจรจาด้วยทุกมิติ ทั้งภาคบริการ ที่สหรัฐเกินดุลไทยในระดับสูง อย่างดาต้าเซ็นเตอร์ ธุรกิจออนไลน์ เฟซบุ๊ก ยูทูบ

รวมถึงการเจรจาเรื่องความมั่นคงทางทหาร ความมั่นคงทางพลังงาน ซึ่งที่ผ่านมาก็มีประเด็นเรื่องสัมปทานน้ำมันดิบของ เชฟรอน ซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่พลังงานของสหรัฐในไทย หรือแม้แต่ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ ที่ไทยก็พร้อมเป็นพันธมิตรกับเกลอเก่าสหรัฐอเมริกา เนื่องจากระยะหลังอริสหรัฐ อย่างจีนได้เข้ามามีอิทธิพลเหนือกลุ่มอาเซียน ทั้งลาว เวียดนาม และกัมพูชาอย่างมาก การใช้ไทยเป็นกันชนป้องกันการรุกคืบจากจีน ก็เป็นสิ่งสำคัญของสหรัฐ เช่นกัน
ยึดโปร่งใส เพื่อส่วนรวม
ดังนั้น ด้วยผลประโยชน์เหล่านี้ ทีมเจรจาของรัฐบาลไทย จึงออกท่าทีมั่นใจว่า หากได้พูดคุยกับสหรัฐแล้วจะทำให้สหรัฐ เปลี่ยนใจยอมลดภาษีลงมาได้ อย่างไรก็ตาม ในเกมผลประโยชน์ระดับโลกนี้ ย่อมต้องมีได้และเสีย ไม่มีใครได้ฝ่ายเดียวแน่นอน
แต่ข้อสำคัญ ในการเจรจารัฐบาลจะต้องเปิดเผย มีความโปร่งใส และเรื่องที่คุยต้องเป็นประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่ ไม่นำผลประโยชน์ส่วนรวมไปเอื้อประโยชน์ต่อนายทุน หรือคนส่วนน้อย เช่น เรื่องสารเร่งเนื้อแดงในหมู หลายคนก็ห่วงว่าหากไทยไฟเขียวนำเข้าหมูจากสหรัฐมาได้ อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพคนไทยที่บริโภคเนื้อหมูหรือไม่ รวมถึงเรื่องพลังงานจะทำให้คนไทยใช้น้ำมันแพงจากเดิมหรือเปล่า หากเป็นสัมปทานไปอยู่กับอเมริกา
ต้องยอมรับว่า…สิ่งเหล่านี้ ถือเป็นศาสตร์และเป็นศิลป์ที่ต้องอาศัยฝีมือเฉพาะตัวในการเจรจา ที่สำคัญยังถือป็นอีกเรื่องที่สำคัญ!! ที่จะพิสูจน์ผลงานรัฐบาลของ “พรรคเพื่อไทย” ว่า ยังมีมนต์ขลังทางเศรษฐกิจอยู่หรือไม่
เพราะในช่วงที่ผ่านมาเกือบ 2 ปี ก็ต้องยอมรับว่า…ผลงานของรัฐบาล “เศรษฐา–แพทองธาร” ฟอร์มตกไปไม่น้อยทีเดียว เมื่อนำไปเทียบกับผลงานในสมัยของรัฐบาล “ทักษิณ–ยิ่งลักษณ์” แทบเทียบฟอร์มกันไม่ได้!!.



