ลูกไม้รัฐวรรณญา” เจ้าของ เฟซบุ๊กเพจ “ลูกไม้ แกลเลอรี่” เล่าประวัติของตัวเธอให้ฟังว่า เกิดและเติบโตที่ จ.นครปฐม แม้ในช่วงวัยเด็กจะเรียนโรงเรียนคริสต์ แต่เธอนับถือศาสนาพุทธ ซึ่งตอนเด็ก ๆ พ่อแม่จะชอบพาไปทำบุญที่วัดบ่อย ๆ จึงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก โดยเธอชอบสวดมนต์ และถ้ามีเวลาว่างก็จะไปถือศีล ซึ่งเธอบอกว่าบวชชีพราหมณ์มาตั้งแต่ช่วงเรียน ม.2-ม.3 แล้ว โดยเมื่อโรงเรียนปิดเทอม เธอมักจะขออนุญาตพ่อแม่เพื่อขอไปถือศีลที่วัด ซึ่งพ่อแม่ก็ไม่ได้ห้าม แต่มีข้อแม้ต้องเลือกวัดที่ใกล้บ้าน เพื่อที่พ่อแม่จะไปดูแลได้ตลอด ทั้งนี้ ลูกไม้ เล่าอีกว่า หลังเรียนจบ ม.6 เธอเข้าเรียนต่อปริญญาตรี ด้านการจัดการธุรกิจ ที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ วิทยาเขตรังสิต แต่เรียนได้ 2 ปี แม่ก็ป่วย เธอเลยตัดสินใจย้ายเทียบโอนเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยธนบุรี สาขาวิชาการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ เพื่อจะได้ใกล้บ้านมากขึ้น จะได้มีเวลาดูแลแม่ แต่หลังจากย้ายมาเรียนใกล้บ้าน ปรากฏแม่ก็หายป่วยเป็นปกติเฉยเลย ซึ่งเธอก็เรียนที่ใหม่ต่อไปจนจบปริญญาตรี

ช่วงเรียนมหาวิทยาลัยธนบุรี ลูกไม้ ได้ลงประกวดมิสแกรนด์ แต่ก็พบว่าไม่ใช่ทางตัวเอง เธอชอบงานการแสดงมากกว่า ซึ่งเธอก็ได้เข้าวงการบันเทิง โดยเส้นทางการเป็นนักแสดงเริ่มต้นจากการได้เป็นพรีเซ็นเตอร์ให้ทางมหาวิทยาลัย ทำให้เธอมีรูปติดบนรถเมล์สาย 81 และสาย 84 ซึ่งเป็นการโปรโมทมหาวิทยาลัย แล้วปรากฏรูปของเธอไปเข้าตาผู้กำกับละคร ช่องยูทูบ “บางรัก ชาแนล” ที่ได้มาชวนเธอไปเป็นนักแสดงเพื่อเล่นละครลงช่องยูทูบ โดยหลังจากเล่นละครกับช่องยูทูบนี้ไประยะหนึ่งเธอก็มีโอกาสเข้าไปเป็นนักแสดงอิสระของช่อง 7 พร้อมกับเริ่มมีงานต่าง ๆ ติดต่อเข้ามาเรื่อย ๆ อาทิ งานนางแบบ งานถ่ายแบบ และหลังจากนั้นเธอได้เซ็นสัญญาเป็นนักแสดงกับบริษัทหนึ่ง โดยทางบริษัทได้ให้เธอร่วมเป็นหุ้นส่วนด้วย เพื่อผลิตละครสั้นลง ติ๊กต๊อกช่อง “@lmrp9” ซึ่งปัจจุบันมีผู้ติดตามประมาณ 2.8 ล้านฟอลโลเวอร์

อย่างไรก็ดี หลังทำงานวงการบันเทิงสักพักหนึ่ง เธอก็เริ่ม สนใจการวาดรูป จึงค่อย ๆ ผ่อนงานการแสดงลงไป โดย ลูกไม้ เล่าถึงการเปลี่ยนเส้นทางครั้งนี้ว่า จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นช่วงประมาณปี 2565 ซึ่งตอนนั้นยังเป็นนักแสดงละครสั้นอยู่ แต่ด้วยความที่เป็นละครสั้น การถ่ายทำแต่ละครั้งจึงใช้เวลาไม่นานมาก ทำให้มีเวลาว่างเยอะ ซึ่งมีอยู่วันหนึ่งเธอได้ไปนั่งคาเฟ่แห่งหนึ่ง ซึ่งที่นั่นมีกิจกรรมให้ลูกค้าได้วาดรูปและระบายสี เธอก็เลยลองร่วมกิจกรรมดู และพอทำเสร็จก็นำผลงานไปโพสต์โชว์ลงอินสตาแกรมส่วนตัว ปรากฏว่ามีคนถูกใจและเข้ามาชื่นชมจนทำให้เธอรู้สึกดีมาก ๆ

นอกเหนือจากที่รู้สึกดีที่คนชมภาพของเราแล้ว เรายังพบว่าการวาดรูปทำให้เรามีความสุขและมีสมาธิด้วย ก็เลยตัดสินใจวาดรูปจริงจังมาตั้งแต่ตอนนั้น แต่ด้วยความที่ไม่มีทักษะการวาดรูปและไม่เคยเรียนวาดรูปมาก่อน ช่วงแรก ๆ จึงวาดตามที่ชอบ แต่ก็พยายามพัฒนาฝีมือและหาเอกลักษณ์ของตัวเองมาเรื่อย ๆ จนที่สุดก็พบแนวทางว่าเราชอบวาดแนวจักรวาล และเน้นใช้สีน้ำเงินเป็นหลักที่สุด” ลูกไม้กล่าว

พร้อมเล่าอีกว่า ด้วยความที่เป็นคนชอบถ่ายคลิป เธอก็เลยถ่ายคลิปตัวเองตอนวาดรูปไปลงในอินสตาแกรม ปรากฏมีทั้งคนไทยและคนต่างชาติเข้ามาติดตามชมมากขึ้น จนเริ่มมีคนติดต่อซื้อและจ้างให้วาดภาพเข้ามาเรื่อย ๆ จนปี 2566 เธอก็มีโอกาสได้เข้าเรียน หลักสูตรพุทธศิลป์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ซึ่งเป็นหลักสูตรที่ทาง .เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ สร้างขึ้นเพื่อพัฒนาวงการศิลปะ โดยตอนนั้นทางหลักสูตรกำลังเปิดรับสมัครนักศึกษา เธอจึงอยากจะเรียนในหลักสูตรนี้มาก ๆ

กับ อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์

ตอนนั้นมีผู้สมัคร 700 กว่าคน แต่รับแค่ 40 กว่าคน ปรากฏเราสอบติดได้เข้าเรียนหลักสูตรนี้” ลูกไม้บอก และเล่าต่อไปว่า หลักสูตรนี้ไม่ได้สอนแค่การวาดรูปอย่างเดียว แต่มีการสอนเรื่องใจด้วย สอนด้วยว่าต้องปฏิบัติตัวอย่างไรในวงการนี้ หลังจากนั้นก็คิดกับตัวเองว่า จะเริ่มเข้าสู่การวาดภาพแบบจริงจัง โดยตั้งใจจะเป็นศิลปินวาดรูปแบบจริงจัง ทำให้หลังจากนั้นเธอจึงเดินบนเส้นทางนี้มานับตั้งแต่นั้น จนเมื่อเรียนจบหลักสูตรเมื่อปี 2567 เธอก็เริ่มทำเฟซบุ๊กชื่อ “ลูกไม้ แกลเลอรี่” ขึ้นเพื่อโชว์ผลงานและลงคลิปวาดภาพของเธอ พอลงคลิปไปก็มีคนเข้ามากดถูกใจเยอะ ซึ่งอาจเป็นเพราะภาพมีความหมายในเชิงพระพุทธศาสนา แต่วาดออกมาเพื่อสื่อสารตามเอกลักษณ์ของเธอ ทำให้ผู้ชมที่เห็นภาพนั้นเข้าใจได้ง่าย

เน้นแนวจักรวาลและสีน้ำเงิน

เน้นใช้สีน้ำเงินเพราะเป็นสีที่มีผลต่อเคมีสมอง โดยสีน้ำเงินช่วยให้ระดับการเต้นหัวใจช้าลง ทำให้คนที่เห็นรู้สึกสงบ” ลูกไม้พูดถึง “สีโปรด” ซึ่งผ่านกระบวนการคิดและศึกษามาก่อนที่จะนำมาใช้เป็นสีหลักในภาพ ส่วนคนที่เข้ามาซื้อผลงานนั้น ลูกไม้ บอกว่าลูกค้าที่ซื้อรูปส่วนใหญ่เป็นคนทั่วไป ซึ่งเธอมองว่าการที่คนซื้อภาพของเธอ เพราะชอบจริง ๆ โดยเธอได้เล่าต่อไปอีกว่า ทุกวันนี้กิจกรรมประจำวันจะเป็นการวาดรูปเป็นหลัก โดยเมื่อตื่นขึ้นมาจะนั่งสมาธิก่อน เสร็จจากนั่งสมาธิก็ออกกำลังกาย จากนั้นไปอาบน้ำ และเตรียมตัวมานั่งวาดรูป ยิ่งช่วงที่มีนิทรรศการแสดงภาพจะเป็นช่วงที่ต้องทำงานหนักมาก แต่ก็ไม่ใช่จะวาดภาพอย่างเดียว จะหาเวลาทำกิจกรรมอื่น ๆ ด้วย เช่น ออกกำลังกาย ตีกอล์ฟ หรือสังสรรค์กับเพื่อน ๆ เพื่อไม่ให้เบิร์นเอาต์หรือหมดไฟ ส่วนสิ่งดี ๆ ที่ได้จากการวาดภาพนั้น เธอมองว่า เวลาวาดภาพเธอจะมีความสุข ซึ่งเป็นสุขที่เกิดจากตัวเอง โดยไม่ต้องไขว่คว้าให้ได้มา นอกจากนั้นยังมีสมาธิและได้อยู่กับปัจจุบัน จนเหมือนได้หยุดความวุ่นวายจากโลกภายนอก

ลูกไม้ บอกอีกว่า นอกจากการวาดรูปแล้ว เธอยังมีอีกหนึ่งอย่างที่ทำ นั่นคือการ เป็นไลฟ์โค้ช โดยเธอจะสอนการนั่งสมาธิ นอกจากนั้นยังสอนทำการตลาดออนไลน์ด้วย “นี่เป็นอีกพาร์ทหนึ่งที่เราอยากทำ เพราะมีเป้าหมายเดียวกัน นั่นก็คือทำให้คนรู้สึกดีขึ้น โดยเราจะมุ่งให้ความรู้และฮีลใจคน” เธอระบุ พร้อมกับได้ให้แง่คิดว่า คนเราเวลาทำอะไรก็แล้วแต่ จะต้องทำจากสิ่งที่ตัวเองชอบและมีความสุข ถ้าทำแล้วไม่ใช่ แสดงว่ายังไปไม่ถูกทาง โดยต้องเริ่มจากมีความสุขกับสิ่งที่ตัวเองทำก่อน โดยไม่ต้องคิดว่าสิ่งที่ทำจะมีคนชอบหรือไม่ เพราะเมื่อตัวเรามีความสุข สิ่งที่ทำก็จะบริสุทธิ์ และจะดึงดูดคนเข้ามาเอง

คุณพ่อคุณแม่ยินดีกับนิทรรศการภาพครั้งแรก

ตอนนี้ที่อยากทำคือ อาร์ตแลนด์ หรือดินแดนแห่งศิลปะ เพื่อเป็นพื้นที่ที่คนเข้าไปแล้วจะรู้สึกสงบ จะรู้สึกผ่อนคลาย ทำให้มีพลังงานดี ๆ เกิดขึ้น และทำให้คุณภาพจิตและคุณภาพชีวิตดีขึ้น” ลูกไม้พูดถึง “ความฝันที่ตั้งใจ”

ทีมวิถีชีวิต” ถามถึง “เป้าหมายต่อไป” ของ “ลูกไม้-รัฐวรรณญา” จิตรกรสาว โดยเธอบอกว่า “อยากเดินทางรอบโลกไปวาดรูป”ซึ่งถ้ามีโอกาสก็อยากทำฝันนี้ให้สำเร็จ แต่เรื่องนี้เป็นความฝันอนาคต ขณะที่ “ฝันวันนี้” เธอก็ได้บอกกับเราว่า “ตอนนี้สิ่งที่อยากทำที่สุดคือ อยากส่งความสุขให้ผู้อื่นผ่านผลงานของเรา อยากให้ทุกคนที่ได้ชมผลงานของเรารู้สึกผ่อนคลาย หายเครียด หายซึมเศร้า ซึ่งจะยิ่งดีถ้ารู้ว่าภาพวาดของเราสามารถช่วยคนอื่น…ช่วยให้มีกำลังใจ…มีความสุขได้”.

แรงบันดาลใจ’ ช่วย ‘ฮีลใจ’

นอกจากความสุขที่ได้วาดภาพแล้ว ศิลปินสาว “ลูกไม้-รัฐวรรณญา ภู่ทอง” ยังใส่ความตั้งใจในการสร้างสรรค์ผลงานเอาไว้อีกด้วย โดยเธอบอกว่า “แรงบันดาลใจ” ที่ทำให้ลุกขึ้นมาวาดภาพทุกวันเกิดจากการที่ ได้รับข้อความมากมายจากหลาย ๆ คนที่บอกกับเธอว่า เวลาที่ได้ชมภาพที่เธอวาดแล้ว ช่วยทำให้หายเครียด หายซึมเศร้า ทำให้ได้ผ่อนคลายอารมณ์และความเศร้าหมองในชีวิตลงไปได้บ้าง ซึ่งจุดนี้เองที่เป็น “แรงผลักดันสำคัญ” ทำให้เธออยากตื่นนอนขึ้นมาเพื่อมานั่งวาดภาพทุกวัน ซึ่งมีคุณค่ามากกว่าเงินทองที่ได้จากการขายภาพวาดเสียอีก “และถ้าภาพนั้นสามารถจะขายได้ด้วย เราก็จะยิ่งรู้สึกดีใจมากขึ้น เพราะถือเป็นกำไรที่ได้จากความตั้งใจที่จะทำงานออกมาเพื่อช่วยเยียวยาผู้คน”.

บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์ : รายงาน