เห็นกรณีนายกฯเสี่ยนิดแล้ว ก็น่าสนใจว่า “ตกลงเราเชื่อเรื่องการรับโทษไถ่บาป และการอภัยโทษแค่ไหน” เพราะถ้าแต่งตั้งคนเคยติดคุกมาดำรงตำแหน่ง แล้วบอกว่า คนตั้งขาดคุณธรรมจริยธรรม ..แบบนี้ก็หมายถึงยังตีตราคนผ่านคุกว่า คือราคีไม่มีวันเลือน.. แล้วถ้าผ่านการขอพระราชทานอภัยโทษ, นิรโทษกรรมมา ถือว่า ล้างความผิดแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดไม่มีมลทินมัวหมองได้หรือไม่ ..จากกรณีนายกฯเสี่ยนิดก็น่าจะพึงสังวรณ์ พึงระวังตัว หรือ ฯลฯ กันบ้าง ว่า “อย่าไว้ใจอะไรง่ายๆ” แล้วเป็นไง พูดแบบมั่นใจว่า เชื่อว่ารอด พอตอนนี้เลยไม่ได้เตรียมแผนสองแผนสาม

และไม่ทราบคิดอย่างไรที่เอานายชัยเกษม นิติสิริ เป็นแคนดิเดตนายกฯ คนที่สาม ซึ่งเจ้าตัวเป็นคนไม่ใช่ “คนคุ้นเคย”ทางการเมือง ที่มีบทบาทในการบริหาร หรือเปิดตัวโชว์วิสัยทัศน์ต่อสื่อนัก พอถึงเวลาต้องโหวตนายกฯ คนใหม่แทนนายกฯอิ๊งค์ แพทองธาร ชินวัตร เลยว้าวุ่นกันไป ว่า แคนดิเดตนายกฯคนนี้จะสร้างคะแนนนิยม ในภาวะที่พรรคกำลังฐานเสียงง่อนแง่นได้ดีแค่ไหน แต่เมื่อเหลืออยู่คนเดียวก็ต้องดันกันไป
การที่ไม่มีแผนสำรองที่แข็งแรง กรณีนายกฯอิ๊งค์ ทำให้หลังศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัยว่า นายกฯอิ๊งค์ขาดคุณสมบัตินายกฯ เพราะขาดคุณธรรมจริยธรรม ( เมื่อบอกว่าไม่มีคุณสมบัติ ก็คือตัดสิทธิ์ตลอดชีวิตกลายๆ ) ทำให้ “เสี่ยหนู”อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่ท่าจะพกความแค้นมาเต็มเปี่ยม เรื่องปรับฟ้าผ่าพ้น รมว.มหาดไทย ( อาจพกเรื่องเขากระโดง เรื่องข้อหาฮั้ว สว. มาด้วย ) ก็เจรจาต่อไม่รอแล้วนะ ยื่นข้อเสนอพรรคประชาชน ( ปชน.) ขอร่วมรัฐบาล ยอมตามเงื่อนไขเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ( ปชน.โหวตให้ไม่ร่วมรัฐบาล ) ทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ( ส.ส.ร.) ยกร่าง แล้วยุบสภาในปีนี้

เพื่อไทยพอตั้งตัวได้ เกทับทันที ยุบสภาก่อน 4 เดือนก็ได้ พร้อมอ้อนหวาน…เรามีอุดมการณ์เดียวกันเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วมาช่วยกันจัดการพวกฮั้ว สว. จัดการเขากระโดง ซึ่งน่าตลกพิลึก ถ้าเงื่อนไขของเพื่อไทยมีสองคดีนี้ติดไป ก็คดีมันอยู่ในชั้นข้าราชการประจำดำเนินการ เขากระโดงดีเอสไอสอบอยู่ จะให้รับเป็นคดีพิเศษ เขาก็บอกแล้วว่า ต้องให้การรถไฟแห่งประเทศไทย ( รฟท.) ฟ้องมา..อีแบบนี้แปลว่า “เพื่อทุบเขาเรายอมทุกอย่าง” ขนาดใส่ไฟภูมิใจไทยเป็นเด็กน้อยฟ้องเพื่อน “อย่าไปคบกับมันมันขี้โกง” ก็ทำกันได้
ความที่ทางภูมิใจไทยชิงเจรจาก่อนได้เปรียบ ตอนนี้ก็เลยค่อนข้างเงียบๆ ปากกว่าพรรคเพื่อไทย ที่ฝั่งหนึ่ง ( ในพรรค ) เชิญชวนทอดสะพานอ่อนหวานให้ ปชน. อีกฝั่งเล่นเกมถล่มภูมิใจไทย ขุดเรื่องเขากระโดง เรื่องฮั้ว สว. เรื่อง สว.เป็นสีน้ำเงิน ไม่เป็นธรรม เอาเป็นว่า ตอนนี้เสี่ยหนูหายใจก็ผิด ..ซึ่งมันก็ดูตลกโปกฮาดีเวลาอ่านข่าวเขาง้อกัน สำนวนภาษาพอๆ กับละคร เปิดเปลือยแบะท่าความอยากได้จนแทบไม่เหลือมาด
ด้านภูมิไทยยืนยันว่า ขณะนี้เสียงสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค เป็นนายกฯ เพียงพอจำนวน 138 เสียง ประกอบด้วย ภูมิใจไทย 69 เสียง กล้าธรรม 25 เสียง พลังประชารัฐ 18 เสียง รวมไทยสร้างชาติ กลุ่มนายสุชาติ ชมกลิ่น 16 เสียง ประชาธิปัตย์ 2 เสียง ไทยสร้างไทย 3 เสียง พรรคเล็ก 4 เสียง และเป็นธรรม 1 เสียง หากรวมกับพรรค ปชน. 143 เสียง จะได้ 281 เสียง ซึ่งพรรคภูมิใจไทยจะพยายามควบคุมไม่ให้เสียงเกิน 290 เสียง เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์เดิมที่พรรค ปชน.และพรรคภูมิใจไทยสื่อสารกันว่า จะไม่ให้เสียงเกินความจำเป็น ไม่ให้กลายเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากตาม ปชน.กังวล

ใดๆ ก็ตาม ตอนนี้ “เท้ง”ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ และพรรค ปชน.เนื้อหอมอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ( เรียกว่ายิ้มร่าได้ในวันที่ส้มหวาน) ชี้นกได้มากกว่านก ชี้ไม้ได้มากกว่าไม้ ..ก็ขนาดเงื่อนไขยุบสภาสี่เดือน เพื่อไทยลดแลกแจกแถมสุดฤทธิ์ บอกก่อนสี่เดือนก็ได้ ..ไม่รู้ที่ยอมขนาดนี้ เพราะไม่ไว้ใจนายชัยเกษมดึงคะแนนนิยมให้พรรคหรือไม่ ? จะให้ใครนั่งว่าการหลังม่านก็ตาม หน้าม่านมันก็ต้องมีบารมีทางการเมืองระดับหนึ่ง คนอื่นในพรรคช่วยกันแบกก็ไม่ไหว
แต่ค่าที่เคยถูกหักหลังหนัก ตอนชลน่าน ศรีแก้ว แยกตัวจากพรรคก้าวไกลไปตั้งรัฐบาล แบบถูกเรียกว่า “ตระบัดสัตย์” ทำให้ทางพรรค ปชน.ก็ผวาว่า “โหวตไปแล้วจะหักหลังกันหรือไม่ ?”
ซึ่งก็ว่าอนิจจาเอ๋ย…ก็ผวาระแวงทั้งสองพรรคที่มาจีบนั่นแหละ ทั้งภูมิใจไทยทั้งเพื่อไทย ว่า เกิดไปหนุนใคร แล้วต่อมาเขาดันดูดกันไปมารวมเสียงกันได้ อ้างเป็นข้อตกลงเพื่อชาติบ้านเมืองเดินหน้าต่อได้ เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยไม่ได้รับความเชื่อมั่นจากต่างชาติมันดูไม่มีเสถียรภาพ บลาๆ ขั้วเพื่อไทย ภูมิใจไทยดันไปรวมกันเอง จนได้เสียงข้างมากในสภา คราวนี้ถีบพรรค ปชน. ไปเป็นฝ่ายค้านพรรคเดียว ก็คงเสียรู้ เจ็บใจ

อะไรก็เกิดขึ้นได้จริงๆ ทางการเมือง ขนาดพรรคส้มได้คะแนนเลือกตั้งอันดับหนึ่งยังเป็นฝ่ายค้าน ตัดสินใจยังไงก็โดนด่า ส้มก็เลยยังคิดไม่ตก จนกว่าจะถึงวันนัดโหวตนายกฯ แต่ก็มีทางเผื่อใจไว้ว่า อาจกดดันให้พรรคเพื่อไทยยุบสภาแทน เพราะพรรคก็เห็นว่าเป็นทางออกที่เหมาะสมที่สุดแต่ต้น แถมตอนนี้กระแสพรรค ปชน.ก็ดีมาก แต่เพื่อไทยก็คงกลืนไม่เข้าคายไม่ออกถ้าจะยุบ เพราะคะแนนนิยมพรรคดิ่งเหวหัวทิ่มอยู่ตอนนี้ และยังมีข้อตีความว่า “ปฏิบัติราชการแทนนายกฯ นำทูลเกล้าฯ พ.ร.ฎ.ยุบสภาได้หรือไม่ ?” ใครรับรองก็ไม่เท่าศาลรัฐธรรมนูญ ก็ทั้งคดีนายกฯ อิ๊งค์ นายกฯเสี่ยนิด เชื่อกันไปเองหลายแบบว่ารอด แต่ออกมามันไม่เหมือนที่เชื่อสักนิด..มีปัญหาอีกก็ต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความ
รอศาลรัฐธรรมนูญตีความไม่รู้เสร็จเมื่อไรอีก จะให้ปฏิบัติหน้าที่แทนไปเรื่อยๆ ไม่มีอำนาจเต็มก็มีปัญหาทำอะไรติดขัดไปหมด มีอีกทางหนึ่งที่พอจะไปรอด คือ เพื่อไทยกับภูมิใจไทยต้องกลับมาสมานสามัคคีกันเอง หลังจากเหม็นขี้หน้ากันไปจากเหตุการณ์ดึงกระทรวงมหาดไทย ..อย่างที่ว่า การเมืองผลประโยชน์ถึงอะไรก็คุยกันได้ รวมเสียงทุกพรรคยกเว้น ปชน. แล้วตั้งรัฐบาล แต่เพื่อไทยอาจต้องยอมให้เสี่ยหนูเป็นนายกฯ ..
นี่คือบรรยากาศเบื้องต้น ณ วันที่ 1 ส.ค.ผู้ตัดสินใจหลักคือพรรค ปชน. เหมือนโดนบีบให้ต้องเลือก ทั้งที่เหมือนจะไม่อยากรับเทียบเชิญเท่าไร เลือกฝั่งไหนก็โดนด่า จะบี้ให้ยุบสภา ก็ไม่ชัดว่ารักษาราชการแทนนำขึ้นทูลเกล้าฯ ได้หรือไม่.
………………………………………………………
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”



