ทั้งนี้ ณ ที่นี้วันนี้ก็มิใช่ว่าจะมาชักชวนให้ร้องไห้เอาประโยชน์กัน เพียงแต่จากกระแสข้อสังเกตที่ถาโถมใส่คนดังบางคนที่ร้องไห้เพราะกลัวภัย…ว่า “คอนเทนต์?-ไม่คอนเทนต์?” ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ก็ขอพลิกแฟ้มชวนดูกันในภาพรวม ๆ ในทางจิตวิทยา กับกรณี “ร้องไห้มีประโยชน์” ซึ่งการร้องไห้ก็มิใช่ว่าเพราะเสียใจเสมอไป…

ร้องไห้” นี่ถ้า “จริงไม่คอนเทนต์”

หลั่งน้ำตา” นี่เป็น “ธรรมชาติมนุษย์”

เป็นการ “ตอบสนองอารมณ์” นี่ “มีดี”

การ “ร้องไห้” ที่เป็นตามธรรมชาติ “เป็นการตอบสนองต่ออารมณ์ต่าง ๆ เช่น ความเศร้า ความเสียใจ ไปจนถึงการมีความสุขท่วมท้น” …นี่เป็นหลักใหญ่ใจความบางส่วนจากข้อมูลที่ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” พลิกแฟ้มนำมาสะท้อนต่อ-สะท้อนย้ำให้พิจารณา ซึ่งเป็นข้อมูลที่อาจเปลี่ยนมุมมองของใครหลาย ๆ คนที่มองว่าการร้องไห้เป็นการแสดงความอ่อนแอ

ทั้งนี้ เกี่ยวกับการ “ร้องไห้” นี่วันนี้ ณ ที่นี้พลิกแฟ้มสะท้อนต่อข้อมูลที่น่าสนใจจาก 2 แหล่ง เริ่มจากข้อมูลที่เผยแพร่ไว้โดย www.alljitblog.com ซึ่งร่วมกับ วันเฉลิม คงคาหลวง นักจิตวิทยาการปรึกษา และเจ้าของเพจ Trust.นักจิตวิทยาการปรึกษา ที่เผยแพร่ข้อมูลไว้ โดยสังเขปมีว่า… ในทางจิตวิทยา น้ำตาและการร้องไห้ไม่ได้หมายถึงความอ่อนแอ เนื่องจากน้ำตาและการร้องไห้อาจจะเป็นได้มากกว่าที่หลายคนคิด อย่างไรก็ตาม การร้องไห้เป็นประเด็นสำคัญมากในสังคมไทย เนื่องจากมักมองกันว่าเป็นพฤติกรรมเชิงลบมากกว่าจะเป็นเชิงบวก จึงมักไม่ค่อยได้รับอนุญาตให้ร้องไห้กันมาตั้งแต่เด็ก ๆ…

พ่อแม่หรือผู้ใหญ่มักห้ามไม่ให้ลูก ๆ ร้องไห้ เพราะมองเป็นเรื่องของความอ่อนแอ ซึ่งความรู้สึกแบบนี้ก็จะคงอยู่ติดตัวเรามาจนโต จึงเป็นสาเหตุที่มักจะทำให้คนเรารู้สึกผิดเวลาที่ร้องไห้ออกมา” …นี่เป็นแง่มุมทางจิตวิทยา

และก็รวมถึงประเด็นที่ว่า… ควรเปลี่ยนแปลงทัศนคติกันใหม่ เพราะ ในทางจิตวิทยานั้นน้ำตาไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความอ่อนแอ แต่เป็นภาวะหนึ่งของร่างกายที่ทำงานสัมพันธ์กับอารมณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งถ้าสังเกตจะพบว่าถ้าคนเราไม่มีความสุขมาก ๆ น้ำตาก็จะไม่ไหลออกมา หรือถ้าไม่รู้สึกเจ็บมาก ๆ ก็จะไม่ร้องไห้ สะท้อนว่าน้ำตาไม่ได้ถูกสร้างมาจากความอ่อนแอ หากแต่น้ำตานั้นได้ถูกสร้างมาเพื่อเป็นตัวแทนความรู้สึกในใจมากกว่า …นี่ก็มุมวิชาการจิตวิทยาว่าด้วยเรื่อง“ร้องไห้น้ำตา”ที่ทาง www.alljitblog.com ร่วมกับเจ้าของเพจ Trust.นักจิตวิทยาการปรึกษา เผยแพร่ให้ความรู้ไว้

น้ำตา” นั้น “มิใช่แค่น้ำที่ไหลจากตา”

ถ้าไม่ดราม่าคือตัวแทนความรู้สึก”

ขณะที่กรณี “ร้องไห้มีประโยชน์”ก็ยังมีข้อมูลน่าสนใจในบทความทางการแพทย์ที่เผยแพร่ไว้โดย โรงพยาบาลมนารมย์ ผ่านทาง www.manarom.com ซึ่งที่ ณ ที่นี้ได้พลิกแฟ้มสะท้อนต่อข้อมูลไว้ตั้งแต่ในตอนต้นว่า… ความเศร้า-ความเสียใจ-ความสุขท่วมท้น…การร้องไห้ก็เป็นการตอบสนองตามธรรมชาติของมนุษย์ต่ออารมณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ …นี่ก็เป็นข้อมูลที่ให้ความรู้ความเข้าใจต่อประชาชนไว้โดยแหล่งข้อมูลแหล่งนี้ อีกทั้งนอกจากเรื่องอารมณ์ นอกจากเรื่องทางจิตใจแล้ว กับการ “ร้องไห้-น้ำตา” นี่ก็ยังมีข้อมูล “ประโยชน์” ในส่วนที่ “เป็นเรื่องดีทางกายด้วย” ซึ่งก็น่าพิจารณา โดยสรุปมีว่า…

นับแต่อดีตนักคิดและแพทย์ในสมัยกรีกโรมันโบราณต่างก็มอง “น้ำตา”ว่าเป็นเสมือนยาระบายที่จะช่วยชำระล้างเพื่อทำให้มนุษย์รู้สึกบริสุทธิ์ ขณะที่จิตวิทยายุคปัจจุบันก็เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าวนี้เช่นกัน โดยมอง “น้ำตา” มอง “การร้องไห้” ในฐานะที่ เป็นกลไกสำคัญช่วยให้คนได้ปลดปล่อย เช่น ปลดปล่อยความเครียด ความเจ็บปวดทางอารมณ์ ออกมา

ในทางวิทยาศาสตร์แบ่ง “น้ำตา” เป็น 3 ประเภทหลัก ๆ ทั้งที่เกิดจากการร้องไห้-ไม่ได้ร้องไห้ กล่าวคือ… น้ำตาที่ถูกผลิตขึ้นเมื่อมีอารมณ์สุขหรือเศร้า (Emotional tears) น้ำตาประเภทนี้ ช่วยชะล้างฮอร์โมนความเครียด และสารพิษอื่น ๆ ซึ่งจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพนอกจากนี้ก็มี น้ำตาที่ถูกผลิตขึ้นเมื่อมีสิ่งกระตุ้นทำให้เกิดการระคายเคือง (Reflex tears) และอีกประเภทคือ น้ำตาที่ถูกผลิตขึ้นเพื่อหล่อเลี้ยงดวงตาให้มีความชุ่มชื้น (Basal tears) โดยน้ำตา 2 ประเภทหลังนี้ ช่วยขจัดสิ่งสกปรก เช่น ควัน ฝุ่น ออกจากดวงตา และช่วยหล่อลื่นดวงตาเอาไว้เพื่อช่วยป้องกันการติดเชื้อ

ทั้งนี้ ข้อมูลที่เผยแพร่ไว้ทาง www.manarom.com โดยโรงพยาบาลมนารมย์ที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” พลิกแฟ้มสะท้อนต่อ-สะท้อนย้ำวันนี้ ก็ยังมีส่วนที่อธิบายถึง “ประโยชน์การร้องไห้” ไว้ด้วยว่า… การร้องไห้เป็นเหมือนวาล์วนิรภัยสำคัญ ที่จะปลดปล่อยออกมาหลังไม่สามารถเก็บความรู้สึกยาก ๆ ไว้ข้างในได้แล้ว โดยที่การฝืนไม่ให้ร้องไห้บ่อย ๆ อาจไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพ โดยงานวิจัยบางชิ้นพบความเชื่อมโยงระหว่างการรับมือกับปัญหาแบบเก็บกด (Repression) กับโรคหัวใจ หลอดเลือด ความดันโลหิตสูง ความเครียด ความวิตกกังวล และซึมเศร้าด้วย” …นี่ก็ข้อมูลอีกส่วนที่น่าสนใจ

ร้องไห้หลั่งน้ำตา” ที่ไม่คอนเทนต์

ที่ไม่ดราม่า “มีดีต่อใจมีดีต่อกาย”

ย้ำไว้…ถ้า “ไม่เฟค…มีประโยชน์”.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์