ท่ามกลางความท้าทายกับสภาพสังคมไทยที่ตอนนี้เข้าตำราอยู่ยากขึ้นทุกวัน เพราะมีภัยร้ายรอบด้าน ทั้งภัยความมั่นคงของชาติ ภัยด้านเศรษฐกิจ ภัยด้านสังคมและการเมือง
ที่น่าห่วงวิตกคือภัยด้านความมั่นคง ซึ่งเกิดจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชาที่กำลังร้อนระอุ ต้นเหตุมาจาก “เฒ่าเจ้าเล่ห์ ฮุนเซน” แม้จะประกาศหยุดยิง แต่ล่าสุดทหารไทยรั้วของชาติยังเหยียบกับระเบิดลูกใหม่เป็นระยะๆ

ทุกครั้งที่ทหารต้องบาดเจ็บหรือสูญเสียอวัยวะจากการเหยียบกับระเบิด เหตุการณ์เหล่านี้ได้สร้างความสะเทือนใจและความแค้นเคืองให้กับประชาชนจำนวนมาก และเกิดคำถามว่าทำไมทหารต้องเสี่ยงชีวิต และรัฐบาลได้แก้ไขปัญหาอะไรบ้าง
ชาวบ้านต่างไม่เข้าใจว่าการที่กระทรวงการต่างประเทศประท้วงและร้องเรียนองค์กรนานาชาติจะสามารถแก้ปัญหาได้ทันท่วงที จึงมีรถทัวร์ไปลงที่รัฐบาลและกระทรวงการต่างประเทศ เนื่องจากประชาชนคาดหวังมาตรการที่เป็นรูปธรรม เพื่อปกป้องชีวิตของทหารไทยและอธิปไตยของชาติ

แต่ที่ได้ใจประชาชนขณะนี้เห็นจะเป็น “บิ๊กกุ้ง” พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตยไทยอยู่ชายแดน แต่กำลังจะเกษียณอายุราชการในไม่ช้า ได้ยืนยันว่าจะทำหน้าที่ของตนให้ดีที่และจะไม่ขอต่ออายุราชการ พร้อมขอบคุณประชาชนที่นำตาข่ายมามอบให้ เพื่อใช้ป้องกันโดรนสังหารจากเขมร รวมถึงลวดหนามหีบเพลงที่กองทัพได้รับบริจาคมาครบแล้ว
“พล.ท.บุญสิน” ยังตอกย้ำว่า “เป็นที่รู้กันว่าการสนับสนุนของรัฐบาลหรือการจัดซื้อจัดหาตามระเบียบราชการนั้นมีความล่าช้า และในการสู้รบที่ผ่านมาเราสามารถยึดพื้นที่ได้ 11 จุด จึงมีความจำเป็นต้องใช้ลวดหนามหีบเพลงจำนวนมาก เพื่อลดการลาดตระเวน แต่บางจุดก็ยังจำเป็นต้องลาดตระเวน เพื่อป้องกันทหารกัมพูชารุกคืบยึดพื้นที่คืน ซึ่งอาจมีการใช้โดรนหรือรถกวาดทุ่นระเบิด หากประชาชนยังสนับสนุนและนำมาให้เราก็ยินดีรับ เพียงแต่ไม่ได้มีการโพสต์”

ขอยืนยันไม่ได้มีความขัดแย้งกับรัฐบาล กองทัพภาคที่ 2 มีหน้าที่ป้องกันชายแดน ส่วนรัฐบาลก็มีหน้าที่ของฝ่ายบริหาร แต่การเปิดด่านชายแดนยังไม่พร้อมจะเปิด และจะปิดไปจนกว่าจะเกษียณอายุราชการ หลังเกษียณก็ไม่หวั่นว่าจะถูกตรวจสอบย้อนหลัง พร้อมลั่นว่า “ไม่กลัวขึ้นศาล ผมหมายหัวเขาเหมือนกัน”
จากเหตุการณ์ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้เห็นว่าในยามนี้เราควรมีทหารมีไว้ทำไม ในยามที่บ้านเมืองเดือดร้อนเจอกับวิกฤติเช่นนี้ ก็ทำให้ทหารกลายเป็นฮีโร่ สามารถดึงความศรัทธาจากประชาชนขึ้นมาได้บ้างส่วนหนึ่งความจริงใจ จริงจังในการปกป้องอธิปไตยของประเทศ


ขณะที่การเมืองก็ถูกวิกฤติศรัทธากัดกร่อน โดยเฉพาะ “ตระกูลชินวัตร” อยู่ยากเข้าไปทุกวัน สถานการณ์ บีบรัดให้ “ 2 พ่อลูกตระกูลชิน” กำลังเดินเข้าสู่วาระแดนประหาร หลังศาลรัฐธรรมนูญได้กำหนดแถลงด้วยวาจาและลงมติชี้ชะตาความเป็นนายกรัฐมนตรีของ“น.ส.แพทองธาร ชินวัตร” ต้องสิ้นสุดลงหรือไม่ ในวันที่ 29 ส.ค.68 จากการที่ถูก 36 สว.ยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย กรณี คลิปเสียงสนทนา ระหว่าง“อังเคิลฮุน เซน กับ หลานอิ๊งค์ ”
แต่ก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญแถลงด้วยวาจาและลงมติ ยังให้โอกาส เพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณา นัดไต่สวนพยานบุคคลจำนวน 2 ปาก คือ น.ส.แพทองธาร และเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)ในวันพฤหัสบดีที่ 21 ส.ค.68 เวลา 10.30 นาฬิกา หากไม่มาตามกําหนดนัดถือว่าไม่ติดใจ เป็นพยานบุคคลและให้ทั้ง “ผู้ร้อง คือ 36 สว. และ “ผู้ถูกร้องน.ส.แพทองธาร” ที่ประสงค์จะแถลงการณ์ปิดคดีให้ยื่นเป็นหนังสือต่อศาลรธน.ภายในวันพุธที่ 27 ส.ค.หากไม่ยื่นภายในกำหนด ถือว่าไม่ติดใจยื่น เพราะศาลเห็นว่ามีข้อมูลเพียงพอในการพิจารณาแล้ว
การเปิดโอกาสให้ “นายกอิ๊งค์” ครั้งนี้จะถือเป็นการพลิกกระดานการเมืองก็ว่าได้ “คุณพ่อทักษิณ ชินวัตร” เล่นเกมลากยาวให้ลูกอยู่ในอำนาจจนลมหายใจสุดท้าย ดันลูกฝ่าคำตัดสินศาลธรรมนูญ

ถ้ารอดก็มานั่งต่อบนบัลลังก์ร้อนกับความเสื่อมถอยในวิกฤติศรัทธาจากประชาชน ถ้าไม่รอดก็ยัง ดัน “ชัยเกษม นิติสิริ” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ที่ยังเหลือเป็นตัวเลือก ขึ้นนั่นบัลลังก์ร้อนแทน แต่คงต้องจัดโปร ลด แลก แจก แถม กันยกใหญ่ ให้กับพรรคร่วมรัฐบาลและบรรดางูเห่า เพื่อเติมเสียงโหวตรักษาอำนาจของตัวเอง
โดยแนวทางไม่ว่าจะรอดหรือร่วง ต้องเป็นแนวทางลากให้อยู่ยาวที่สุด เพราะถ้าเกมอำนาจเปลี่ยนมือ เปลี่ยนขั้วสลับข้าง “ตระกูลชิน”ก็อยู่ยาก
ช่วงนี้จึงมีกระแสข่าวลือ ข่าวปล่อยออกมามากมาย โดยเฉพาะเกี่ยวกับ “นายกอิ๊งค์” ทั้งข่าวลือว่าจะลาออกและไม่ลาออก ซึ่งเป็นการโยนหินถามทางกรณีการเปลี่ยนขั้วและเปลี่ยนตัวนายกฯ แต่ทั้งหมดต้องรอดูผลคดีจากศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 29 ส.ค. นอกจากคดีนี้แล้วยังมีอีกด่านที่สำคัญคือ ป.ป.ช. ที่มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ตั้งคณะไต่สวนข้อเท็จจริงในประเด็นจริยธรรมร้ายแรงของ “นายกฯ อิ๊งค์” จากปมคลิปเสียง “อังเคิลฮุนเซน” เช่นกัน
นอกจากคดีคลิปเสียงสนทนาแล้วยังมีคดีที่ ป.ป.ช.มีมติรับเรื่องสอบการโยกงบประมาณจากธนาคารของรัฐ จำนวน 35,000 ล้านบาท ไปใส่ในงบกลาง ซึ่งอาจนำไปใช้ในโครงการแจกเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ตที่เป็นนโยบายเรือธงนั้น เป็นการดำเนินการดังกล่าวขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 หรือไม่
แต่ถึงอย่างไรคนพรรคเพื่อไทยอย่าง“นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ” สส.บัญชีรายชื่อ และประธาน สส.พรรคเพื่อไทย ออกมายืนยันหนักแน่นว่าได้ฟังจากปาก “นายกอิ๊งค์”ว่าจะไม่ลาออกจากตำแหน่ง ยังมีกำลังใจเต็มเปี่ยม ไม่มีให้ท้อถอยและไม่กังวลใดๆ ต่อกระบวนการวินิจฉัยของศาล เรายังเชื่อมั่นว่า “นายกอิ๊งค์”ฯ บริสุทธิ์และมีเจตนาดีต่อชาติบ้านเมือง

ส่วน“คุณพ่อทักษิณ” ก็ร้อนไม่แพ้กันไทม์ไลน์ ไม่ห่างจาก “ลูกน้อย” โดยในวันที่ 22 ส.ค. 68 ศาลฎีกาฯได้นัดฟังคำพิพากษา คดีความผิดคดีมาตรา112 และความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ที่ได้ให้สัมภาษณ์สื่อทีวีต่างประเทศประเทศเกาหลีใต้ พาดพิงสถาบัน
ขณะที่คดีป่วยทิพย์ นอนชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ ศาลฯได้นัดฟังคำวินิจฉัยคดีวันที่ 9 ก.ย.68 แต่ขณะเดียวกันยังมีวิบากกรรมคดีที่มีนักร้องไปร้องให้กกต.พิจารณายุบ 7 พรรคการเมือง เพราะถูก “ทักษิณ” ครอบงำ สั่งการ ให้ขาดความเป็นอิสระทั้งทางตรงและทางอ้อม

นอกจากคดีความส่วนตัวแล้ว ยังมีศึกที่ฟาดกันหนักเหมือนเป็นการสางแค้นเอาคืนเมื่อถึงเวลาแยกทาง โดยเฉพาะ “คดีเขากระโดง” ที่เป็นชนักปักหลัง “พรรคภูมิใจไทย และตระกูลชิดชอบ” ล่าสุดถูกแฉออกมาว่ามีการเซ็นออกโฉนดเร่งรัดทั่วประเทศในยุคของ “ชวรัตน์ ชาญวีรกูล” เป็นรมว.มหาดไทย “พ่อเสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และขณะนั้นก็มี “โสภณ ซารัมย์” เป็นรมว.คมนาคม ที่ไม่คัดค้าน

และยังมีปฏิบัติการล้างสว.สีน้ำเงิน ที่คณะกรรมการสืบสวนไต่สวนชุดที่ 26 สรุปสำนวน กรณีคำร้อง 136 สว.ฮั้วเลือกสว. ส่งไปยังรองเลขากกต.ล่าสุดประธานกกต.ออกมาบอกถึงความคืบหน้าแล้วว่า มีการส่งศาลให้พิจารณาแล้ว 32 คน รอฟังผลจากศาล เชื่อว่าอีกไม่นาน ส่วนที่เหลือยังมีเรียกให้สอบปากคำเพิ่มเติมยืนยันเป็นไปตามกระบวนการเพื่อความโปร่งใส
จากนี้ก็เป็นเวลานับถอยหลังรัฐบาลแพทองธาร1/2 จะได้ไปต่อหรือชิงเบรคเกมไว้แค่นี้ กับความเสี่ยงบนบัลลังก์ไทยคู่ฟ้า.



