ทั้งนี้ ปรากฏการณ์แบบนี้สร้างแรงสั่นสะเทือนให้สังคมชาวพุทธไทยอย่างมาก โดยเรื่อง “ความสัมพันธ์เชิงชู้สาว” และ “ผลประโยชน์” ระหว่าง “พระ–สีกา” ได้นำสู่ “คำถาม?” มากมาย ทั้งเกี่ยวกับพระ และ “แรงจูงใจสีกา…ที่นำสู่การก่อพฤติกรรม” ซึ่งก็มีการ “ถอดรหัสว่าอะไรส่งผลให้เกิดพฤติกรรม?”…
อะไรที่ทำให้ “เลือกที่จะไม่กลัวบาป?”
เกี่ยวกับความพยายาม “ถอดรหัสพฤติกรรม” ที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ “เขย่าวงการผ้าเหลือง” หรือ “ถอดรหัสแรงจูงใจฝ่ายสีกา” ที่เป็นจุดเริ่มต้นเรื่องราวอื้อฉาวนั้น… “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะสะท้อนต่อข้อมูล สะท้อนมุมวิเคราะห์น่าสนใจจากเวที “JA Watch Crime: ไขสมอง ส่องธรรม สีกาค้นหาจิต (ไม่) สำนึก” ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 23 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญด้าน “จิตวิทยา-อาชญาวิทยา” มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อเรื่องนี้ เนื่องจากปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่แค่เรื่องของปัจเจกบุคคล แต่ สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างทางสังคมที่ซับซ้อนเอาไว้ด้วย
ในเวทีดังกล่าว ทาง ดร.ตฤณห์ โพธิ์รักษา ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายบริการวิชาการ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เริ่มต้นวิเคราะห์ไว้อย่างน่าสนใจ โดยระบุว่า… เหตุที่กระทำผิดกฎหมาย หรือเหตุที่กระทำผิดจรรยาบรรณ จริยธรรม หรือศีลธรรม ทุกครั้งมักมีจุดเริ่มต้นเสมอ โดยนักวิชาการท่านนี้ขยายความไว้ว่า… ส่วนตัวมองว่าพฤติกรรมแบบผู้หญิงที่เป็นข่าวไม่ใช่เหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น แต่ เป็นผลผลิตของกระบวนการที่สั่งสมมายาวนาน โดยบางที “ครอบครัวอาจเป็นจุดตั้งต้น”อาจเป็น “ปฐมบท” ของเรื่องอื้อฉาวแบบนี้ก็ได้ ซึ่งหากเปรียบเรื่องนี้เป็นภาพยนตร์หรือละครสักเรื่อง…
บางที “ครอบครัว” เป็น “ผู้เขียนบท”
เขียนบท “ให้เกิดพฤติกรรมฉาวขึ้น”

ทาง ดร.ตฤณห์ ระบุไว้อีกว่า… ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิด “การขัดเกลาทางสังคม (Socialization)” เสียก่อน เพราะคือ “หัวใจสำคัญ” เพราะถ้าหากย้อนกลับไปดูถึงการเลี้ยงดูผู้กระทำผิดให้เติบโตมา ก็อาจจะพอทำความเข้าใจในพฤติกรรมที่แสดงออกมาของผู้กระทำผิดได้ เนื่องจากถ้าครอบครัวมีการ “ตั้งค่านิยม” หรือทางบ้านมี “กรอบการให้คุณค่า” ว่า…การทำแบบนี้เป็นสิ่งที่ไม่ผิด เป็นเรื่องปกติ แถมยังสนับสนุนให้ทำผิดต่อ แน่นอนว่าเมื่อครอบครัวให้ไฟเขียว ผู้กระทำผิดก็จะไม่รู้สึกว่าสิ่งที่ทำเป็นเรื่องผิด โดยเรื่องนี้ก็สะท้อนว่า… ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีถูกบิดเบือนได้จากการปลูกฝัง!!
ทั้งนี้ มุมมองของ ดร.ตฤณห์ที่สะท้อนไว้ผ่านเวทีดังกล่าว ก็สอดคล้องกับมุมมองด้านจิตวิทยาของ ผศ.ดร.พีร วงศ์อุปราช อาจารย์คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ระบุเสริมไว้ว่า… ช่วงปฐมวัยคือช่วงเวลาที่อ่อนไหว (Sensitive Period) ซึ่งการสร้างความผูกพันกับคนใกล้ชิดจะเป็นรากฐานสำคัญในการก่อร่างสร้างตัวตนและพฤติกรรมในอนาคต ดังนั้น หากประสบการณ์ช่วงนั้นเป็นไปในทางลบ หรือผิดปกติ ก็ย่อมจะส่งผลให้เมื่อเติบโตขึ้นมาก็อาจจะมีแนวโน้มทำให้คน ๆ นั้นมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนไปได้เช่นกัน ซึ่งกรณีนี้ในทางการแพทย์ ในทางวิชาการ ก็มีการตั้งคำถาม และให้ความสนใจเช่นกัน…
“นอกจากการเลี้ยงดูที่อาจส่งผลให้เกิดพฤติกรรมเบี่ยงเบนแล้ว คำถามต่อไปคือ…แล้วยีนหรือพันธุกรรมสามารถส่งต่อพฤติกรรมเหล่านี้ได้หรือไม่?หรือพันธุกรรมที่ส่งต่อจากพ่อแม่มาสู่ลูกถือเป็นพิมพ์เขียวพันธุกรรมที่ส่งไปสู่การทำงานของสมองด้วยหรือไม่?” …นี่เป็น “คำถามชวนคิด?” ที่ทางอาจารย์คณะจิตวิทยา จุฬาฯ ได้สะท้อนไว้
ก่อนจะขยายความไว้ว่า… ปัจจุบันมีความเชื่อว่าแนวโน้มทางพันธุกรรมบางอย่างสามารถถ่ายทอดได้ แต่ก็อยู่ภายใต้ 3 เงื่อนไข คือ “สิ่งแวดล้อม, สถานการณ์, โอกาส” ที่จะเป็นเหมือน “สวิตช์เปิด–ปิด” พฤติกรรมนั้น ๆ และนักวิชาการท่านนี้ก็เปรียบเทียบไว้ว่า… พันธุกรรมเปรียบเสมือนต้นทุนที่มี แต่การเลี้ยงดู เพื่อนฝูง สังคม การศึกษา คือปัจจัยแวดล้อมที่จะส่งเสริมให้พฤติกรรมนั้นแสดงออกมา หรือสามารถที่จะควบคุมหรือกดมันเอาไว้ และสิ่งที่น่าสนใจมากกว่านั้นคือการทำงานของสมองมนุษย์จะมีเครือข่ายหลัก 2 ส่วน คือ 1.ส่วนที่เห็นประโยชน์ (Reward System) 2.ส่วนที่เห็นโทษ (Punishment System)
“บางคนถูกสอนให้เห็นแต่ช่องทางที่จะได้ประโยชน์ แต่ไม่เคยคิดถึงโทษ ประเด็นคือถ้าเราใช้สมองส่วนไหนบ่อย ๆ เครือข่ายส่วนนั้นก็จะแข็งแรงขึ้นเรื่อย ๆ และมีแนวโน้มที่จะใช้ส่วนนั้นตลอดเวลา” …ทาง ผศ.ดร.พีร ระบุ
ขณะที่ ดร.ตฤณห์ เสริมไว้ด้วยว่า… เรื่องนี้ไม่ใช่แค่อารมณ์ชั่ววูบ ไม่ใช่แค่เรื่องรักใคร่หรือความผิดพลาดทางศีลธรรม แต่คือ อาชญากรรมที่เข้าข่ายพฤติกรรมสแกมเมอร์ (Scammer)เพราะมีการ “วางแผนเป็นระบบ” ส่วนเหตุผลว่าทำไมใช้วิธีนี้ ส่วนตัวมองว่า…อาจเพราะเคยใช้แล้วได้ผลจึงเลือกวิธีนี้ก่อเหตุซ้ำ ๆ และการพูดจาออดอ้อน หรือลงทุนเรือนร่าง แล้วได้เงินมาก ๆ ในมุมผู้กระทำผิดอาจคิดว่าคุ้มค่ามาก อีกทั้ง ผู้ก่อเหตุไม่ได้ให้ค่ากับร่างกายตัวเอง แต่มองเป็นเครื่องมือเท่านั้น จึงไม่ได้รู้สึกว่าเสียหายหรือเสียเปรียบอะไร …ทาง ดร.ตฤณห์ ระบุไว้ …ซึ่งเหล่านี้เป็น “มุมวิเคราะห์ถอดรหัส”
“ถอดรหัส” ด้วยจิตวิทยา–อาชญาวิทยา
ชี้ผู้ที่ “ทำผิดเห็น ๆ แต่อ้างเป็นเหยื่อ”
ก็ “เหมือนบางชาติที่เล่นเล่ห์ใส่ไทย”.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



