ทั้งนี้ เรื่องเงินนั้นแน่นอนว่าเกี่ยวข้องโดยตรงกับเศรษฐกิจ ตั้งแต่ระดับตัวบุคคล จนถึงระดับประเทศ หรือแม้แต่ระดับโลกก็ด้วย ซึ่งยิ่งเศรษฐกิจไม่ดี เรื่องเงินก็ยิ่งเป็นเรื่องใหญ่ และขณะเดียวกัน “เรื่องเงินนี่ก็ยึดโยงเรื่องสุขภาพด้วย” ทั้งสุขภาพร่างกาย และสุขภาพจิตใจซึ่งกรณี “เงินกับสุขภาพจิต” นี่ก็มีแง่มุมน่าสนใจ…

มีแง่มุมกรณี “สุขภาวะทางการเงิน”

เป็นแง่มุม “สุขภาวะในทางจิตวิทยา”

ที่ “ดีไม่ดี” ก็ “ส่งผลต่อสุขภาพจิตใจ”

รศ.สักกพัฒน์ งามเอก

เกี่ยวกับเรื่องของ “สุขภาวะทางการเงิน” ในประเด็นที่ยึดโยง “ส่งผลต่อสุขภาพจิตใจ” นั้น ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” มีข้อมูลน่าสนใจมาสะท้อนต่อ ข้อมูลจากบทความบทวิเคราะห์โดย รศ.สักกพัฒน์ งามเอก ผู้เชี่ยวชาญจิตวิทยา ที่มีการเผยแพร่ไว้ทาง เว็บไซต์ศูนย์จิตวิทยาพัฒนาการและความสัมพันธ์ระหว่างวัย (Life Di) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งทางผู้เชี่ยวชาญท่านดังกล่าวได้อธิบายเกี่ยวกับ “ความสัมพันธ์ระหว่างการเงินและสุขภาวะของผู้คน” ไว้น่าพิจารณา

ทาง รศ.สักกพัฒน์ ระบุไว้ว่า… ในบรรดามิติต่าง ๆ ของ สุขภาวะเชิงอัตวิสัย (subjective well-being) นั้น“สุขภาวะทางการเงินเป็นมิติที่มีความสำคัญมาก” โดยคำ ๆ นี้ก็มีนิยามที่แตกต่างกันไป แต่ที่ได้รับความนิยมค่อนข้างมากนั้น ได้แก่ นิยามของ Brüggen และคณะ ที่ระบุไว้ว่า… สุขภาวะทางการเงิน คือการรับรู้และความสามารถในการคงไว้ซึ่งมาตรฐานการดำรงชีวิตที่บุคคลต้องการ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต และการมีอิสระทางการเงิน …นี่เป็นนิยามที่ได้รับความนิยม

และอีกนิยาม “สุขภาวะทางการเงิน”ที่ก็ได้รับความนิยมเช่นกันคือนิยามของ CFPB หรือ Consumer Financial Protection Bureau ที่ระบุไว้ว่าสุขภาวะทางการเงิน คือสภาวะที่บุคคลมีการควบคุมการเงินในชีวิตประจำวัน หรือมีความสามารถที่จะรับมือเหตุการณ์ทางการเงินที่ไม่คาดคิดได้ ภายใต้เส้นทางที่จะบรรลุเป้าหมายทางการเงิน และมีอิสระทางการเงินในการเลือกทำสิ่งต่าง ๆ ที่จะทำให้ชีวิตมีความสุข …นี่ก็เป็นอีกนิยามที่มักจะถูกนำมาอ้างถึงบ่อย ๆ

ทั้ง 2 นิยามนี้ “มิใช่แค่มุมเศรษฐกิจ”

โดยที่ “มุมจิตวิทยาก็มีนิยามเช่นกัน”

เรื่อง “สุขภาวะทางการเงิน” กับ “มุมจิตวิทยา” นั้น นักจิตวิทยาเห็นพ้องว่า… สุขภาวะทางการเงิน คือลักษณะทางจิตวิทยาที่มีรูปแบบเป็นพหุมิติหรือประกอบไปด้วยมิติย่อย ๆ ร่วมกัน เช่น การมีรายได้เพียงพอ, ความพึงพอใจในสถานะทางการเงิน, การคาดการณ์สถานะทางการเงินที่ดีในอนาคต รวมถึงศักยภาพที่จะใช้จ่ายเพื่อความเพลิดเพลินในชีวิตโดยมีงานวิจัยจำนวนมากศึกษา “ปัจจัยทำนายสุขภาวะทางการเงิน” แล้วก็ จัดกลุ่มเป็น 2 มิติ คือ 1.มิติระหว่างปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเงินและที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเงิน 2.มิติระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลและปัจจัยบริบทแวดล้อม …ทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องกับกระบวนการรู้คิด รวมไปถึงพฤติกรรมของคนส่วนใหญ่ ที่แตกต่างตามเพศ วัย สถานะสังคม

ทาง รศ.สักกพัฒน์ งามเอก ยังได้ระบุไว้ถึงสิ่งที่บรรดานักจิตวิทยาสนใจเกี่ยวกับเรื่อง สุขภาวะทางการเงิน” โดยมีการศึกษาพบว่า… การ “ทำนายสุขภาวะทางการเงิน” ของบุคคล “มักจะเกี่ยวข้องกับความรู้ทางการเงินความรอบรู้ทางการเงิน” ของบุคคลนั้น ๆ ด้วย เพราะ “เป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการรู้คิดและพฤติกรรมทางการเงิน” โดยเฉพาะในเรื่องของการเพิ่มหรือลดมูลค่าของเงิน ยกตัวอย่างเช่น เงิน 10,000 บาท หากเป็นคนมีความรู้ทางการเงิน ก็จะลดมูลค่าเงินลงไปไม่มาก แม้เวลาจะผ่านไปก็ตาม แต่กลับกัน ถ้าเป็นคนที่มีความรู้ทางการเงินน้อย ก็จะมองเงินก้อนนี้ต่างไป โดยมักจะลดมูลค่าของเงินลงไปมากกว่ากลุ่มแรก …นี่เป็นตัวอย่างที่ฉายภาพ “ความรู้ทางการเงินเป็นปัจจัยสำคัญ”

และสำหรับ “ตัวบ่งชี้สุขภาวะทางการเงิน” นั้น ข้อมูลในแหล่งข้อมูลดังกล่าวข้างต้นก็ชี้ไว้ว่า… มัก แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ “ส่วนขาเข้า” เช่น รายได้, ส่วนขาออก” เช่น ค่าใช้จ่าย หนี้สิน, ส่วนที่เป็นเจ้าของ” เช่น ทรัพย์สิน สวัสดิการจากการทำงาน หรือแม้แต่วุฒิการศึกษา เป็นต้น โดยจากแนวคิดของ Sorente และ Lanz มอง “คนที่สุขภาวะทางการเงินดี” ไว้ว่า… ต้องมีทั้งตัวเลขทางการเงินที่ดี และสามารถรับรู้และประเมินตัวเองได้ว่ามีสถานการณ์หรือสถานะทางการเงินที่ดี

ทั้งนี้ ถึงแม้งานวิจัยที่สำรวจความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมทางการเงินและสุขภาวะทางการเงินจะมีอยู่เป็นจำนวนมาก แต่งานวิจัยที่ศึกษาถึง “ผลลัพธ์ของสุขภาวะทางการเงิน” กลับมีอยู่ค่อนข้างน้อย แต่ถึงกระนั้น…จากผลการศึกษาที่มีก็พบว่า…เรื่องนี้อาจ สัมพันธ์กับลักษณะทางจิตวิทยาต่าง ๆ อาทิ สภาวะอารมณ์ทางบวกและลบ เช่น ความพึงพอใจในชีวิต ความรู้สึกปลอดภัย ความวิตกกังวล เครียด หรือแม้แต่โรคซึมเศร้า รวมถึงส่งผลต่อความสำเร็จในชีวิตอีกด้วย …เหล่านี้เป็นเรื่อง “สุขภาวะทางการเงิน”กับความเป็นไปในชีวิต และ “กับความรู้สึกต่าง ๆ ของคนเรา”ที่อาจเกี่ยวโยงกัน

โดยที่ “รัฐบาลก็คงเชื่อว่าเกี่ยวโยง”

เชื่อว่า “เงินเกี่ยวโยงความพึงพอใจ”

เหตุนี้ “จึงมีกรณีเงินประชานิยม!!”.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์