บนทางฝุ่นคลุ้งที่ลัดเลาะไปตามสันเขาของ อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ เสียงเครื่องยนต์จากมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ไม่ได้มุ่งหน้าสู่จุดชมวิวสำหรับนักท่องเที่ยว แต่กลับจอดที่ โรงเรียนบ้านม่วงป็อก สถานที่สำคัญซึ่งได้มอบบทเรียนชีวิตอันหลากหลายให้คุณครูสาวเชื้อสายปกาเกอะญอรายนี้ จนเธอเกิดแรงบันดาลใจที่จะทำให้โรงเรียนที่ห่างไกลแห่งนี้เป็น “พื้นที่ปลอดภัย-พื้นที่แห่งโอกาส” ให้ลูกศิษย์ตัวน้อย ๆ ของเธอ ผ่าน 2 บทบาทของตัวเธอ ทั้งการเป็น “คุณครูบนดอย” และ “สาวสายไบค์เกอร์” ซึ่งวันนี้ “ทีมวิถีชีวิต” จะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับคุณครูคนนี้กัน ครูสาวที่ชื่อ “ข้าวโพด-สนธยา ทิวทองนำชัย”

“ข้าวโพดรักทั้งการเป็นครูสอนเด็ก และการเป็นไบค์เกอร์ขี่มอเตอร์ไซค์ท่องเที่ยว โดยในบทบาทครู เราก็เป็นครูโดยจิตวิญญาณ เพราะเราอยากเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้กับเด็กๆ ส่วนการขี่มอเตอร์ไซค์นั้น เรียกว่าเป็นการฟื้นฟูชีวิตให้กับตัวเรา ที่เราจะใช้เพื่อช่วยสร้างพลังบวกให้กับตัวเอง” นี่คือจุดยืนของสาวร่างเล็กอย่าง “ครูข้าวโพด-สนธยา ทิวทองนำชัย” ที่หัวใจและความตั้งใจ รวมถึงไลฟ์สไตล์ของเธอนั้น แตกต่างลิบลับจากความเป็นสาวไซส์มินิของเธอ
เธอคนนี้เล่าประวัติคร่าว ๆ ให้ฟังว่า เป็นชาวปกาเกอะญอ ซึ่งการออกเสียงชื่อชนเผ่านี้ถ้าจะออกเสียงให้ถูกต้องนั้นต้องออกเสียงว่า “ปวา–เก่อ–ญอ” โดยเธอเกิดและเติบโตบนดอยในพื้นที่ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน และใช้ชีวิตกับเรียนอยู่บนดอยมาตั้งแต่เด็ก จนกระทั่งจบ ป.6 ก็ย้ายมาเรียน ม.1 จนถึง ม.6 ที่โรงเรียนกัลยาณิวัฒนา จ.เชียงใหม่ จากนั้นเรียนต่อปริญญาตรีคณะครุศาสตร์ สาขาวิชาเอกภาษาไทย ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ เพราะใฝ่ฝันอยากเป็นครู “ครูเป็นอาชีพในฝันของข้าวโพดตั้งแต่เด็กแล้ว เป็นคนชอบเรียนภาษาไทย ชอบอ่านหนังสือมาก อย่างช่วงพักกลางวัน เพื่อนคนอื่น ๆ จะไปเล่นกัน แต่เราจะเข้าไปขลุกอ่านหนังสือในห้องสมุด จึงเป็นเหตุผลที่เลือกเรียนเอกภาษาไทย” คุณครูสาวคนนี้เล่า

ส่วนจุดเริ่มต้นการเป็น “สาวไบค์เกอร์” ขี่มอเตอร์ไซค์ตะลุยท่องเที่ยวไปทั่ว ครูข้าวโพด บอกว่า ความชอบนี้เกิดขึ้นช่วงเรียนมหาวิทยาลัย ซึ่งปกติเธอใช้มอเตอร์ไซค์เป็นพาหนะอยู่แล้ว โดยจะขี่กลับบ้านที่ อ.ปาย อยู่เป็นประจำในช่วงวันหยุด หรือช่วงที่ไม่มีเรียน เธอจึงฝันที่จะได้เดินทางท่องเที่ยวด้วยพาหนะ 2 ล้อนี้มาตลอด แต่ก็ยังไม่มีโอกาส เพราะเธอต้องเรียนและทำงานไปด้วย จนหลังจบมหาวิทยาลัย ก็มาเจอกับช่วงที่มีโควิด-19 พอดี ทำให้เธอยังไม่ได้ทำงานเพราะโรงเรียนทุกแห่งปิดการเรียนการสอนหนีโรคระบาด เธอก็เลยตัดสินใจที่จะพักและใช้ชีวิตอย่างที่ตัวเองฝันไว้ นั่นก็คือ ขี่มอเตอร์ไซค์ท่องเที่ยว
“ตอนนั้นเอาเงินเก็บจากการทำงานช่วงเรียนมหาวิทยาลัยไปซื้อกล้อง 1 ตัว กับอุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการขี่รถท่องเที่ยว จากนั้นก็ออกเดินทางกับมอเตอร์ไซค์คู่ใจโดยเริ่มจากระยะทางสั้น ๆ ไม่เกิน 50 กิโลเมตร พอเริ่มมั่นใจก็เริ่มออกทริปไกลขึ้น ทริปที่ไกลและนานที่สุด เกือบ 1 สัปดาห์ คือเชียงใหม่–แพร่–อุตรดิตถ์–น่าน–พะเยา–เชียงราย”
ครูสาวเล่าถึงทริปของเธอและก็ยังแนะนำคนที่อยากมีไลฟ์สไตล์แบบเดียวกับเธอว่า การขี่มอเตอร์ไซค์บางครั้งไม่ได้ขึ้นกับสรีระร่างกาย อย่างตัวเธอสูงแค่ 150 เซนติเมตรเท่านั้น แต่ก็สามารถขี่มอเตอร์ไซค์คันใหญ่ ๆ ได้ ซึ่งการขี่มอเตอร์ไซค์นั้นถ้ารู้จักมอเตอร์ไซค์ที่ขี่ดี ก็จะเซฟ และสนุก “เมื่อไหร่ก็ตามที่ต้องการชาเลนจ์ตัวเอง อันดับแรกต้องมีความรู้ ถ้าไม่มีก็ต้องศึกษาเพิ่มเติม เช่น อยากขี่มอเตอร์ไซค์ก็ต้องศึกษาว่ารถรุ่นนี้ ยี่ห้อนี้ ดียังไง ทำงานยังไง มีจุดเด่น–จุดด้อยยังไง อันดับต่อมาคือ ต้องฝึกฝนเพื่อให้ตัวเองและผู้ร่วมใช้ทางปลอดภัย” เป็นคำแนะนำที่ดีจาก “ครูสาวไบค์เกอร์” คนนี้


บทบาทหน้าที่ครูสาว + กับมาดสาวไบค์เกอร์
เธอเล่าย้อนให้ฟังอีกว่า หลังจากนั้นเธอก็เริ่มขี่มอเตอร์ไซค์ท่องเที่ยวมาเรื่อย จนหลังจากโควิด-19 เริ่มเบาบางลง เธอก็มาทำงานเป็นครูอัตราจ้างอยู่โรงเรียนบนดอยแห่งหนึ่งในพื้นที่ จ.แม่ฮ่องสอน แต่สอนได้ประมาณ 1 เทอม เธอก็ย้ายมาเป็นครูอัตราจ้างโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งที่กรุงเทพฯ เพราะตอนนั้นยังไม่มีความคิดที่จะไปสอบ ยังไม่มีความคิดที่จะรับราชการ เพราะอยากใช้ชีวิตอิสระ ซึ่งช่วงที่เป็นครูอยู่กรุงเทพฯ เธอก็มักใช้เวลาวันหยุดขี่มอเตอร์ไซค์ท่องเที่ยว และหากเป็นช่วงปิดเทอม เธอก็จะใช้เวลาออกทริปเที่ยวเกือบตลอดทั้งช่วงปิดเทอมเลย โดยเธอเคยขี่จากกรุงเทพฯ ไป-กลับแม่ฮ่องสอน หรือ ขี่จาก อ.ปาย ไปถึง อ.เบตง จ.ยะลา ซึ่งมีระยะทางกว่า 4,500 กิโลเมตร ก็เคยมาแล้ว โดยทริปนี้เกิดขึ้นขณะที่เธอสอบบรรจุข้าราชการครูได้ โดยในระหว่างที่ต้องรอเรียกตัวบรรจุ เธอได้เลือกขี่มอเตอร์ไซค์ท่องเที่ยวเส้นทางดังกล่าวเป็นการพักใจ
ทั้งนี้ สาเหตุที่ตัดสินใจทิ้งชีวิตในเมืองหลวง ครูข้าวโพด บอกว่า ตอนที่ตัดสินใจสอบนั้น เกิดขึ้นพร้อม ๆ กับการเริ่มเบื่อชีวิตวุ่นวายในเมืองใหญ่ จนเธอตัดสินใจว่าจะกลับบ้านที่แม่ฮ่องสอนแล้ว จึงเลือกสอบบรรจุเป็นข้าราชการครู “หลังสอบติดครู ระหว่างรอบรรจุ ช่วงนั้นทำให้มีเวลาว่าง จึงฉวยโอกาสนี้ขี่รถจากปายไปเบตงเป็นการฆ่าเวลา เพราะต้องรอนานถึง 8 เดือนกว่าจะมีที่ลงให้กับตำแหน่งที่เราสอบได้ โดยเราได้รับการบรรจุเป็นครูผู้ช่วยสอนภาษาไทย ที่โรงเรียนบ้านม่วงป็อก ต.แสนไห อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่”

โมเมนต์มัดรวม 2 สิ่งที่รัก
สำหรับ “ทัศนคติต่ออาชีพครู” ในมุมของเธอ ครูข้าวโพดเผยว่า เธอคิดว่าการเป็นครูไม่ใช่แค่เป็นอาชีพที่ทำให้มีรายได้ แต่ที่เธอชอบอาชีพครู เพราะเป็นอาชีพที่ต้องพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา ยิ่งต้องสอนเด็ก ๆ ยุคใหม่ ถ้าครูรู้น้อยก็จะไม่สามารถสอนเด็กได้เลย ซึ่งการพัฒนาตัวเองในที่นี้ของเธอ ไม่ใช่แค่พัฒนาความรู้อย่างเดียว แต่ต้องพัฒนาจิตวิทยาการดูแลเด็กด้วย เพราะเด็กสมัยนี้ภูมิคุ้มกันจิตใจน้อยลงมาก ฉะนั้นครูยุคใหม่จะต้องเข้าให้ถึงจิตใจของเด็ก และต้องทำให้เด็ก ๆ ที่ดูแลรู้สึกว่าโลกนี้น่าอยู่ “โมเมนต์นี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต้องสร้างห้องเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย เพื่อทำให้เด็กรู้สึกอยากมาโรงเรียน หรืออยากมาหาครู” ครูข้าวโพดย้ำเรื่องนี้ พร้อมบอกว่า อาชีพครูต้องทำงานฟูลไทม์ จะทำเป็นเหมือนอาชีพเสริมไม่ได้ เพราะต้องทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจมาก ซึ่งแม้เธอจะชอบเอารถออกไปขี่ท่องเที่ยว แต่เธอไม่เคยเบียดเบียนเวลางานเลย
“เราจะไม่ทิ้งงานหลักเพื่อไปทำอย่างอื่น และตั้งแต่เป็นครูมา เราไม่เคยลางานเลย แต่เราก็ทิ้งสิ่งที่เราชอบอย่างการขี่มอเตอร์ไซค์ไม่ได้ เราก็เลยเอา 2 อย่างมามัดรวมกัน คือการขี่มอเตอร์ไซค์ไปสอนหนังสือบนดอย หรือหากเป็นเสาร์–อาทิตย์ก็จะขี่กลับบ้านที่ อ.ปาย โดยระยะทางไป–กลับก็ราว 500 กิโลเมตรได้ แต่หากเป็นช่วงปิดเทอมยาว ก็จะใช้เวลาช่วงนี้ออกไปใช้ชีวิตกับมอเตอร์ไซค์ เพื่อฟื้นพลังให้ตัวเอง” เป็น “ไทม์ไลน์ชีวิต” ครูสาวสายไบค์เกอร์ โดยทาง “ทีมวิถีชีวิต” ยังถามถึง “หลักบริหารเวลาให้ลงตัว” เธอยิ้ม ก่อนแย้มเคล็ดลับว่า “เราก็ต้องจัดบาลานซ์ให้ดี ๆ เวลาสอนหนังสือก็สอนให้เต็มที่ เวลาเที่ยวก็ต้องสนุกให้สุด ๆ” …เป็น “ปรัชญามัดรวม” ที่ครูชอบแว้นเที่ยวคนนี้ระบุ


อีก 2 ลุค 2 สไตล์ของครูข้าวโพด
ครูข้าวโพด เธอมี เฟซบุ๊ก “ข้าวโพดน้อย อินวันเดอร์แลนด์” ซึ่งเจ้าตัวเล่าว่า ช่วงที่เริ่มทำเพจเป็นช่วงที่ทำงานเป็นครูอัตราจ้างที่ จ.เชียงใหม่ โดยก็เริ่มจากความชอบและอยากมีรายได้จากการทำเพจด้วย ที่สำคัญคือตอนนั้นเธออยากทำโฮมสเตย์ จึงอยากให้ตัวเองเป็นที่รู้จักมากขึ้น เพราะมองว่าถ้ามีคนรู้จักมากขึ้น ทุกอย่างก็จะง่ายขึ้น แต่กลายเป็นว่าหลังจากที่ทำเพจไป กลับทำให้เธอเริ่มรู้สึกหวงความเป็นส่วนตัวและรักสันโดษมากขึ้น บวกกับช่วงนั้นบรรจุเป็นครูแล้ว รายได้จึงเพียงพอต่อการใช้ชีวิต จึงไม่ได้มองเรื่องรายได้จากการทำเพจ แต่มองเน้นที่ขี่รถท่องเที่ยวที่เป็น “แหล่งชาร์จพลังงานชีวิต” มากกว่า
“หลัง ๆ มาไม่ค่อยได้ขี่ทริปยาวนานแบบบ้าระห่ำเหมือนแต่ก่อนแล้ว แต่เป็นการเดินทางท่องเที่ยวไปที่เดียว และอยู่ตรงนั้นยาวหลายวันมากกว่า จะได้ซึมซับชีวิตกับบรรยากาศให้ซาบซึ้งหรือได้ลึกซึ้งมากขึ้น ซึ่งต่างกับสไตล์การขี่รถท่องเที่ยวระยะแรก ซึ่งการขี่รถยาว ๆ อาจทำให้เราตกหล่นเรื่องราวที่น่าสนใจ ที่อาจจะซุกซ่อนอยู่ในระหว่างการเดินทาง ก็เลยลองเปลี่ยนสไตล์การขี่ดู เพราะอยากเที่ยวแบบเชิงลึกมากขึ้น” ครูสาวสายไบค์เกอร์บอก
ช่วงท้าย ๆ ของการสนทนากัน “ข้าวโพด-สนธยา” คุณครูสาวสายไบค์เกอร์ บอกถึง “เป้าหมายในอนาคต” ว่า ถ้าเป็นไปได้ก็อยากกลับไปเป็นครูสอนหนังสือที่บ้านเกิด อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน เพราะอยากกลับไปใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัว เพราะสุดท้ายแล้วบ้านเกิดเป็นสถานที่ที่อยู่แล้วสบายใจสุด นอกจากนั้นยังอยากกลับไปทำ “ความฝันอีกเรื่อง” ให้สำเร็จ นั่นคือ “มีโฮมสเตย์ของตัวเอง” โดยถ้าทำสำเร็จเธออยากให้เป็นพื้นที่แห่งความสุข เป็นที่พักใจให้กับหลาย ๆ คนด้วย ขณะที่ “เส้นทางสายไบค์เกอร์” นั้น ข้าวโพดได้มีการย้ำโดยบอก “ทีมวิถีชีวิต” ทิ้งท้ายว่า “วันหนึ่งเมื่อถึงเวลา ข้าวโพดก็คงต้องเลิกขี่ เพราะเราคงขี่แบบนี้ไปตลอดชีวิตไม่ได้แน่ แต่ตอนนี้ยังมีแรงขี่ ก็เลยขี่ได้อยู่ แต่ต่อให้ไม่ได้ขี่หรือขี่ไม่ไหวแล้ว…ยังไงก็ไม่คิดเลิกรักการขี่มอเตอร์ไซค์”.

‘แว้น’ ปรับใช้ ‘เชื่อมโยงชีวิต’
“การขี่มอเตอร์ไซค์มันช่วยเชื่อมโยงชีวิตกับสิ่งรอบตัวได้อย่างน่าแปลกประหลาดมาก ๆ ทำให้เราได้อะไรมากมายจากไลฟ์สไตล์ชีวิตแบบนี้” คุณครูสาว “ข้าวโพด-สนธยา ทิวทองนำชัย” ระบุเพิ่มเติมกับ “ทีมวิถีชีวิต” เพื่อสะท้อนว่า โลกหลังแฮนด์ช่วยให้เห็นโลกในมุมมองใหม่ ๆ ที่สำคัญยังนำมาปรับใช้กับการดำเนินชีวิตได้ด้วย เพราะขี่มอเตอร์ไซค์นั้น คนขี่จะต้องมีสติกับสมาธิตลอดเวลา และทุกครั้งที่จะออกไป คนขี่จะต้องมีแผนทุกครั้ง โดยเธอบอกว่า จำได้แม่นมากกับคำพูดของพี่คนหนึ่ง ที่เคยพูดกับเธอว่า “ถ้าไม่เห็นทางออกไม่บิดคันเร่ง” หมายความว่า เวลาจะขี่มอเตอร์ไซค์ที่มีรถบนถนนมากมาย ถ้ายังไม่เห็นว่าไปแล้วปลอดภัยก็จะยังไม่ออกไปจากจุดนั้น ต้องแน่ใจเสียก่อนว่าบิดไปแล้วต้องปลอดภัยถึงไป…
“เราก็เอามาเชื่อมโยงชีวิตว่า เมื่อเราเจอปัญหาชีวิตและยังไม่เจอทางออก อย่าเพิ่งรีบพุ่งชนไปทางใดทางหนึ่ง เพราะมันอาจไม่ใช่ทางออก แต่อาจยิ่งพาเราให้ไปเจอทางตันมากขึ้น ดังนั้นถ้ายังไม่แน่ใจก็ให้รอและมองหาทางออกที่ดีกว่าที่ปลอดภัยต่อไป” เป็นอีกปรัชญาชีวิตที่สาวคนนี้ตกตะกอนจากคำคมของพี่คนหนึ่ง และอีกเรื่องที่เธอได้จากการขี่มอเตอร์ไซค์คือ “ช่วยให้เจอบาลานซ์ชีวิต” โดยมอเตอร์ไซค์จะมีจุดบาลานซ์อยู่ แต่ละคันจะมีบาลานซ์ไม่เหมือนกัน ซึ่งถ้าคนขี่บาลานซ์ไม่ได้ รถจะเอียงเสี่ยงต่ออุบัติเหตุ แต่ถ้าบาลานซ์ได้ ไม่เพียงช่วยให้ควบคุมรถได้ดี ยังทำให้รถเบาขึ้น จึงไปถึงเป้าหมายเร็วขึ้น “เหมือนกับชีวิต ถ้าเราเจอบาลานซ์ดี แม้ไม่สามารถควบคุมทั้งหมดได้ แต่ก็ช่วยให้ปัญหาเบาลงได้”.
บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์ : รายงาน



