ซึ่งด้วยความ “หลงใหลงู” จึงทำให้เธอเลือกทางเดินชีวิตใหม่ให้กับตัวเอง โดยยอมทิ้งเสื้อกาวน์ และเดินเข้าสู่ “โลกของคนรักงู” อย่างเต็มตัว แถมยังทำคลิปและคอนเทนต์มากมายเพื่อแนะนำคนที่สนใจอยากจะเลี้ยงสัตว์ชนิดนี้ ซึ่งส่งผลให้เธอกลายเป็น “คนดังบนโซเชียล” ในฐานะ “อินฟลูเอนเซอร์สาวสายงู” อีกหนึ่งคน ที่วันนี้ “ทีมวิถีชีวิต” จะเปิดวาร์ปชีวิตของเธอ เพื่อให้หลายคนได้ทำความรู้จักเธอกันมากขึ้น เธอคนนี้… “พิม-กมลชนก ศรีบุญยวง”

พิม-กมลชนก” อินฟลูเอนเซอร์ “สาวผู้หลงรักงู” เจ้าของเพจ เฟซบุ๊ก “ไอ้ต้าวงู้ยยย” เล่าประวัติตัวเธอให้ “ทีมวิถีชีวิต” ฟังว่า เกิดและโตที่กรุงเทพฯ เรียนจบปริญญาตรีสาขาการแพทย์แผนไทยประยุกต์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล แต่เธอตัดสินใจเลือกที่จะไม่เป็นหมอ!! โดยเลือกเป็นครูแทน เพราะชอบสอนเด็ก ๆ ซึ่งเธอไปทำงานเป็น “ครูวิชาชีววิทยา” ที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง และด้วยความที่ชอบสอนมาก จึงตัดสินใจเรียนต่อปริญญาโทสาขาหลักสูตรการสอน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี …นี่เป็นประวัติโดยสังเขปของอินฟลูเอนเซอร์คนดังคนนี้

ส่วนจุดเริ่มต้นที่ทำให้ “หลงใหลงู” นั้น ทาง พิม บอกว่า จริง ๆ ชอบสัตว์มาตั้งแต่เด็กแล้ว โดยเฉพาะสัตว์ที่หลายคนมองดูว่าน่ากลัวอย่างงู ซึ่งเธอชอบมากเวลาที่เห็นงูชูคอเหมือนไดโนเสาร์ เธอคิดว่าหน้าตามันน่ารัก แต่ตอนนั้นยังเด็กจึงไม่รู้ว่าเลี้ยงได้หรือเปล่า เพราะนึกว่าเลี้ยงไม่ได้เนื่องจากผิดกฎหมาย จนเมื่อโตขึ้นก็พยายามศึกษาว่ามีงูสายพันธุ์ไหนที่สามารถเลี้ยงได้ จนพบว่ามีงูหลายสายพันธุ์มากที่สามารถเลี้ยงได้ แต่ด้วยความที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ชอบงู ก็เลยทำให้ยังไม่ได้เลี้ยง

ตื๊อคุณพ่อคุณแม่หลายรอบ แต่ก็ไม่ได้รับอนุญาตสักครั้ง จึงทำได้แค่ไปเล่นไปจับงูตามตลาดสวนจตุจักรและสวนสัตว์ที่นำงูมาโชว์ เพื่อให้รู้ว่าเราชอบงูสายพันธุ์ไหน จนเรียนจบมหาวิทยาลัยก็มีโอกาสรู้จักกับเพื่อนที่เลี้ยงงูอยู่ และเป็นเพื่อนคนนี้เองที่นำเราเข้าสู่วงการเลี้ยงงู โดยเพื่อนให้งูมาลองเลี้ยง 1 ตัว ทำให้เรามีข้ออ้างการนำงูเข้าบ้าน เพราะเราอ้างว่าเพื่อนฝากเลี้ยง (หัวเราะ) ปรากฏคุณพ่อคุณแม่ไม่ได้ห้าม ก็เลยได้เลี้ยงงูเป็นครั้งแรกตอนนั้น”

อินฟลูเอนเซอร์สาวสายงูที่ชื่อพิมเล่าเรื่องนี้ พร้อมกับเล่าให้ฟังเพิ่มว่า หลังจากที่ทดลองเลี้ยงจริง ๆ ก็ทำให้ยิ่งชอบและหลงรักงูมากขึ้น และอยากมีงูเป็นของตัวเองบ้าง เธอจึงเริ่มเก็บเงิน แต่ด้วยความที่สมัยนั้น งูราคาตัวละเป็นหมื่น ๆ จึงไปปรึกษาคุณป้า พอท่านเห็นว่าเราชอบและตั้งใจจริง ท่านก็เลยให้เงินมาซื้อ ทำให้มีงูตัวแรกเป็นของตัวเอง โดย “งูตัวแรกในชีวิต” เป็นสายพันธ์ที่เรียกว่า “งูบอลไพธอน” โดยเธอตั้งชื่อว่า “น้องเจได”

หลังเลี้ยงงูตัวแรกอย่างเจไดได้ประมาณ 2-3 ปี เราก็เริ่มอยากได้เพิ่ม จึงค่อย ๆ ทยอยซื้อเพิ่มเรื่อย ๆ จนปัจจุบันมีงูที่เลี้ยงอยู่ประมาณ 10 ตัว และก็มีความรู้สึกว่าไม่อยากเลี้ยงเพิ่มแล้ว เพราะกลัวว่าจะไม่มีเวลาดูแลเขา”

ลุคหวานก็มี – ลุคเซ็กซี่ก็ได้

เจ้าตัวพูดถึงจำนวนงูของเธอที่เลี้ยงอยู่ในปัจจุบัน พร้อมสาเหตุที่หยุดซื้องู ทั้งนี้ พิมยังตอบคำถามที่เราถามเธอว่า เลี้ยงงูแล้วเคยโดนกัดหรือไม่?” ซึ่งเธอพยักหน้า พร้อมตอบด้วยเสียงตื่นเต้นว่า “เคยทั้งโดนฉกและโดนกัด!!” จากนั้นเธอก็ได้ขยายความว่า “เรารู้อยู่แล้วว่างูที่เลี้ยงไม่มีพิษ ทำให้เวลาที่โดนฉกหรือกัดจึงไม่ได้ตกใจกลัว แต่กลับรู้สึกตื่นเต้นมากกว่า เรียกว่าจะถ่ายรูปตอนโดนกัดไว้เลย เหมือนว่าเราเลี้ยงมาตั้งนานไม่เคยโดยกัด ทีนี้เราไปในกลุ่มที่เขาเลี้ยงงูก็พบว่ามีแต่คนเคยโดนกัด เราก็เลยอยากมีความรู้สึกนี้บ้าง (หัวเราะ) เพราะทำให้รู้สึกว่าเราได้เลี้ยงงูแล้วจริง ๆ”

เธอเล่าด้วยว่า นอกจากงูบอลไพธอนกับสายพันธุ์อื่น ๆ แล้ว เธอยังเริ่มมองหาสัตว์เลี้ยงแปลกชนิดอื่น ๆ มาเลี้ยงเพิ่ม โดยตอนนี้สัตว์ที่เธอเลี้ยงไว้ก็ยังมี ตุ๊กแกสายพันธุ์หางอ้วน, ตุ๊กแกกลางวัน, กบ, สัตว์ตระกูลกลุ่มไอโซพอด ซึ่งสัตว์แปลก ๆ ที่ซื้อมาเลี้ยงเพิ่มนี้ เธอให้เหตุผลว่า เพราะหน้าตาเหมือนสัตว์ประหลาดดี เธอก็เลยชอบ และยิ่งดูยิ่งเลี้ยงก็ยิ่งหลงรัก

ทั้งนี้ สำหรับที่มาการทำ เฟซบุ๊ก “ไอ้ต้าวงู้ยยย” เธอบอกว่า อยากให้เป็นพื้นที่ของคนรักงู ที่เพื่อน ๆ เข้ามาช่วยกันให้คำปรึกษาและแนะนำมือใหม่ในการเลี้ยงงู ซึ่งจริง ๆ ช่องทางโซเชียลที่เปิดขึ้นนี้ตอนแรกเธอตั้งใจทำไว้แค่เพื่อจะอวดลูกชายคือบรรดางูที่เธอเลี้ยงไว้ให้คนอื่นได้ชม เพราะอยากมีโมเมนต์เหมือนคนที่ทำเพจหมาแมวบ้าง รวมทั้งอยากให้เห็นมุมน่ารักของงู

ช่วงแรก ๆ ในเพจจะมีแต่เจได งูตัวแรกที่เราเลี้ยง ซึ่งเราก็จะถ่ายรูปกิจวัตรประจำวันของงู และให้ความรู้กับคนที่เข้ามาดู เหมือนมือใหม่มาแชร์กัน จนหลัง ๆ มีงูเพิ่มก็เลยคิดคาแรคเตอร์ให้งูทุกตัว แต่ละตัวก็ไม่เหมือนกันเลย ทั้งสีสัน รูปร่าง รวมถึงนิสัย เราก็เลยตั้งตำแหน่งให้น้องงูของเราเหมือนเป็นพนักงานบริษัท ให้ดูสนุก ๆ”

พิมบอกอีกว่า ช่วงที่เปิดเพจตอนนั้นเธอยังเป็นครูสอนหนังสือด้วย จนหลังเพจโตขึ้นก็เริ่มมีสปอนเซอร์เข้ามา รวมทั้งยังได้รับเชิญไปเป็นวิทยากร ทำให้เริ่มไปเบียดเวลาการเป็นครู จนรู้สึกว่าตัวเองเริ่มลางานบ่อยขึ้น ทำให้ไม่ค่อยมีเวลาในการสอน จึงกลัวว่าจะสอนเด็กได้ไม่เต็มที่ ทำให้ต้องตัดสินใจเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แม้ทั้งสองสิ่งที่ทำนี้เธอจะรักทั้งคู่

ออกทีวีในฐานะ “เซียนงูสาว”

ตัดสินใจยากมาก เพราะครูเป็นอาชีพที่แน่นอน เป็นรายได้หลัก เป็นเซฟโซนชีวิตได้ ทำให้เราต้องคิดว่าถ้าเลือกทำเพจจริงจังจะเลี้ยงดูตัวเองและงูได้ไหม แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจออกจากเซฟโซนมาทำเพจ มาเป็นอินฟลูเอนเซอร์เต็มตัว ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ก็ไม่เห็นด้วย เพราะเขามองไม่เห็นภาพว่าอาชีพออนไลน์จะมีรายได้เลี้ยงตัวได้ยังไง จนเราพิสูจน์ให้เห็นว่าเราทำได้ เขาก็เริ่มเชื่อมั่นมากขึ้น แต่เราก็ไม่ได้ทิ้งงานสอนหนังสือไปเลยนะ ยังทำอีกอาชีพคู่กันไปด้วย นั่นคือการเป็นติวเตอร์สอนวิชาชีววิทยาให้เด็ก” เธอกล่าวถึง “จุดเปลี่ยนชีวิตจุดพลิกผันอาชีพ”

และด้วยความที่เป็น “ผู้เชี่ยวชาญด้านการเลี้ยงงู” เราจึงขอให้เธอช่วย “แนะนำมือใหม่ที่คิดจะเลี้ยง” โดยเธอบอกว่า สำหรับใครที่กำลังคิดอยากเลี้ยงงู หรือแม้แต่สัตว์แปลก สัตว์เอ็กโซติกทั้งหลาย สิ่งแรกที่ต้องคิดก็คือ ต้องเตรียมตัวให้พร้อม โดยเจ้าตัวขยายความว่า จะเลี้ยงอะไรก็ได้ถ้าไม่ผิดกฎหมาย แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องมีความรับผิดชอบดังนั้นก่อนจะเลี้ยงต้องดูตัวเองว่าพร้อมหรือเปล่า และอยากให้ศึกษาสัตว์ที่อยากจะเลี้ยงให้ดี ทั้งข้อดีข้อเสีย คิดดี ๆ ใจเย็น ๆ ไม่ต้องรีบ และเมื่อตัดสินใจได้แล้วว่าอยากเลี้ยงชนิดใด ก็ต้องหาข้อมูลความรู้ให้มาก ๆ เพราะสัตว์เหล่านี้ไม่เหมือนสัตว์ทั่วไป นิสัยใจคอของเขาก็ต่างจากหมาแมว รวมถึงสภาพแวดล้อมในการเลี้ยงก็ไม่เหมือนกันด้วย กับสิ่งที่ต้องคิดต่อมาคือ “เงินค่าใช้จ่าย” เพราะสัตว์เลี้ยงพวกนี้ค่อนข้างมีราคาแพง โดยนอกจากค่าตัวแล้ว ค่ารักษาก็แพงกว่าสัตว์เลี้ยงทั่วไป เพราะเวลาป่วยจะเข้าไปรักษาคลินิกสัตว์ทั่วไปไม่ได้ จะต้องไปที่คลินิกสำหรับสัตว์แปลกเท่านั้น ซึ่งมีอยู่ไม่กี่แห่ง และสิ่งที่ต้องคำนึงถึงลำดับสุดท้ายคือ ต้องทำใจอดทนกับคนที่อาจจะไม่เข้าใจ เพราะสังคมไม่ได้ยอมรับสัตว์เหล่านี้ทั้งหมด บางคนที่แอนตี้ก็มี หรือคนที่ไม่ชอบและกลัวก็มี ดังนั้น ก่อนที่คิดจะเลี้ยงจะต้องเตรียมตัวเตรียมใจกับเรื่องพวกนี้ให้ได้ก่อน ซึ่งถ้ารับได้ก็ไปรับน้องมาเลี้ยงได้

ในช่วงท้ายของการสนทนากัน “พิม-กมลชนก” บอกกับ “ทีมวิถีชีวิต” ถึงเป้าหมายอนาคตของเธอว่า “อยากมีผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยงแบรนด์ตัวเอง” เพราะเธอคิดว่าตัวเธอเองคงไม่เหมาะกับการเพาะพันธุ์งูขาย เพราะเคยลองแล้ว แต่รู้สึกไม่ชอบ รู้สึกว่าไม่ใช่ทางของเธอ อีกอย่างเธอค่อนข้างคัดคนที่จะเลี้ยงด้วย เพราะกลัวคนที่ซื้อไปไม่รักงูมากเท่ากับเธอ ซึ่งหากคนที่ซื้องูไปนำงูไปทิ้งไปปล่อย เธอคงรับไม่ได้ อาชีพเพาะพันธุ์งูขายจึงน่าจะไม่เหมาะกับตัวเอง จึงมองว่าการทำสินค้าเกี่ยวกับสัตว์แปลกและงูน่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด และอีกความฝันหนึ่งที่เธอตั้งใจจะทำให้ได้นั้น พิมบอกว่า “อยากเป็นผู้จัดงานแสดงสัตว์แปลก สัตว์เอ็กโซติก”หลังจากเธอได้รับเชิญให้ไปร่วมงานเหล่านี้บ่อย ๆ จนเธออดที่จะ “แอบฝัน” ไม่ได้ว่า…“สักวันจะเป็นผู้จัดงานสัตว์แปลกบ้าง”.

ร้ายกว่าพิษงู!!..อะไรเอ่ย??’

แม้พิษงูจะน่ากลัว แต่ในมุมของ “พิมกมลชนก ศรีบุญยวง” เธอมองว่า ที่ทั้งร้ายและแย่ แถมน่ากลัวกว่าพิษงู คือ “ความเห็นแย่ ๆคอมเมนต์เชิงลบ” ซึ่งเธอบอกว่า แน่นอนคนที่ทำอาชีพในโลกโซเชียลนั้นคงหนีไม่พ้นที่ต้องเจอกับเรื่องแบบนี้ แต่ส่วนตัวเธอมองว่าพฤติกรรมแบบนี้ “น่ากลัวกว่างูหรือพิษงูเสียอีก” โดยพิมเล่าว่า เธอก็ต้องเจอบ่อยมากกับคอมเมนต์แย่ ๆ เชิงลบ คอมเมนต์ร้าย ๆ อาทิ “เป็นผู้หญิงมาเลี้ยงงูแบบนี้บ้าหรือเปล่า” ซึ่งยอมรับว่าช่วงแรก ๆ มีนอยด์ มีจิตตกบ้าง เพราะคิดไม่ออกว่าทำไมต้องมาด่ามาว่าแบบนี้ แต่นานวันเข้าก็เริ่มตกตะกอนกับตัวเอง เริ่มเข้าใจว่าคนเราไม่ได้ชอบสัตว์ทุกชนิดเหมือนกัน ที่สำคัญเธอคิดว่าไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน ซึ่งใครไม่ชอบก็ไม่เป็นไร ขอแค่ว่าอย่ามาพูดบั่นทอนจิตใจกันก็พอ

ทุกวันนี้เลิกคิดเลิกนอยด์กับคอมเมนต์เชิงลบเยอะแล้ว สิ่งที่เป็นห่วงมากกว่าคือการที่ปัจจุบันเทรนด์เลี้ยงสัตว์แปลกมีมากขึ้น คนหันมาเลี้ยงกันมากขึ้น อีกทั้งราคาก็ถูกลง จนกังวลว่าจะกลายเป็นว่าไม่ได้คัดคนเลี้ยง เพราะมีคนที่ซื้อไปเลี้ยงตามกระแสมากขึ้น ซึ่งกลุ่มนี้น่าเป็นห่วงมาก เพราะพอเบื่อ ไม่อยากเลี้ยง ก็มักจะเอาไปทิ้งขว้าง อย่างที่ผ่านมาจะเห็นข่าวงูเลี้ยงหลุดบ่อย ๆ ก็กลัวว่าคนพวกนี้จะทำให้คนที่ชอบงูจริง ๆ ถูกมองไม่ดีไปด้วย”.

บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์ : รายงาน