ทั้งนี้ “กรุงเทพฯ” ซึ่งเป็น “เมืองหลวงประเทศไทย” นั้น ปกติเมื่อเข้าสู่ฤดูฝน เมื่อเกิดฝนตกหนัก ๆ เกิดฝนตกต่อเนื่องนาน ๆ…ภาพ “น้ำท่วมขังรอการระบาย” ก็มักปรากฏให้เห็นเป็นประจำมานานนับสิบ ๆ ปีอยู่แล้ว ขณะที่กรณี “กรุงเทพฯ น้ำจะท่วมกว่า 96%” กับกรณี “กรุงเทพฯ จะจมน้ำ” นั้น…นี่เป็น “คนละเรื่องเดียวกันที่น่าพินิจควบคู่”

อดีตเคยอื้ออึง “กรุงเทพฯ จะจมน้ำ”

ปัจจุบัน “ปัจจัยทำให้เสี่ยงยิ่งแรงขึ้น”

แต่ทว่าเรื่องนี้ภัยนี้คล้ายถูกลืม??”

รศ.ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์

เกี่ยวกับกรณี “กรุงเทพฯ จะจมน้ำ” ที่ในอดีตเกิดกระแสอื้ออึง ที่มากระแสดังกล่าวนี้ก็ต้องย้อนกลับไปที่ “จุดเริ่มต้น” หรือ “ปฐมบท” ที่เกิดเมื่อกว่า 10 ปีก่อน จากการที่มีผู้เชี่ยวชาญด้านภัยพิบัติขององค์กรระดับโลกหลาย ๆ แห่งได้วิเคราะห์และเปิดเผยผลคาดการณ์เมืองต่าง ๆ ของโลกจากข้อมูลที่ได้มีการศึกษา ซึ่งมีการระบุว่า “กรุงเทพฯ”ก็อยู่ในกลุ่ม “หนึ่งในเมืองที่เสี่ยงจมน้ำ!!”โดยแหล่งข้อมูลที่มีการระบุเช่นนี้ก็รวมถึงรายงานของ เวิลด์แบงก์-ธนาคารโลก ที่ก็เคยระบุไว้เช่นนี้ โดย ระบุไว้เมื่อปี 2555 ว่าจะเกิดขึ้นภายใน 50 ปี ซึ่งตอนนั้นในไทยก็ตกใจกันมาก และรัฐบาลในช่วงนั้นก็“ตั้งคณะทำงาน”เรื่องนี้ขึ้น

เพื่อหาวิธีป้องกันกรุงเทพฯ จมน้ำ”

ย้อนดูกันโดยสังเขปเกี่ยวกับ “การรับมือกรุงเทพฯ จมน้ำ” จากที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ได้สืบค้นจากแหล่งต่าง ๆ ก็พบเอกสารสำคัญที่น่าสนใจชิ้นหนึ่ง คือ “รายงานของคณะกรรมการเตรียมการเพื่อรับมือวิกฤติการณ์”รับมือกรณี “กรุงเทพฯ จม” รายงานที่ เสนอต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) โดยมีการ เสนอรายงานฉบับสำคัญนี้ไว้เมื่อวันที่ 13 ก.ค. 2558 ซึ่งวันนี้ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ชวนขึ้นไทม์แมชชีนย้อนไปพลิกแฟ้มดูข้อมูลรายงาน หรือ “แผนรับมือกรุงเทพฯ จม” ที่มีนานแล้ว…

เดือน ก.. 2568 จะมีอายุ 10 ปีแล้ว”

ในรายงาน หรือ “แผนรับมือวิกฤติกรุงเทพฯ จม” ที่ใกล้จะมีอายุครบ 10 ปีในเดือน ก.ค. 2568 ระบุ “เหตุผลสำคัญ” ของการจัดทำรายงานชิ้นดังกล่าวนี้ไว้ว่า… เนื่องจากปัญหา “กรุงเทพฯ จม” เป็นปัญหาที่สามารถส่งผลกระทบรุนแรงในวงกว้าง โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย ดังนั้นจึง จำเป็นต้องดำเนินการในระยะยาวเพื่อเตรียมการรับมือกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นอย่างเหมาะสมและอย่างทันท่วงทีทั้งในด้านการเตรียมตัว การเตรียมข้อมูล และการเตรียมงบประมาณ โดยแผนรับมือที่จัดทำขึ้นฉบับนี้มีเป้าหมายหลักที่สำคัญคือ เพื่อให้เกิดแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมและ…

เพื่อลดความสูญเสียที่จะเกิดขึ้น

ทั้งนี้ นอกจากปัจจัย “น้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น” ที่เป็นผลจาก“ภาวะโลกร้อน”แล้ว ใน “แผนรับมือกรุงเทพฯ จม” ที่มีอายุเกือบ 10 ปีฉบับนี้ ที่เคยเสนอต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติและรัฐบาลในสมัยนั้น ได้ฉายภาพไว้ถึง “ปัจจัยวิกฤติ” อีกกรณีที่ก็อาจนำสู่เหตุการณ์ “กรุงเทพฯ จมน้ำ” โดยชี้ไว้ว่า… กรุงเทพฯ มีภูมิประเทศราบลุ่ม มีความสูงจากระดับน้ำทะเลเพียง 0.5-2 เมตร เมื่อมีการพัฒนาและเกิดการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดความต้องการใช้น้ำบาดาลเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อีกทั้ง การเพิ่มขึ้นมากมายของอาคารสูงทำให้แผ่นดินต้องรับน้ำหนักจากแรงกดทับเพิ่มขึ้น…เหล่านี้ “ทำให้แผ่นดินทรุดตัว”

ก็ “ทำให้เสี่ยงที่จะจมทะเล” ในอนาคต

จากสถานการณ์ต่าง ๆ ข้างต้น ทำให้มีการกำหนด “นิยาม” คำว่า “กรุงเทพฯ จม”ที่ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Sinking Bangkok” ว่าหมายถึง สภาวะที่ระดับแผ่นดินกรุงเทพฯ และปริมณฑลบางพื้นที่ มีระดับลดต่ำลง ส่งผลให้มีแนวโน้มเกิดสภาวะน้ำท่วมถาวรจากการสูงขึ้นของระดับน้ำทะเลในอนาคตอันมีสาเหตุใหญ่ ๆ จาก 3 ปัจจัย ได้แก่ 1.การใช้น้ำบาดาล เพื่ออุปโภค-บริโภค 2.น้ำหนักที่กดทับแผ่นดิน จากกิจกรรมก่อสร้างต่าง ๆ เช่น ตึกสูง อาคารสูง ที่เป็นผลจากการขยายตัวเติบโตของเมือง 3.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate change) ที่ทำให้ “น้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น” รวมถึงอาจมีส่วนจากผลกระทบอื่น ๆ ด้วย เช่น ไม่มีระบบระบายน้ำผิวดินที่มีประสิทธิภาพ เป็นต้น…เหล่านี้ถูกชี้ไว้ในรายงาน

ชี้ถึง “ปัจจัยสาเหตุทำกรุงเทพฯ จม”

และจากสถานการณ์ที่พบจากการศึกษา ก็จึงนำสู่การจัดทำ “แผนรับมือกรุงเทพฯ จม” ขึ้น เพื่อเสนอแนวทางรับมือต่อรัฐบาลและสภาปฏิรูปแห่งชาติในขณะนั้น เมื่อปี 2558 ซึ่งในแนวทางที่ถูกเสนอไว้ในครั้งนั้น ก็มีข้อเสนอน่าสนใจจากอดีตคณะกรรมการ-คณะทำงานชุดนี้ คือ รศ.ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ในปัจจุบันเป็นประธานแผนงานวิจัยแผนงานการขับเคลื่อนแนวทางการใช้ประโยชน์ด้านการบริหารจัดการน้ำ และประธานแผนงานเข็มมุ่งการบริหารจัดการน้ำ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ที่ก็ได้ร่วมเสนอแผนรับมือไว้…

มีการ “เสนอแผนรับมือวิกฤติไว้ 3 วิธี”

อะไรบ้าง?”และ “คืบหน้าแค่ไหน?”

ตอนต่อไปมาติดตามกันต่อ…

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์