ซึ่งทั้งเรื่องราวเบื้องหลังในการสร้างสรรค์ผลงานบนเรือนร่าง กับเส้นทางชีวิตของสาวคนนี้ ก็น่าสนใจ ที่วันนี้ “ทีมวิถีชีวิต” จะพาไปสัมผัสเรื่องราวและทำความรู้จักกับเธอคนนี้…

กลอย-กาญจนา” ปัจจุบันเธออายุ 37 ปี โดยเป็นเจ้าของเพจเฟซบุ๊ก และร้านสักชื่อ “Lady Artist Tattoo” ซึ่งตั้งอยู่ที่ จ.เชียงราย โดยเธอเล่าประวัติว่า เป็นคนเชียงรายโดยกำเนิด ซึ่งเธอเป็นลูกสาวคนโตในจำนวนลูก ๆ 2 คนของ คุณพ่อ-อภิชัย และ คุณแม่-อุบล โดยพื้นเพครอบครัวของเธอมีอาชีพทำนา แต่ด้วยความที่เธอรักในงานศิลปะตั้งแต่เด็ก เรื่องการเรียนเธอจึงเลือกเรียนสาขาวิชาวิจิตรศิลป์ ที่คณะศิลปกรรม วิทยาลัยอาชีวะศึกษาเชียงราย ขณะที่สถานะความรัก ปัจจุบันสาวนักสักคนนี้ เธอแต่งงานมีครอบครัวแล้ว สามีคือ กวินทร์ เจริญกิจ โดยมีลูกสาว 1 คน คือ น้องเพ้นท์

เธอเล่าย้อนให้ฟังว่า หลังเรียนจบระดับ ปวส. เธอก็เริ่มต้นชีวิตการทำงานด้วยการเป็นพนักงานบัญชีที่ร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าแห่งหนึ่งจากการแนะนำของคนรู้จัก ซึ่งเธอต้องหางานประจำทำไปก่อน เนื่องจากเมื่อก่อนอาชีพทำงานศิลปะมีช่องทางค่อนข้างน้อย และไม่ค่อยมีงานรองรับเท่าไหร่ โดยถึงแม้เธอจะไม่ได้เรียนจบด้านบัญชี แต่ด้วยความเป็นคนหัวไว จึงค่อย ๆ เรียนรู้ จนสามารถทำบัญชีได้ ต่อมาทางเจ้าของบริษัทที่ทำงานอยู่ทราบว่าเธอเรียนมาทางศิลปะ และเคยเห็นฝีมือการเขียนตัวหนังสือของเธอ ซึ่งสวยถูกใจเจ้าของบริษัท ทางเจ้าของบริษัทจึงให้เธอช่วยทำป้ายและเขียนป้ายให้กับทางร้านด้วย

กลอย เล่าอีกว่า ทำงานบัญชีอยู่ประมาณ 3 ปี เธอก็รู้สึกว่างานที่ทำเครียดและหนัก แถมเงินเดือนไม่ค่อยพอใช้ จึงตัดสินใจลาออกไปเป็นพนักงานขายเสื้อผ้าแบรนด์ผู้ชายที่ห้างแห่งหนึ่ง เพราะมีค่าคอมมิชชั่นให้ด้วยทำให้มีรายได้มากขึ้น ซึ่งเธอทำอยู่ 5 ปี ก็รู้สึกมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าไม่ใช่แนวที่ตัวเองชอบ ก็เลยลาออกมาเป็นพนักงานประจำร้านกาแฟแบรนด์หนึ่ง เพราะอยากทำงานศิลปะที่เรียกว่าลาเต้อาร์ท แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำ จึงทำงานในร้านกาแฟนี้อยู่ประมาณ 2 ปี แล้วก็ลาออกมาค้นหาตัวเองอีกครั้ง โดยในระหว่างที่เป็นพนักงานร้านกาแฟ เธอก็เริ่มสังเกตเห็นคน “สักลาย” กันเยอะ ก็เลยเริ่มสนใจงานด้านนี้ จนเริ่มศึกษาเรื่องของอุปกรณ์การสักลายจากเฟซบุ๊ก และเริ่มมั่นใจว่าอยากจะเริ่มต้นอาชีพนี้ของตัวเอง พอดีกับช่วงนั้นเริ่มมีแฟนแล้ว ก็เลยเล่าให้แฟนฟัง ทางแฟนของเธอก็บอกว่าพร้อมจะช่วยซัพพอร์ตให้ เธอก็เลยเริ่มวางแผนอนาคตร่วมกัน

เมื่อก่อนตอนทำงานร้านกาแฟทำงานเป็นกะ ก็เริ่มอยากจะมีรายได้ที่เยอะขึ้น หลังเลิกงานเราก็เลยไปรับวาดรูป เป็นงานภาพเหมือน โดยโพสต์เฟซบุ๊กว่ารับวาดรูป ปรากฏมีคนติดต่อจ้างมาให้ทำเรื่อย ๆ แต่การวาดรูปค่อนข้างใช้เวลานาน และช่วงนั้นพยายามหาเงินด้วย เราก็เลยเริ่มศึกษาเรื่องงานสัก เพราะเห็นว่าช่างสักเป็นงานที่รายได้ดี เพราะครอบครัวยากจน ซึ่งรายได้ที่รับมาจากการทำงาน เราจะต้องส่งให้ทางบ้านทุก ๆ เดือนด้วย”

เธอเล่าต่อไปว่า ศึกษาและฝึกสักจากการดูในอินเทอร์เน็ตอยู่ 3 เดือน ก็ตัดสินใจกู้เงินมา 5 หมื่นบาท นำมารวมกับเงินของแฟนที่ช่วยซัพพอร์ต เพื่อตั้งต้นเปิดร้านรับสัก ซึ่งตอนนั้นถือเป็นช่วงคาบเกี่ยว ก็ตัดสินใจลาออกจากการทำงานที่ร้านกาแฟ เพราะอยากมีธุรกิจของตัวเอง โดยหลังเปิดร้านสักได้สำเร็จ เธอก็เริ่มโปรโมทร้านผ่านทางเฟซบุ๊ก ซึ่งช่วงแรก ๆ ลูกค้าที่มาใช้บริการจะเป็นกลุ่มเพื่อน ๆ และคนรู้จัก ทั้งนี้ เธอบอกว่า หลังเปิดร้านรับสักได้แค่ 10 วัน ปรากฏรายได้มากกว่าตอนทำงานประจำเสียอีก และเธอยังบอกอีกว่าจุดเด่นของตัวเธอนั้น น่าจะเป็นเรื่องของ การไม่ยอมหยุดพัฒนาตัวเอง ทำให้เธอจึงหมั่นหาข้อมูลและไปลงเรียนการสักเพิ่มเติมอยู่ตลอด รวมถึงลงทุนซื้อหนังเทียมและหนังหมูสด ๆ เพื่อนำมาใช้ฝึกปรือฝีมือการสักของตัวเอง โดย “ครูคนแรกที่ใช้เป็นแบบสัก” ก็คือ “สามี” ส่วนลูกค้าจริง ๆ คนแรกของเธอนั้นเป็นลูกค้าผู้หญิง

กับสามี และลูกสาว

ลูกค้าคนแรกในชีวิตเป็นผู้หญิงที่มาขอให้สักแนวมินิมอล (Minimal) เป็นลายขนนกที่หน้าอก ซึ่งตอนนั้นตื่นเต้นมาก กลัวลูกค้าจะเจ็บ (หัวเราะ) แต่ก็ตั้งใจทำให้ดีที่สุด ผลปรากฏสักออกมาแล้วลูกค้าถูกใจมาก ๆ จึงให้ทิปเราด้วย และบอกว่าจะแนะนำร้านนี้ให้เพื่อน ๆ ด้วย เราก็เลยยิ้มหน้าบานเลย” กลอยเล่าถึงการรับสักงานแรกในชีวิต ทั้งนี้ ในฐานะช่างสัก กลอยบอกว่าถ้าเทียบกับคนที่ไม่มีฝีมือหรือไม่มีศิลปะเลยก็คงทำออกมาแบบนี้ไม่ได้ แต่เพราะเธอมีพื้นฐานศิลปะจึงเรียนรู้ได้ไว และส่งผลให้ลายที่สักสวยและชัดเจน ลูกค้าจึงชอบมาก จนแวะเวียนกลับมาให้ลงลายเพิ่มเรื่อย ๆ ประกอบกับเธอหมั่นพยายามพัฒนาฝีมือเสมอ ทำให้จากเดิมที่ตอนลงมือสักครั้งแรกต้องใช้เวลานานถึงชั่วโมงกว่า ๆ แต่ตอนนี้แค่ลงลายราว ๆ 30 นาที ผลงานก็เสร็จแล้ว ทำให้ร้านสักของเธอจึงยืนระยะมาได้ยาวนานกว่า 10 ปีแล้ว

ที่ร้านมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักเพราะมีนักฟุตบอลเชียงรายยูไนเต็ดมาสักแล้วไปโพสต์ จนเป็นการโฆษณาแบบปากต่อปาก มีชาวต่างชาติมาใช้บริการด้วย ตอนนี้ก็มีกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติแวะเข้ามาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง เพราะเขาเสิร์ชหาร้านสักในเชียงรายแล้วก็จะมีชื่อของร้านกลอยขึ้นมาเป็นร้านแรก ๆ ทำให้เรารู้สึกภูมิใจมาก”

กลอย ยังบอกว่า ในมุมมองของเธอ “รอยสักเป็นงานศิลปะ ที่ช่างสักจะต้องทำงานร่วมกับลูกค้า”การสักลายให้ดูดีเป็นหน้าที่ช่าง แต่การดูแลทั้งช่วงก่อนและหลังสักเป็นหน้าที่ลูกค้า โดยคุณภาพของผิวหนังที่จะลงลายสักมีผลค่อนข้างมาก ถ้าผิวชุ่มชื้นสุขภาพดี ไม่หยาบกร้าน จะทำให้สักติดได้ง่ายกว่าผิวที่แห้ง เธอจึงมักจะแนะนำให้ลูกค้าเตรียมตัวก่อนที่จะเข้ามาสัก ด้วยการแนะนำให้ลูกค้าเตรียมผิวของตัวเองให้สมบูรณ์ที่สุด เช่น หมั่นทาโลชั่นมาก่อน ส่วนเรื่องของสีผิว ถ้าสักขาวดำจะไม่ค่อยมีผลนัก แต่หากเป็นการสักสี จะดูสดหรือไม่สดก็จะขึ้นอยู่กับสีผิวด้วย เช่น ถ้าคนสีผิวเข้ม สีที่สักก็อาจไม่ได้สดใสมาก ดังนั้นช่างสักต้องทำให้ลูกค้าเข้าใจ และอีกอย่างคือ ถึงแม้รอยสักจะอยู่ถาวร แต่ก็สามารถซีดจางไปตามเวลาได้เหมือนกัน

ผลงานสักฝีมือ “ช่างกลอย”

และนอกจากนี้ เธอยังบอกอีกว่า “สไตล์การสัก” ของเธอจะเน้น แนวมินิมอล อาทิ ลายดอกไม้ ลายดาว ลายสัตว์ต่าง ๆ กับงานสักประเภทตัวอักษร ซึ่งเมื่อก่อนช่วงเริ่มต้นอาชีพใหม่ ๆ เธอจะรับสักหลายแนว มักจะเป็นงานที่มีขนาดใหญ่ เช่น สักเต็มหลัง สักขาและแขน แต่หลัง ๆ เธอรู้สึกว่าไม่ใช่แนวของตัวเอง จึงเปลี่ยนมาเน้นสักในแนวที่เธอชอบ เช่น ดอกไม้ นก และสัตว์เลี้ยงต่าง ๆ หรือไม่ก็เป็นแนวตัวอักษร ซึ่งเป็นสไตล์ที่ผู้หญิงส่วนใหญ่ชื่นชอบ

ตอนนี้ลูกค้าผู้หญิงเริ่มเข้ามาที่ร้านมากกว่าผู้ชาย ซึ่งเราก็โอเคมาก เพราะแต่ก่อนที่สักผู้ชายมักจะเป็นงานชิ้นใหญ่ ๆ เพราะผู้ชายจะชอบสักแบบเต็มหลัง ซึ่งค่าฝีมือก็จะอยู่ที่ 12,000-15,000 บาท แต่ค่อนข้างใช้เวลานาน ต้องสักแทบทั้งวัน แถมบางงานวันเดียวรอบเดียวไม่เสร็จ จะต้องนัดมาลงสีต่ออีกหลายครั้งกว่าจะได้ชิ้นงานสมบูรณ์ ก็เลยชอบงานแนวมินิมอลมากกว่า เพราะทำวันเดียวแล้วจบเลย”

ส่วนขั้นตอนการรับงานสักนั้น เธอบอกว่า ขั้นแรกต้องคุยกับลูกค้าเรื่องลวดลาย ถ้าลูกค้าไม่สะดวกมาร้านก็ให้หาตัวอย่างจากอินเทอร์เน็ตมาได้เลย แล้วเธอก็จะเอามาปรับเปลี่ยนเพื่อนำมาแกะแบบ ร่างแบบสเก็ตช์ หรือวางแบบให้ลูกค้าดู โดยถ่ายรูปจากแขนลูกค้า แล้ววางแบบที่ทำในแทบเล็ตส่งไปให้ลูกค้าดูก่อนว่าลูกค้าโอเคไหม แต่ถ้าลูกค้ามาที่ร้านเอง เธอก็จะพิมพ์ลวดลายออกมาให้ลูกค้าดูเลย แล้วถึงจะนัดคิวสัก ทั้งนี้ เธอบอกว่าตั้งแต่เปิดร้านสักมา 10 ปี ที่ร้านก็มีช่างสักคือตัวเธอคนเดียว ส่วนแฟนของเธอจะถนัดงานกราฟิก การตลาด และช่วยโพสต์เฟซบุ๊ก โดยเธอกับแฟนจะแบ่งงานกันทำ

แนวที่เน้นสักในช่วงหลัง ๆ

ช่วย ๆ กันทำค่ะ อย่างแฟนจะช่วยลบรอยสักลูกค้า ช่วยทำงานกราฟิก กับจัดเก็บทำความสะอาดอุปกรณ์ เพราะสิ่งสำคัญในการสักคือเรื่องของความสะอาด โดยเข็มสักที่ใช้แล้วหลังทำความสะอาดก็ต้องนำไปอบฆ่าเชื้ออีกรอบ เพื่อความปลอดภัยของตัวลูกค้า อีกทั้งร้านสักจะต้องผ่านการตรวจของกรมอนามัย โดยจะมีเจ้าหน้าที่มาตรวจร้านเป็นระยะ ๆ และร้านจะต้องรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย อย่างเข็มที่ใช้สักแล้วจะทิ้งลงถังขยะเลยไม่ได้ แต่ต้องแพ็คใส่ถุงสีแดงรัดถุงปิดปากให้เรียบร้อย แล้วเอาไปฝากทิ้งที่โรงพยาบาล และภายในห้องสักจะต้องทำโซนแยกกันเป็นสัดส่วน เช่น ห้องลบลายสัก 1 ห้อง ห้องสัก 1 ห้อง กับต้องมีความเป็นส่วนตัว ส่วนงานลบรอยสักนั้น ก็มีมาเรื่อย ๆ แต่ไม่เยอะมาก ส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าที่ไปสอบราชการ หรือคนที่ไม่ต้องการเห็นรอยสักเก่าของตัวเอง ซึ่งงานลบรอยสักเป็นงานที่ยาก เพราะต้องใช้เวลาทำค่อนข้างนาน”

ทั้งนี้ สำหรับชีวิตในวันนี้ “ช่างสักสาว” บอกเราว่า วันนี้มีความสุขมาก ๆ กับเส้นทางอาชีพและชีวิตที่เลือกมาเป็น “ช่างสัก” เพราะเกิดจากความรักในสิ่งที่ทำ ซึ่งเธอลองนั่งนึกย้อนดู ก็ทำให้ค้นพบสัจธรรมชีวิตว่า“การจะทำงานอะไรก็ตามให้ออกมาดีสิ่งสำคัญคือต้องมี Passion” โดยอาชีพสักทำให้ได้ทำงานศิลปะเหมือนกับการได้วาดรูป แถมทำแล้วเลี้ยงตัวเอง และมีรายได้ดีด้วย เธอจึงแฮปปี้ที่สุดกับช่วงเวลานี้ และยิ่งได้เห็น “รอยยิ้มลูกค้า” ที่ชอบผลงานที่เธอทำ เธอก็ยิ่งรู้สึกดีใจและภูมิใจยิ่งขึ้น จนเป็นเหมือน “รางวัลโบนัส” ให้กับการทำอาชีพนี้ของเธอก็ว่าได้

กลอย-กาญจนา” ได้เล่าทิ้งท้ายด้วยว่า… “ลูกค้าบางคนก็เลือกมาสักเพราะเป็นเหมือนบันทึกความทรงจำ เช่น มีลูกค้าต่างชาติมาสักชื่อลูก 3 คน และมีรอยเท้าน้องหมา เพื่อเอาไว้ให้ตัวเขาได้ระลึกถึง ส่วนถ้าถามว่าการเป็นช่างสักต้องมีพื้นฐานศิลปะมั้ย แต่ก่อนอาจใช่ แต่เดี๋ยวนี้ก็ไม่จำเป็นแล้ว เพราะยุคนี้มีโรงเรียนที่สอนการสักให้ศึกษาได้โดยตรงเลย ซึ่งเมื่อก่อนจะไม่มี คนที่จะเป็นช่างสักในสมัยก่อนจึงต้องฝึกเอง แต่ถึงแม้ยุคนี้จะมีแหล่งให้เรียนรู้เยอะ และมีอุปกรณ์ทันสมัยขึ้น…จุดชี้ขาดก็อยู่ที่ฝีมือและบริการอยู่ดี”.

ตะมุตะมิ’ แนวน่ารัก ‘อินเทรนด์’

กลอยกาญจนา กุศล” ช่างสักสาว พูดถึง “เทรนด์ลายสักที่มาแรง” ว่า คือ แนวมินิมอล (Minimal) ที่เน้นลายไม่เยอะ จะน้อย ๆ แต่ดูชิค ๆ เท่ ๆ ซึ่งร้านสักหลาย ๆ ร้านก็เริ่มหันมาสักงานในสไตล์นี้กันมากขึ้น เพราะเป็นที่ต้องการของกลุ่มลูกค้า โดยที่ร้านของเธอนั้นลูกค้าที่เข้ามาสักลายในสไตล์มินิมอลนี้ ก็มีอาทิ ลายรูปสัตว์ ลายดอกไม้ ลายดาวต่าง ๆ โดยลูกค้ามักจะเลือกพื้นที่ลงรอยสัก เช่น ข้อมือ ข้อเท้า และหลังใบหู โดยกลุ่มลูกค้าผู้หญิงจะชอบสไตล์นี้มากที่สุด เพราะดูเก๋ ดูมีสไตล์

เราก็พยายามเน้นงานแนวน่ารัก ๆ แนวตะมุตะมิ (หัวเราะ) เพราะต่อให้สักลาย แต่ผู้หญิงก็ยังอยากได้ความอ่อนโยนอยู่ เราจึงเน้นลงสีพาสเทลอ่อน ๆ ดูหวาน ๆ หรือบางคนก็มาขอให้สักโค้ดลับให้ก็มี เพื่อเอาไว้เป็นรหัสลับรู้ที่กันแค่สองคนกับแฟน.”

เชาวลี ชุมขำ : รายงาน