ทั้งนี้ “เกมดุลอำนาจโลก” ที่เข้มข้นอยู่ในตอนนี้ แม้คู่เล่นเกมหลักคือ “สหรัฐ VS จีน”หากแต่ ประเทศอื่น ๆ ก็ยากที่จะเลี่ยงการเกี่ยวโยงและมีผลกระทบ ซึ่งก็ รวมถึงประเทศไทยที่ก็จำต้องเกี่ยว!!โดยกับเกมดุลอำนาจโลกแบบที่ร้อนแรงในปี 2568 นี้ “เดลินิวส์” ได้เคยสะท้อนภาพไว้นานแล้ว สะท้อนไว้ตั้งแต่ต้นปี 2559…

นี่เกี่ยวกับกรณี “สนามดุลแห่งอำนาจ”

จากการที่ “จีนกลายเป็นคู่ชิงเจ้าโลก”

ดังนั้น “สนามศึกจึงย้ายมาใกล้ไทย!!”

ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ชวนพลิกแฟ้มดูกันโดยสังเขปกรณี “สนามดุลแห่งอำนาจ” จากที่ “เดลินิวส์” ได้เคยสะท้อนไว้ผ่านบทความพิเศษ 67 ตอน จากข้อมูลจาก หนังสือ “สนามดุลแห่งอำนาจ”ที่เขียนโดย สมบูรณ์ เสงี่ยมบุตร นักวิชาการไทยดีกรีปริญญาเอกกฎหมายระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยปารีส ที่จัดพิมพ์โดยบริษัท สำนักพิมพ์ พ.ศ. พัฒนา จำกัด

ควรจะทำความเข้าใจกับการต่อสู้ระหว่างอภิมหาอำนาจทั้งสองนี้ เพื่อที่จะได้เข้าใจเรื่องที่กำลังเกิดขึ้น และเรื่องที่จะเกิดในอนาคต…” …นี่เป็นเนื้อความส่วนหนึ่งจากคำแนะนำหนังสือดังกล่าว ซึ่ง “อภิมหาอำนาจทั้งสอง”ที่ว่านี้ก็หมายถึง “สหรัฐอเมริกา” และ“จีน”ที่ได้ “กลายเป็นผู้เล่นหลักในเกมสนามดุลแห่งอำนาจ”ที่จะ “ชี้อนาคตโลก”

อนาคตโลกนี่ก็“รวมถึงอนาคตไทย”

ไทยจึงจำเป็นต้องสนใจ”ด้วยเช่นกัน

ดังที่ได้มีการระบุไว้ในส่วนคำนำ ในหนังสือ “สนามดุลแห่งอำนาจ” ที่ว่า… “…การต่อสู้เพื่อเป็นเจ้าโลกระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนอาจนำโลกไปสู่สงคราม หรือความรุ่งเรืองยิ่งขึ้น จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจสำหรับทุกคน…”

ทั้งนี้ กับเนื้อหาในหนังสือ “สนามดุลแห่งอำนาจ” นั้น ก็ได้มีการแจกแจงย้อนไปในอดีตยุค “สงครามเย็น” และ “ดุลแห่งอำนาจโลก” ในภาพรวม ที่เคยเป็นการต่อสู้ระหว่าง “สหรัฐอเมริกา VS สหภาพโซเวียต” ที่มีคำว่า “สงครามนิวเคลียร์” เขย่าขวัญผู้คนทั่วทุกมุมโลกอย่างไรก็ตาม เพราะทั้งสหรัฐอเมริกา และสหภาพโซเวียต…ที่ล่มสลายไปแล้ว กลายเป็น รัสเซีย ต่างก็ตระหนักดีว่าสงครามนิวเคลียร์ไม่มีผู้ชนะ โลกจะถูกทำลายหมด หายนะนิวเคลียร์ระดับโลกจึงยังไม่เกิดดังที่กลัวกัน

จนมายุคนี้ที่อื้ออึง “สงครามการค้า”

สงครามที่ “ไทยก็ติดบ่วงศึกนี้ด้วย!”

ไล่เรียงผ่านยุคสมัยจากยุคสงครามเย็นมาถึงปัจจุบัน ท่ามกลางการเคลื่อนไหวรูปแบบต่าง ๆ มาอย่างต่อเนื่องของ สหรัฐอเมริกา เพื่อที่จะ พยายามรักษาฐานะเจ้าโลก ทำไปทำมา “สนามดุลแห่งอำนาจของโลกได้ย้ายสู่เอเชีย”ซึ่งก็ “ไม่ไกลตัวคนไทยเรา” โดยจีนกลายเป็นอภิมหาอำนาจที่เป็นคู่ชิงความเป็นเจ้าโลกกับสหรัฐด้วยศักยภาพน่าจับตา

เพราะจีนมีประชากรมากกว่าหนึ่งพันล้านคน เป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก มากกว่าสหรัฐหลายเท่า ที่สำคัญคือ ประชากรของจีนเป็นประชากรที่มีคุณภาพสูงและมีศักยภาพในการพัฒนาสูง จีนมีดินแดนที่กว้างใหญ่ไพศาลและอุดมสมบูรณ์เป็นส่วนใหญ่…”…ทาง สมบูรณ์ เสงี่ยมบุตร นักวิชาการ ระบุไว้ในหนังสือ “สนามดุลแห่งอำนาจ” ในส่วนมูลเหตุที่ สหรัฐพลิกเป็นคู่ชนกับจีน ทั้งที่ในอดีตจีนเคยเป็นพันธมิตรยุทธศาสตร์ต้านสหภาพโซเวียต

ไทยมีสัมพันธ์ทั้งสหรัฐจีน” หลายด้าน

ดังนั้น“เกมอำนาจจึงไม่ไกลตัวคนไทย”

นอกจากนี้ ในหนังสือ “สนามดุลแห่งอำนาจ” ยังระบุไว้ถึง การเดินเกมของสหรัฐ ซึ่งจริง ๆ แล้วก็คืออภิมหาอำนาจที่ย้ายสนามดุลแห่งอำนาจมาสู่เอเชียเอง ด้วยเหตุผลคือ “ชนกับจีน”โดยแจงไว้ถึงการปรับโครงสร้างอำนาจสหรัฐในเอเชีย เช่น ในส่วนที่เกี่ยวกับ อินเดีย ประเทศขนาดใหญ่ที่ก็อยู่ไม่ไกลจากไทย สหรัฐมีการใช้วิธีชักจูงอินเดียที่เคยมีประวัติขัดแย้งกับจีนให้เข้าเป็นพวก และประเทศที่ก็ไม่ไกลไทยอย่าง ฟิลิปปินส์ สหรัฐมีความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางทหาร เสนอคุ้มครองด้วยอาวุธนิวเคลียร์ หรือ เวียดนาม ที่ยิ่งใกล้ไทย สหรัฐก็ได้เลือกศัตรูเก่าเป็นพันธมิตร เพื่อ “เล่นเกมอำนาจโลกกับจีน”

ทั้งนี้ทั้งนั้น เหล่านี้เป็นโดยสังเขปจากที่ “เดลินิวส์” ได้เคยสะท้อนไว้ตั้งแต่ต้นปี 2559 กรณี เอเชียกลายเป็นพื้นที่สนามดุลแห่งอำนาจของโลก ซึ่งยิ่งส่งผลให้ “ไทยไม่อยากเกี่ยวก็ต้องเกี่ยว!!”จากการที่ “เกมสนามดุลแห่งอำนาจ” ของโลกได้เปลี่ยน “คู่ชน” จากคู่ “สหรัฐ VS สหภาพโซเวียต” เป็น “สหรัฐ VS จีน” โดยเป็นการชนกันท่ามกลาง “หมากที่ใช้เดินเกม” ที่มีทั้งแสนยานุภาพด้านสงคราม เวทีสังคมโลก และ การค้าระหว่างประเทศ ที่ฝ่าย สหรัฐยุคทรัมป์ซีซั่น 2 กำลังเน้นใช้เป็นอาวุธฟาดฟัน …อีกทั้งต่อไปเผลอ ๆ ยังอาจเป็นเกมสามขั้วอภิมหาอำนาจ คือ “สหรัฐ VS จีน VS รัสเซีย” ก็เป็นได้…

ประเทศไทยคนไทย” ก็ “ต้องสนใจ”

ต้องสน “เกมดุลอำนาจโลกยุคใหม่”

ว่า…“ไทยจะเป็นหมากแบบใด??”.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์