ทั้งนี้ กับปัญหาหนี้ครัวเรือนนี้ก็จำเป็นที่จะต้องมีแผน ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อรับมือปัญหาที่อาจลุกลามถึงขั้นวิกฤติ อาจเป็นอีกวิกฤติหรือเป็น “มรสุมเศรษฐกิจฉุดรั้งไทย” จากเดิมที่ไทยก็ต้องเผชิญมรสุมต่อเนื่องต่อกันหลายลูก…
เจอทั้งมรสุมภายนอก–มรสุมภายใน
จนไทย…“ยักตื้นติดกึก–ยักลึกติดกัก”
อย่างไรก็ดี ท่ามกลางการเอาใจช่วยรัฐนาวา “นายกฯ อิ๊งค์-แพทองธาร ชินวัตร” ให้นำไทยฝ่ามรสุมเศรษฐกิจไปได้ ในอีกมุมหนึ่ง นอกจาก “แผนเฉพาะหน้า” ในรูปของมาตรการต่าง ๆ ก็ยังมีการเสนอถึงสิ่งที่ไทยควรทำเพื่อใช้เป็น “แผนรับมือระยะยาว”ไปพร้อมกัน คือ “ให้ความรู้ทางการเงินกับคนไทย” ทุกระดับ ทุกช่วงอายุ เพื่อให้มี “สกิลการเงิน” ติดตัว ซึ่งทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะสะท้อนต่อข้อมูล “ข้อเสนอน่าสนใจ” เกี่ยวกับการให้ความรู้ด้านการเงินกับคนไทย ข้อเสนอจากนักวิชาการ อาจารย์ภาควิชาคณิตศาสตร์และสถิติ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) คือ รศ.ดร.วิชัย วิทยาเกียรติเลิศ
เสนอแนะให้“ระบบการศึกษาของไทย”
“บรรจุวิชาความรู้การเงิน”ในหลักสูตร

รศ.ดร.วิชัย วิทยาเกียรติเลิศ
เกี่ยวกับเรื่องนี้ รศ.ดร.วิชัย อาจารย์ภาควิชาคณิตศาสตร์และสถิติ มธ. ผู้เสนอไอเดียดังกล่าว ระบุไว้ว่า… สาเหตุที่ต้องการเสนอแนะเรื่องนี้ เนื่องจากมองว่า…วิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นตอนนี้ แม้จะมาจากปัจจัยภายนอกเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็ต้องยอมรับว่า… การที่ “คนไทยขาดวินัยการเงิน” และ “ขาดความรู้การออมและลงทุน” กรณีนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ส่งผลต่อการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะการต้องแก้หนี้ครัวเรือนและหนี้เสีย ซึ่งทำให้ “ไทยแก้ปัญหาได้ไม่ยั่งยืน”
จากปัญหากรณีนี้ ทาง รศ.ดร.วิชัย จึงเสนอแนวคิดให้ไทย“บรรจุวิชาการเงินลงหลักสูตรการศึกษา” ด้วยการผลักดันให้ การให้ความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) ยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ ทั้งนี้ เพื่อช่วยเพิ่มพูนทักษะการเงินระดับพื้นฐานให้คนไทย หลังพบว่าคนไทยยังขาดทักษะด้านนี้ จนเป็นปัจจัยทำให้หลายคนกลายเป็นคนที่ขาดวินัยทางการเงิน และขาดการวางแผนการเงินในชีวิต ซึ่งเรื่องนี้ส่งผลต่อเนื่องทำให้การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้เสียทำได้ไม่ยั่งยืน จึงนำสู่การจัดทำข้อเสนอภายใต้แนวคิด “บรรจุวิชาความรู้การเงินในหลักสูตรการเรียนการสอน” ตั้งแต่ประถมฯ ถึงปริญญาตรี
สำหรับรายละเอียด ทางอาจารย์ มธ. ขยายความไว้ว่า… การให้ความรู้ทางการเงินผ่าน“วิชาการเงินในห้องเรียน” นั้น มีวัตถุประสงค์ เพื่อให้ผู้เรียนวิชานี้มีทักษะความรู้เพื่อรู้จักวางแผนการเงินเพื่อชีวิตที่มั่นคงและยั่งยืน (Financial Literacy for Sustainable Living)ซึ่งถ้าเรียนวิชาด้านนี้ตั้งแต่เด็ก ก็จะยิ่งเกิดทักษะความรู้ทางการเงินที่กว้างขวางมากยิ่งขึ้น และที่สำคัญการบรรจุเรื่องนี้เป็นวิชาให้ได้เรียนตั้งแต่เด็ก ๆ นั้น ไม่เพียงมีประโยชน์แค่เพิ่มพูนทักษะความรู้เท่านั้น แต่ยัง…
ช่วยเปลี่ยนทัศนคติการเงินของคนไทย
ให้แยกได้ “ความจำเป็น?-ความอยาก?”

ทั้งนี้ แต่การจะออกแบบความรู้ทางการเงินให้ “สอนเป็นวิชาเรียน” ได้นั้น การออกแบบหลักสูตรก็ควรออกแบบให้เหมาะสมตรงตามช่วงวัยของผู้เรียนที่มีระดับต่างกันด้วย อาทิ ชั้น ป.1-ป.6 ควรเน้นออกแบบวิชาให้เข้าใจง่าย,ชั้น ม.1-ม.3. ควรออกแบบให้เรียนเรื่องประกันภัย หนี้ดี หนี้เสียดอกเบี้ย และสวัสดิการต่าง ๆ, ชั้น ม.4-ม.6 ควรออกแบบให้เรียนความรู้ทางการเงินที่ซับซ้อนมากขึ้น เช่น ภาษี หุ้น กองทุนรวม สินทรัพย์ดิจิทัล และการวางแผนการเงินเพื่อวัยเกษียณ
ขณะที่ ระดับอุดมศึกษา ก็ควรออกแบบวิชาให้เป็นการยกระดับองค์ความรู้การเงินเช่น สอนให้รู้จักวางแผนภาษี หรือการลงทุนอย่างมีเป้าหมาย รวมไปถึงสอนเกี่ยวกับการสร้างรายได้จากการเป็นเจ้าของทรัพย์สิน ไปจนถึงการรู้เท่าทันเศรษฐกิจและวิกฤติการเงิน …นี่เป็นรายละเอียดโดยสังเขปเกี่ยวกับ “วิชาการเงิน” ที่ทางอาจารย์ มธ. ได้เสนอแนวคิดเอาไว้ เสนอให้ไทยนั้น “เร่งออกแบบ”และ“บรรจุวิชาการเงิน”ในฐานะเป็น“วิชาเรียนภาคบังคับ”ของเด็กไทย…
รศ.ดร.วิชัย ระบุไว้อีกว่า… ปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยตอนนี้วิกฤติมาก หากยิ่งปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปอีก 5-10 ปี ภาครัฐจะต้องแบกรับภาระเพิ่มขึ้นมหาศาล ทั้งเงินอุดหนุน เงินช่วยเหลือ เงินบำนาญ และความเปราะบางกับความเหลื่อมล้ำก็จะถ่างออกอย่างรุนแรงมากขึ้น ซึ่งทางออกระยะยาวจึงหนีไม่พ้นการ ผลักดันเรื่อง Financial Literacy เป็นวาระแห่งชาติ และต้องเริ่มต้นตั้งแต่ระบบการศึกษา เพราะการปลูกฝังพฤติกรรมทางการเงินนั้นต้องใช้เวลาและความต่อเนื่อง…
“ถ้ารัฐและสังคมเห็นความสำคัญ ร่วมมือทำจริงจัง ผลลัพธ์ที่ได้คือหนี้ครัวเรือนและหนี้เสียจะลดลง เพราะประชาชนมีวินัยการเงิน ไม่ตกเป็นเหยื่อแชร์ลูกโซ่หรือหนี้นอกระบบ อีกทั้งภาครัฐจะสามารถลดภาระหนี้สาธารณะจากการที่ประชาชนเข้มแข็งทางการเงิน ซึ่งย่อมส่งผลดีต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยระยะยาว”…นักวิชาการ มธ. ชี้ไว้
ชี้ไว้ถึง “ผลดีระยะยาวต่อประเทศไทย”
จากการที่ “เด็กไทยเรียนวิชาการเงิน”
เพื่อ “ไม่เป็นผู้ใหญ่ขาดวินัยการเงิน”.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



