“ประชาธิปัตย์” ถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้งหนึ่ง หลัง “นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน” ขอลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค โดยให้เหตุผลว่า มีปัญหาเรื่องสุขภาพ ทั้งโรคความดันสูงและกระเพาะอาหาร เพียงแต่หลายคนอาจมีคำถาม ทำไมอดีตผู้นำพรรคเก่าแก่ ถึงมาเกิดมีอาการป่วยในช่วงที่พรรคต้นสังกัดกำลังอยู่ในภาวะ
ระส่ำระสาย
ต้องตกอยู่ในสภาพฝ่ายค้าน มี สส.แหกมติไปยกมือ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่การตัดสินใจที่นำมาสู่ ปัญหาความแตกแยก ในพรรค คือการนำพาพรรคเข้าไปร่วมรัฐบาลกับ “เพื่อไทย” ซึ่งเป็นคู่แข่งทางการเมืองมาอย่างยาวนาน ทั้ง ๆ ที่นับตั้งแต่ “นายทักษิณ ชินวัตร” เข้ามาทำงานการเมือง ในนาม “ไทยรักไทย” ต่อมาจนถึงเพื่อไทย “ประชาธิปัตย์” ก็เล่นบทตรวจสอบอย่างเข้มข้น
โดยเฉพาะการสร้างผลงานที่ประทับใจ เปิดโปงที่ไปที่มาของ ที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ ในระหว่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจโดย “นายถาวร เสนเนียม” อดีตแกนนำคนสำคัญของพรรคสีฟ้า จนทำให้ “นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์” อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ถูกจำคุกเป็นเวลา 2 ปี
กรณีเป็นรักษาการปลัดกระทรวงแล้ว ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ในการลงนาม “รับรองการซื้อขายที่ดิน” จำนวน 732 ไร่ ระหว่าง วัดธรรมิการามวรวิหาร กับ บริษัท อัลไพน์กอล์ฟ เรียลเอสเตท จำกัด และ บริษัท อัลไพน์กอล์ฟสปอร์ตคลับ
จำกัด ซึ่งเป็นการกระทำตั้งแต่สมัยเป็นอธิบดีกรมที่ดิน ซึ่งที่ดินดังกล่าวเป็นที่ธรณีสงฆ์ และยังกลายเป็นปัญหาพัวพันกับ ตระกูล “ชินวัตร” จนถึงปัจจุบัน
หรือการเปิดโปงการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว โดย “นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม” ในสมัยยังเป็นสมาชิกพรรคสีฟ้า จน กลายเป็นตราบาป ครั้งสำคัญของพรรคเพื่อไทย เพราะ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ต้องกลายเป็นนักโทษหนีคดี หลังศาลฎีกาฯ มีคำพิพากษาจำคุก ในข้อหาปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตเกิดขึ้นในโครงการฉาว
อีกทั้งในระหว่าง “นายทักษิณ” มีบทบาททางการเมือง พรรคประชาธิปัตย์ถือเป็น ฝ่ายตรวจสอบสำคัญ และเปิดโปงการบริหารงาน ที่มีปัญหาเรื่อง ผลประโยชน์ทับซ้อน อย่างต่อเนื่อง จนทำให้เกิดเป็นคดีความ และทำให้อดีตนายกฯ สองสมัยต้องมารับกรรมในเรือนจำวันนี้
ดังนั้นการที่ “ประชาธิปัตย์” นำพาพรรคเข้า ไปร่วมเป็นรัฐบาล ในช่วง “น.ส.แพทองธาร ชินวัตร” เป็นนายกฯ ในระหว่าง “บิ๊กต่อ” เป็นผู้นำพรรค ซึ่งหลายคนเรียกแทนตัวนายเฉลิมชัย เลยทำให้ สร้างความผิดหวัง ให้กับคนในสังคม
ผลพวงจากการตัดสินใจครั้งนั้น กำลังรอคำพิพากษา ในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในอนาคต รวมทั้ง ความขัดแย้งภายในพรรค ผลงานระหว่าง การเป็นฝ่ายบริหาร ที่ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน สังคมจับต้องไม่ได้ นอกจากนี้ “นายเดชอิศม์ ขาวทอง” แกนนำคนสำคัญ ยังเดินเกมการเมืองผิด หลังเปิดศึกกับพรรคแกนนำรัฐบาล
แต่ไม่ว่าใครจะก้าวขึ้นมาทำหน้าที่ ผู้นำพรรคประชา ธิปัตย์ คนต่อไป ก็มีการบ้านข้อใหญ่ ที่ต้องทำหลายเรื่อง ทั้งการฟื้นศรัทธาประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งเคยเป็น ฐานเสียงหลัก การสร้างการยอมรับให้เกิดขึ้น ในส่วน บรรดาชนชั้นกลาง ที่อยู่ในเมืองหลวงและจังหวัดต่าง ๆ ที่เคยสนับสนุนพรรคเก่าแก่มาก่อน ซึ่งเป็นการบ้านที่ไม่ใช่เรื่องง่าย แม้บุคคลคนนั้นจะเป็น “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”
อย่าลืมว่าอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เคยเป็นนายกฯ มีบาดแผลจากการสลาย การชุมนุมของคนเสื้อแดง เมื่อปี 53 การ
กลับมาเป็นผู้นำพรรคอีกครั้ง เปรียบเสมือน สินค้ามีตำหนิ จะปลุกให้คนชั้นกลางและคนรุ่นใหม่ หันกลับมาสนใจได้อีกหรือไม่
แต่เหลือเวลาอีกไม่นานที่จะมี เลือกตั้งครั้งใหม่ การได้ “นายอภิสิทธิ์” มานำทัพก็อาจเป็นตัวเลือกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ก่อนที่จะไปสรรหาบุคลากรที่ไม่เคย ผ่านความบอบช้ำ สร้างความยอมรับ จนทำให้ “พรรคประชาธิปัตย์” กลับมาเป็นทางเลือกและอยู่ในหัวใจประชาชนอีกครั้ง.
“เขื่อนขันธ์”



