ข้อคิดเห็นต่อข้อบัญญัติของกรุงเทพมหานคร หรือ กทม. ที่เกี่ยวกับการเลี้ยงสัตว์ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 10 ม.ค. 2569 เป็นข้อคิดเห็นที่สะท้อนผ่านมาทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” โดย โรเจอร์ โลหะนันท์ เลขาธิการ สมาคมพิทักษ์สัตว์ไทย
ผู้ที่ทำงานช่วยสัตว์จรจัด “ชี้ช่องโหว่”
วันนี้ก็ลองมาพิจารณาว่า “อย่างไร??”

โรเจอร์ โลหะนันท์
ทั้งนี้ เลขาฯ สมาคมพิทักษ์สัตว์ไทย ได้สะท้อนข้อคิดเห็นต่อ “ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่องการควบคุมและปล่อยทิ้งสัตว์ พ.ศ. 2567” โดยสังเขปนั้นมีว่า… กฎหมายนี้ โดยรวมมองว่าดี แต่ก็เหมือนเอาข้อบัญญัติปี 2548 มาใส่ตะกร้าล้างน้ำ “บางเรื่องก็ปฏิบัติไม่ได้??” เขียนกฎหมายครอบจักรวาล เปลี่ยนจากข้อบัญญัติหมาแมว เป็นข้อบัญญัติการเลี้ยงสัตว์ แล้วก็ใส่ชื่อสัตว์อื่นไปด้วย แต่ก็เห็นชัดว่าประเด็นหลักยังคงอยู่ที่หมาแมว… “วัตถุประสงค์ต้องการแก้ปัญหาหมาจรจัด แต่กลับพุ่งเป้าไปที่หมาแมวตามบ้าน และคนให้อาหารสัตว์…ซึ่งเนื้อหาข้อบัญญัติฯ มีหลายประเด็นที่ชาวบ้านเขาห่วง”
โดยเฉพาะประเด็น จำกัดจำนวนสัตว์ตามขนาดพื้นที่ เช่น ห้องเท่านี้มีหมาแมวได้แค่นี้ซึ่งพอเน้นเรื่องขนาดพื้นที่มันก็ยังตอบโจทย์ได้ไม่ตรง โดยหลักการในต่างประเทศนั้นจะเน้นเรื่องศักยภาพในการดูแล ไม่มีใครมาบอกว่ามีพื้นที่เท่านี้มีจำนวนสัตว์เลี้ยงได้เท่านี้ เพราะจะไปอยู่ในระเบียบเล็กระเบียบย่อยที่ออกมาตามหลังเพื่อให้ละเอียดยิ่งขึ้น ซึ่ง… ข้อบัญญัติ กทม. เหมือนกฎหมายหลัก พอเอาเรื่องพื้นที่มาใส่ก็มีผล 2 อย่าง อย่างแรก…คนตื่นตระหนกกันไปหมด อย่างที่สอง…มันบังคับให้ระเบียบที่จะออกตามมาไม่สามารถผ่อนผันหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ แล้วชาวบ้านจะทำอะไรได้บ้าง??
“จะแก้ปัญหาหมาจรจัดที่ถูกปล่อยทิ้ง ไม่ให้มีมาก และเพื่อแก้ปัญหาเหตุรำคาญ แล้วถามว่ามันตอบโจทย์หรือยัง?? เรื่องเหตุรำคาญแก้ไม่ได้หรอกถ้าเจ้าของไม่ควบคุม หมาตัวเดียวก็เห่าได้ลั่นคอนโดฯ ก็กัดคนในบ้านมาแล้ว แต่ก็ไม่มีข้อป้องกันพวกนี้ แล้วถามว่าจะบังคับให้ทำหมันได้ไหม…ก็ทำไม่ได้ ถ้ามีสัตว์เลี้ยงเกิน…ก็ยึดไม่ได้”
ทาง โรเจอร์ ระบุอีกว่า… มีการกำหนดว่า จะเลี้ยงสัตว์ ถ้าเป็นบ้านเช่า/ห้องเช่า ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของบ้าน/เจ้าของห้อง แล้วมีส่วนที่เขียนว่าเจ้าหน้าที่มีสิทธิ์สั่งให้เจ้าของไม่อนุญาตให้ผู้ก่อเหตุรำคาญใช้สถานที่ในการนั้นได้ แบบนี้เมื่อผู้เช่าบอกเจ้าของว่าจะขอเลี้ยงหมา เขาก็คงไม่เอาด้วย กลัวจะเดือดร้อนไปด้วย หรือกรณี สัตว์หาย ให้แจ้งภายใน 3 วัน ในข้อบัญญัตินั้นให้แจ้ง กทม. แต่ประชาสัมพันธ์ว่าต้องแจ้งทั้งตำรวจ และ กทม. ซึ่งแบบนี้ 3 วันน้อยไปไหมในทางปฏิบัติ??

นอกจากนี้ กรณี กำหนดให้พกบัตรประจำตัวสัตว์ทุกครั้งที่พาออกจากบ้าน พาไปหน้าบ้าน ไปสวนสาธารณะ ไปห้างสรรพสินค้าที่ให้สัตว์ไปด้วยได้ ก็ต้องพกบัตรประจำตัวสัตว์ทุกครั้ง ถ้าไม่มีแล้วถูกสุ่มตรวจเจอ ก็โดน… “ถามว่ามันจำเป็นไหม? ทำบัตรประจำตัวสัตว์แล้วก็เก็บไว้ที่บ้านเหมือนบัตรเวลาไปฉีดวัคซีนไม่ได้เหรอ? จะตรวจบัตรก็ตรวจที่บ้านสิ ไม่งั้นอาจเป็นการสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน และอาจทำให้มีการรีดไถด้วย?? นี่ก็เป็นช่องโหว่ที่เป็นห่วง!!”
เลขาฯ สมาคมพิทักษ์สัตว์ไทย สะท้อนข้อคิดเห็นต่อไปว่า… กรณีมีการ กำหนดให้จัดสถานที่ให้สัตว์สามารถแสดงพฤติกรรมได้ตามสมควร ก็เช่นกัน…“แล้วใครเป็นคนกำหนดว่าอะไรสมควร? ถ้าเขาจะปล่อยแมวไปวิ่งทั่วคอนโดฯ เพราะมันเป็นพฤติกรรมของแมว เขาทำได้ไหม?… นี่ก็อย่างที่บอกว่ามันย้อนแย้ง”หรืออย่างการ กำหนดให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ ซึ่งเรื่องเหตุรำคาญจากสัตว์ สวัสดิภาพสัตว์ ต้องทำอย่างไร?… “บอกให้ทำตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ อย่างเดียวเลยที่เจ้าหน้าที่แนะนำคือ ลดจำนวนสัตว์ ซึ่งก็มีปัญหามาก สั่งให้เขาลดไม่ได้ เพราะไม่รู้จะเอาไปให้ใคร กฎหมายนี้ยึดติดอำนาจเบ็ดเสร็จมากเกินไป… และพุ่งเป้าที่สัตว์ตามบ้านและคนให้อาหารสัตว์”
ทั้งนี้ มีการมองว่าคนที่ให้อาหารสัตว์เป็นต้นเหตุหมาจรจัด ซึ่งมันไม่ใช่ เขาแค่ช่วยให้มันไม่ตาย กฎหมายมีการพุ่งเป้าที่คนให้อาหารสัตว์มีคำว่า “การเลี้ยงสัตว์” ที่หมายถึง “ผู้ครอบครองและให้อาหารสัตว์” ซึ่งเขียนติดกัน… “นี่จะเป็นข้อโต้แย้งได้เวลาจะบังคับใช้กฎหมาย ถ้าทำแค่อย่างหนึ่งอย่างใด ไม่ผิด… เพราะฉะนั้นข้อบัญญัตินี้คุมอะไรไม่ได้??”
ทาง โรเจอร์ โลหะนันท์ ยังระบุเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่องการควบคุมและปล่อยทิ้งสัตว์ พ.ศ. 2567” ที่จะบังคับใช้ในอีกราว 6 เดือนข้างหน้าว่า… ก็มองว่าเจตนาดี แต่ช่องโหว่เยอะ มีหลายข้อกำหนดที่น่าเป็นห่วง แทนที่จะตอบโจทย์และแก้ปัญหาที่ต้นเหตุจริง ๆ ก็อาจจะสร้างความเดือดร้อนมากกว่า… “คนก็ตกใจ แตกตื่น เพราะมีสัตว์เลี้ยงเกินพื้นที่ตามที่มีการกำหนด… ก็ติดต่อเข้ามาถามว่าเขาต้องทำยังไงกับหมาแมวที่มีอยู่เกิน ก็บอกไปว่าไม่ต้องตื่นตูม ถ้ามีเกินก็ยังไม่ต้องเอาไปปล่อยนะ เพราะถ้าปล่อยคุณทำผิดกฎหมายป้องกันการทารุณกรรมสัตว์”
และเลขาฯ สมาคมพิทักษ์สัตว์ไทย ก็ยังสะท้อนมาด้วยว่า… ถามว่าทำไมถึงไม่มีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเข้าใจชัดเจนในวงกว้างว่า ถ้าเลี้ยงสัตว์ไว้เกินจากที่มีการกำหนดในข้อบัญญัติฯ ต้องทำอย่างไร?? ประชาชนยังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี??… “แม้กฎหมาย แม้ข้อบัญญัติฯ นี้ ยังไม่มีผลบังคับใช้ แต่เมื่อมีข่าวออกมาแล้ว ก็มีคนที่เริ่มคิดแล้วว่า…
คงต้องเอาหมาแมวไปปล่อย…
เพราะเลี้ยงเกินไม่ได้!!”.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์


