ทั้งนี้ ประชากรวัยทำงานในส่วนที่เป็น “พนักงานสำนักงาน” หรือที่เรียกกันว่า “มนุษย์ออฟฟิศ” ก็เป็นอีกกลุ่มคนที่มีบทบาทและมีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนพัฒนาประเทศด้วย ซึ่งแม้ว่าคนทำงานกลุ่มนี้จะดูสบายดูดีกว่ากลุ่มที่ทำงานแบบใช้แรงงาน หากแต่ก็อาจจะมี “ปัญหาความไม่ปลอดภัยที่ไม่ได้จำกัดไว้แค่เพียงทางร่างกาย”เท่านั้น…

ไม่ปลอดภัยทางจิตใจ” นี่ “ก็ปัญหา”

โดยที่ “ส่งผลเสียทั้งตัวบุคคลองค์กร”

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ที่ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะสะท้อนต่อข้อมูล เป็นข้อมูลที่น่าพิจารณาจากบทความเรื่อง “ความปลอดภัยเชิงจิตวิทยาในที่ทำงาน (PSYCHOLOGICAL SAFETY)” ที่จัดทำไว้โดย คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ระบุถึงเรื่องนี้ไว้ โดยสังเขปมีว่า… “ความปลอดภัยในเชิงจิตวิทยา” เป็น “พื้นฐานสำคัญที่สุด” ของการทำงานเป็นทีม ที่จะส่งผลให้การทำงานเกิดประสิทธิภาพ โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานเป็นทีมไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีสมาชิกที่เก่งมารวมตัวกันเท่านั้น แต่ยังเกิดจากการที่ “มีความสุขกับงานที่ทำ” และ “มองเห็นคุณค่าของงาน”

ข้อมูลในบทความชิ้นนี้ระบุไว้ต่อไปว่า… เมื่อทุกคนเห็นคุณค่าของตนเองและในงานที่ได้ร่วมกันทำแล้ว ก็จะเกิดการเคารพในคุณค่าของเพื่อนร่วมงานตามมาด้วย จะส่งผลทำให้เกิดการยอมรับและเชื่อใจกัน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการสร้าง “ความปลอดภัยในเชิงจิตวิทยาในที่ทำงาน” หรือกับการทำงานร่วมกันในพื้นที่ทำงานเดียวกัน โดยความปลอดภัยในเชิงจิตวิทยาที่ว่านี้คือ “ความปลอดภัยทางใจ” หรือ “ความรู้สึกปลอดภัยในที่ทำงาน” ซึ่งการที่คนทำงานเชื่อมั่นถึงความปลอดภัยมากพอ จะ ทำให้คนทำงานกล้าคิดทำสิ่งใหม่ ๆ เนื่องจากทุกคนมีความเชื่อใจในทีมและมีความเคารพกัน

บรรยากาศนี้จะ “ส่งผลดีมีประโยชน์”

ด้านการ “กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์”

แล้ว จะสร้างความปลอดภัยในเชิงจิตวิทยาในที่ทำงานได้อย่างไร? ในบทความเดิมก็แนะนำไว้ว่า… สามารถทำได้โดยอาจจะเริ่มจาก… 1.สร้างความเคารพโดยทำให้คนทำงานทุกคนเข้าใจในจุดยืนที่แตกต่างกันของเพื่อนร่วมงาน เพื่อให้ทุกคนในทีมเข้าใจความหลากหลายของคน ซึ่งอาจเริ่มต้นจากการพัฒนาทักษะระหว่างบุคคล หรือการละลายพฤติกรรม เพื่อช่วยลดความตึงเครียดในกลุ่มก่อน 2.สร้างการฟังอย่างไม่ตัดสิน เมื่อต้องรับสารใด ๆ ก็ตามในที่ทำงาน หรือเมื่อมีการตั้งคําถามที่อาจเกี่ยวข้องกับบุคคลอื่น กรณีนี้ควรให้คนทำงานมีหลักการฟังอย่างลึกซึ้ง ฟังอย่างมีสติ และไม่ตัดสินในทันที เพราะการตัดสินในการตั้งคําถามของเพื่อนร่วมงานทันทีจะทำให้ไม่เกิดการตั้งคําถามอีก ส่งผลให้ไม่เกิดการพัฒนาหรือปรับปรุง

3.สร้างวัฒนธรรม No harm No blame No shame หรือการ ไม่กล่าวโทษเมื่อเกิดสิ่งผิดพลาดแต่ควรฝึกให้คนทำงานทุกคนรู้จักการรับมือกับความผิดพลาดอย่างสร้างสรรค์ เช่น การค้นหารากปัญหาที่เกิดขึ้น หรือเปิดโอกาสให้เพื่อนร่วมงานกล่าวถึงความผิดพลาดตนเอง โดยสมาชิกหรือคนทำงานคนอื่น ๆ ต้องไม่กล่าวโทษกัน แต่ช่วยกันหาแนวทางแก้ปัญหา

4.การสนับสนุนจากผู้นํา การตั้งขอบเขตว่าสมาชิกในทีมสามารถเสี่ยงที่จะสร้างสรรค์งานได้มากน้อยแค่ไหนจากผู้นำในที่ทำงานจะช่วยให้คนทำงานในที่ทำงานนั้น ๆ เกิดการทดลองและการเรียนรู้ ซึ่งส่งผลดีกับการทดลองแนวคิดใหม่ ๆ เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมสำหรับการทำงาน โดยคุณสมบัติผู้นำที่ดีควรเข้าถึงง่าย กับมีภาษาพูดและภาษากายที่แสดงให้คนทำงานสามารถมองเห็นว่าพร้อมเปิดรับทุกแนวคิด หรือแม้แต่ความผิดพลาด ซึ่ง “การสนับสนุนจากผู้นำ” ทำให้เกิดการมีส่วนร่วม…

จะ “ช่วยให้คนในที่ทำงานสัมผัสได้”

สัมผัสถึง “ความปลอดภัยในที่ทำงาน”

ทั้งนี้ ในบทความที่จัดทำและเผยแพร่ไว้โดย คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ยังชี้ไว้ถึง ประโยชน์”ในการทำให้ “ที่ทำงานออฟฟิศ” เกิด “ความปลอดภัยในเชิงจิตวิทยา” หรือ PSYCHOLOGICAL SAFETY” ว่า… นอกจากทำให้คนทำงานกล้าแสดงความคิดเห็น หรือกล้าที่จะตั้งคําถาม โดยไม่ต้องกลัวที่จะผิด หรือกลัวถูกกล่าวโทษเมื่อล้มเหลวแล้ว ยัง ช่วยให้เกิดการต่อยอดความคิด ที่จะนำสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ ในการทำงานด้วย

ในทางกลับกัน… ที่ทำงานขาดความปลอดภัยในเชิงจิตวิทยา” ก็จะส่งผลให้คนทำงานไม่มีความรู้สึกปลอดภัยทางใจ ถ้ามีความผิดพลาดก็ตัดสินใจเก็บซ่อนไว้ รวมถึง ทำให้ไม่เกิดการพัฒนาปรับปรุง ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่องค์กรหรือที่ทำงานในวงกว้าง ทั้งนี้ การ “สร้างความปลอดภัยทางจิตใจในที่ทำงาน” เป็น “หัวใจสำคัญ” ของการสร้างทีมให้ประสบผลสำเร็จ และเป็น “พลังสำคัญ” ขับเคลื่อนองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งถ้าไม่สามารถสร้างความปลอดภัยนี้ได้ ก็อาจส่งผลเสียทั้งต่อประสิทธิภาพการทำงาน รวมถึงยังทำให้องค์กรขาดความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ อีกด้วย

เช็กออฟฟิศปลอดภัย” นั้นทำกันมาก

จะ “ยิ่งดีเช็กใจมนุษย์ออฟฟิศด้วย”

“ทำให้ใจโอเค” ก็จะ “ดีหลายสถาน”.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์