และสำหรับเรื่องที่ฝ่ายต่าง ๆ ในไทยยังต้องคิดทำกรณี “ภัยน้ำท่วม” ดังที่ระบุข้างต้นนั้น เป็นส่วนหนึ่งจากการสะท้อนไว้โดย ผศ.ดร.สร้อยสุดา เกสรทอง คณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผ่านรายการ The Convergence EP.101 ของ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่ง ณ ที่นี้ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะสะท้อนต่อข้อมูลที่น่าพินิจ ข้อมูลหัวข้อ…

ภัยน้ำท่วม ผลกระทบ ปัญหา

ผ่านมุมมองอาจารย์สาธารณสุข”

ทั้งนี้ จากสถานการณ์ที่ในไทยเกิด “ภัยน้ำท่วม” แทบจะทุกปี ทาง ผศ.ดร.สร้อยสุดา ได้สะท้อนไว้ โดยสังเขปมีว่า… ปัจจุบันเราก็ต้องยอมรับว่า ภัยพิบัติจะเกิดถี่ขึ้น และเวลาเกิดแล้วมักจะรุนแรงขึ้น บางที่ไม่เคยเกิดน้ำท่วม ก็อาจจะเกิดขึ้นได้ เพราะฉะนั้นก็ต้องแจ้งให้ประชาชนรับมือกับสถานการณ์ภัยพิบัติต่าง ๆ ให้ได้ เพื่อลดผลกระทบจากภัยพิบัตินั้น ๆ ซึ่งสำหรับ “ภัยน้ำท่วม”ที่เห็นแน่นอนคือความเสียหายที่เกิดขึ้น บ้านเรือนเสียหาย หรือพื้นที่การเกษตร การทำมาหากิน และ…

ปัญหาสุขภาพ” นี่ก็ “ประเด็นสำคัญ!!”

ผศ.ดร.สร้อยสุดา เกสรทอง

นักวิชาการท่านเดิมระบุไว้ต่อไปว่า.. หากพูดถึงผลกระทบจากน้ำท่วมในประเด็นปัญหาเรื่องสุขภาพ ก็จะเป็นเรื่องของ การเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นจากภาวะน้ำท่วม เช่น โรคระบบทางเดินหายใจ หรือตาแดง หรือโรคระบบทางเดินอาหาร ที่มาจากน้ำ จากอาหารที่รับประทาน และรวมถึง อุบัติเหตุต่าง ๆ เช่นเวลาเดินย่ำน้ำแล้วอาจจะไปถูกของมีคมบาด และที่สำคัญคือเรื่องของ ภัยสัตว์มีพิษ ที่อาจเข้ามาในบ้านเรือน เช่น งู ตะขาบ แมงป่อง เป็นต้น และที่ก็สำคัญอีกเรื่องคือเรื่องของ ปัญหาสภาพจิตใจ เพราะเมื่อคนเกิดความเครียด เกิดการสูญเสีย การเกิดผลกระทบทางด้านจิตใจอาจจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้

ทาง ผศ.ดร.สร้อยสุดา ยังสะท้อนไว้อีกว่า… การรับมือภัย” ถ้าจะจำแนกกรณีภัยน้ำท่วม หรือภัยพิบัติอื่น ๆ ก็ แบ่งได้ 3 ระยะ ได้แก่… ระยะแรก ก่อนเกิดภัย เป็นระยะที่ยังไม่เกิดภัย ยังไม่เกิดผลกระทบอะไร ระยะต่อมา เมื่อเกิดภัยขึ้นแล้วที่จะเกิดความเสียหายอะไรต่าง ๆ และอีกระยะก็คือ การฟื้นฟูหลังเกิดภัยการดำเนินการหลังจากที่ภัยนั้นสิ้นสุดลงไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม กรณี “ภัยน้ำท่วม” นั้น “สิ่งสำคัญที่สุดของการบริหารจัดการ” ในเรื่องของภาวะภัยฉุกเฉินก็คือ “เรื่องการป้องกันเพื่อที่จะลดผลกระทบ” ซึ่งเรื่องของการป้องกันก็เช่นต้องดูในเรื่องการบริหารจัดการน้ำ จะต้องดูว่าจะมีระบบจัดการน้ำอย่างไรที่จะเกิดความเชื่อมโยงกันตลอดเส้นทางผ่านของน้ำจากจังหวัดหนึ่งไปจังหวัดหนึ่งด้วย

และ เรื่องความเข้มแข็งของชุมชนก็สำคัญ ถ้าชุมชนมีความเข้มแข็ง ชาวบ้าน “มีความร่วมมือ” ร่วมใจช่วยเหลือกันดี โอกาสเกิดความสูญเสียก็จะน้อยลง ซึ่งประเด็นนี้ รวมถึงความเข้มแข็งของหน่วยงานต่าง ๆ ในพื้นที่ด้วย ที่หากมีการ “ร่วมมือกันดี” การดำเนินการมีผู้นำที่สามารถคาดการณ์ปัญหาได้เป็นอย่างดี และมีการวางแผนในการดำเนินการจัดการ…

จะลดความเสียหายลดผลกระทบ”

นอกจากนั้น ผศ.ดร.สร้อยสุดา เกสรทอง ยังชี้ไว้ว่า… เรื่องการเตรียมการ พื้นที่ไหนเสี่ยงเรื่องน้ำท่วม ต้องจัดทำแผนรับมือ มีการประสานงานระหว่างหน่วยงานเพี่อจะดูแลประชาชน อาจจะต้องรู้ mapping ในชุมชนด้วยว่าบ้านไหนมีผู้สูงอายุ บ้านไหนมีผู้ป่วยติดเตียง บ้านไหนที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ …นี่เป็นสิ่งควรทำเตรียมไว้ก่อน

แต่หากเป็นระยะที่เกิด “ภัยน้ำท่วม” ขึ้นแล้ว ทางนักวิชาการท่านเดิมระบุไว้ว่า… ต้องดูแลเรื่องที่พักพิง เพราะบางที่บางครัวเรือนอาจเสียหายจนอยู่ไม่ได้ หรืออยู่บ้านแล้วไม่ปลอดภัย ดังนั้น จะให้ไปอยู่ที่ไหน จะจัดการที่พักพิงอย่างไร ซึ่งก็ ต้องดูเรื่องอนามัย สิ่งแวดล้อม น้ำ อาหาร สุขา รวมถึงกิจกรรมที่คลายความเครียด ให้กับประชาชนที่อยู่ในที่พักพิง

ส่วนที่ยังอยู่ที่บ้าน ก็ต้องดูว่าจะเข้าถึงแต่ละบ้านอย่างไร เพื่อไปดูแลเรื่องอาหาร น้ำ ซึ่ง ถ้าส่งอาหารแห้งให้ แต่เขาไม่มีอุปกรณ์หุงหาอาหาร ก็เป็นปัญหา รวมถึง ต้องดูแลผู้ป่วยที่ต้องรับยาเป็นประจำ แต่ออกจากบ้านไม่ได้ จะช่วยอย่างไร ซึ่งหลายที่อาจใช้โครงสร้าง อสม. ทำงานกับโรงพยาบาล ไปช่วยแจกยาให้ …นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่ต้องวางแผนทำร่วมกัน

และระยะสุดท้าย ระยะการฟื้นฟู ก็ต้องฟื้นฟูเรื่องที่ทำกิน บ้านเรือนที่เสียหาย จะจัดการอย่างไร รวมถึง ต้องดูแลผลกระทบทางสุขภาพที่อาจเกิดขึ้น โดยที่เรื่องของความเครียด สภาพจิตใจ ก็จะต้องมีการเฝ้าระวังกันต่อไปด้วย

ทั้งนี้ คณบดี คณะสาธารณสุขศาสตร์ มธ. สะท้อนผ่านรายการ The Convergence EP.101 ไว้ด้วยว่า… สิ่งที่อยากฝากคือ “ต้องถอดบทเรียนกันอย่างจริงจัง” เอาข้อมูลเคสตั้งแต่ปี 2554 หรือแต่ละปีที่เกิดน้ำท่วม อยากจะให้มีการพูดคุยกันอย่างจริงจังว่าปัญหายังมีตรงไหน มีประเด็นอะไรบ้างที่ต้องปรับปรุง ทั้งตัวภาครัฐเอง หรือระบบต่าง ๆ ที่มีอยู่ โดยรวมถึงการจัดการน้ำข้ามจังหวัด เพราะบางทีจะดูเฉพาะขอบเขตจังหวัดเดียวไม่ได้ ต้องประสานงานระหว่างจังหวัด แล้วการเตือนภัยรวดเร็วเพียงพอไหมที่จะให้ประชาชนเตรียมการได้ทัน หรือระบบการสื่อสารเรื่องต่าง ๆ กับประชาชนเป็นอย่างไร

หาว่าประเด็นไหนบ้างที่อาจทำได้ไม่ดี

เตรียมการให้ดีขึ้นเผื่อในปีต่อ ๆ ไป

จะได้รับมือได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์