เสียงใส ๆ จาก “เก้า-บินยา กนิษฐ์โรจน์” ข้าราชการสาวคนรุ่นใหม่ บอกเล่าถึง “ความสำคัญของภาษา” ที่มีมากกว่าเรื่องไวยากรณ์ การเขียน แต่ยังช่วยให้เธอ “เข้าใจคน-เข้าใจโลก” ได้มากขึ้น ซึ่งวันนี้ “ทีมวิถีชีวิต” จะพาไปทำความรู้จักกับคนรุ่นใหม่คนนี้…

“เกิดปี 1999 ในรัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 9 ท่านประสูติปีนักษัตรกระต่าย เก้าก็เช่นกัน พ่อแม่จึงตั้งชื่อเก้า เพื่อเป็นสิริมงคลกับตัวเรา ส่วนชื่อจริง บินยา ไม่ได้มีอะไรพิเศษ แต่เคยถามพ่อแม่เหมือนกัน ท่านบอกว่าแค่อยากได้ชื่อสะกดง่าย ไม่ซับซ้อน ตัวอักษรก็เลือกตามวันว่าวันที่เกิดมีอักษรอะไรเป็นมงคล” เจ้าของชื่อ ที่ทั้งชื่อเล่น และชื่อจริง ที่เมื่อเห็นก็สะดุดตา และเมื่ออ่านออกเสียงก็สะดุดหู บอกเล่า ก่อนที่จะพาเราไปทำความรู้จักตัวเธอมากขึ้น โดยเธอเล่าว่า เป็นลูกสาวคนเดียวของ คุณพ่อ-สมเกียรติ กับ คุณแม่-ศศิธร โดยคุณพ่อเคยเป็นข้าราชการกรมศิลปากร ที่ปัจจุบันเกษียณตัวเองและผันตัวเป็นชาวไร่ชาวสวนเต็มตัว ที่ จ.พิษณุโลก ส่วนคุณแม่ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาประชาสัมพันธ์ให้กับภาครัฐ ขณะที่ตัวเธอปัจจุบันรับราชการอยู่ที่สำนักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)

สำหรับเส้นทางการเรียนนั้น เก้าบอกว่า เรียนมัธยมต้นที่โรงเรียนสตรีวิทยา 2 แต่พอถึงจุดหนึ่งก็ได้ย้ายเข้าเรียนต่อ ม.3 ที่โรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย จนจบชั้น ม.6 จากนั้นเรียนต่อปริญญาตรี คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้ทุนเรียนต่อปริญญาโท ที่ London School of Economics and Political Science (LSE) สาขา Master of Public Administration (MPA) ในช่วงที่รับราชการ โดยเธอเล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นสู่เส้นทางราชการ โดยบอกว่า ไม่เคยวางแผนเอาไว้เลย โดยเส้นทางเริ่มต้นขึ้นช่วงที่เรียนอยู่ปี 3 คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ หลังเห็นเพื่อนแชร์ประกาศโครงการดึงดูดผู้มีศักยภาพสูง (UiS) สำนักงาน ก.พ. ซึ่งทำให้เธอคิดว่าไหน ๆ เธอเองก็มีคุณสมบัติตรง จึงลองสมัครดู เพราะอย่างน้อยก็ทำให้เธอได้ประสบการณ์ใหม่ ๆ ซึ่งการเลือกครั้งนี้ได้กลายมาเป็นโอกาสสำคัญในชีวิต โดยโครงการ UiS ที่เธอสมัครสอบ มีทั้งการสอบข้อเขียน และสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษ รวมถึงได้ฝึกงานกับหน่วยงานที่เธอเลือกได้เองด้วย

วันรับปริญญาโท ที่อังกฤษ

ตอนนั้นเป็นช่วงโควิด ก็เลยได้ฝึกแค่สัปดาห์เดียว จากปกติที่ต้องฝึกถึง 1 เดือน โดยหน่วยงานที่เก้าเลือก คือ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือ พม.” เก้าเล่าเรื่องนี้ พร้อมเล่าเพิ่มอีกว่า ตอนที่คิดสอบ ในใจหนึ่งก็คิดว่าอาจไม่ผ่าน เพราะเพื่อน ๆ ที่สอบด้วยเก่งกันทั้งนั้น (หัวราะ) แต่ก็มองว่าต่อให้ไม่ผ่าน อย่างน้อยก็ได้ลองสนาม แต่ท้ายที่สุดก็ผ่าน และได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการ ที่เป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิต โดยเก้าบอกว่า สอบบรรจุได้ในตำแหน่ง นักวิเคราะห์นโยบายและแผนปฏิบัติการ สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวง พม. ซึ่งงานที่ทำและรับผิดชอบจะมีทั้งการประสานงานโครงการด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบางทั่วประเทศ และการติดตามผู้ตรวจราชการลงไปในพื้นที่ จึงทำให้ได้เห็นว่า…การทำงานเชิงนโยบายกับการปฏิบัติจริงเชื่อมโยงกันอย่างไร

จากเด็กจบใหม่ที่ยังไม่มีประสบการณ์ พอได้เห็นภาพการทำงานจริง ก็ได้เรียนรู้ว่ารัฐมีบทบาทในการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างไร” เก้าพูดถึงสิ่งที่ได้รับจากการทำงานพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบาง และในเวลาต่อมาหลังทำงานเกือบครบ 2 ปี ตามเงื่อนไขทุนข้างต้นที่เธอได้รับ เธอก็เริ่มมองหาก้าวต่อไปในสายวิชาการ โดยเธอบอกว่า ช่วงที่มองหาสาขาเรียนต่อ ก็ไปเจอหลักสูตร Master of Public Administration (MPA) ของ London School of Economics (LSE) ซึ่งพอศึกษาก็พบว่าเป็นสาขาตรงกับสิ่งที่เธออยากเรียนมาก เพราะหลักสูตรนี้เน้นทั้งนโยบายสาธารณะและการบริหารภาครัฐผ่านการบูรณาการทางเศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ การบริหาร รวมถึงต้องนำทักษะเชิงวิเคราะห์มาใช้ด้วย ซึ่งน่าจะต่อยอดงานที่เธอทำอยู่ได้ โดยเธอใช้เวลา 2 ปีก็เรียนจบหลักสูตรดังกล่าว และกลับมาทำงานที่ พม. อีกครั้ง

ภารกิจที่ใช้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

เก้าบอกอีกว่า แม้หลายคนจะมองว่าเธอน่าจะมีทางเลือกใหม่ ๆ เข้ามา แต่เธอก็ยืนยันว่าในมุมมองของเธอนั้น งานราชการยังเต็มไปด้วยความท้าทายและเป็นงานที่มีความหมาย ซึ่งเธอคิดว่าการได้ทำงานราชการเป็นโอกาสที่ทำให้เธอได้ทำงานกับนโยบายระดับประเทศ เธอจึงยังทำงานได้สนุกในทุกวัน โดยมีภารกิจใหม่ ๆ ที่ท้าทายตลอด ส่วนเรื่องอนาคตนั้น ถ้าวันหนึ่งมีโอกาสใหม่ ๆ ที่น่าสนใจ ก็ค่อยมาพิจารณาดูอีกที แต่ตอนนี้เธอยืนยันหนักแน่นว่า…ยังชอบและอยากทำงานนี้ต่อไป

ย้อนกลับมาที่ จุดน่าสนใจ “จุดพลิกผันในชีวิต” จากเด็กที่ใช้ภาษาอังกฤษได้ดี แต่ก็เลือกจะสนใจภาษาไทย โดยได้เป็นถึงตัวแทนโรงเรียนไปแข่งขันตอบคำถามภาษาไทยและวรรณคดีไทย จนคว้าอันดับที่ 2จากผู้เข้าแข่งขันทั่วประเทศ โดยเรื่องนี้ เก้าเล่าว่า เวทีตอนนั้นเป็นงานแข่งขันตอบคำถามภาษาไทย ที่จัดขึ้นเพื่อน้อมรำลึกถึงกรมพระปรมานุชิตชิโนรส ที่จัดขึ้นเป็นประจำที่วัดพระเชตุพนฯ หรือวัดโพธิ์ โดยเธอได้รางวัลอันดับที่ 2 ซึ่งกิจกรรมครั้งนี้เองที่ทำให้เธอเริ่มหลงใหลภาษาไทย และนำรางวัลที่ได้รับจากการแข่งตอบคำถามภาษาไทยไปใส่ในพอร์ตฟอลิโอเพื่อยื่นขอทุนจาก “โครงการความเป็นเลิศด้านภาษาไทย” ของคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งเธอก็ได้รับทุนนี้ จนได้เป็นนิสิตทุนคณะอักษรศาสตร์ โดยทุนนี้ให้ค่าเล่าเรียนปีละ 47,000 บาท ตลอดหลักสูตร 4 ปี แต่มีเงื่อนไขให้เลือกเรียนวิชาเอกภาษาไทย และวิชาโทภาษาอังกฤษ

กับคุณพ่อ-คุณแม่

เงื่อนไขของทุนที่ได้รับตรงกับความสนใจของเก้าอยู่แล้ว เพราะแม้เก้าจะมีความมั่นใจในภาษาอังกฤษอยู่แล้ว แต่กลับรู้สึกว่าตัวเองยังต้องการเสริมพื้นฐานภาษาไทยให้แข็งแรงยิ่งขึ้น” เธอกล่าว พร้อมเล่าเหตุผลที่ทำให้สนใจภาษาไทย ทั้งที่มีพื้นฐานภาษาอังกฤษดี จนหลายคนมองว่าเธอน่าจะไปต่อยอดภาษาที่สามที่เป็นภาษาอื่นที่ไม่ใช่ภาษาไทยไม่ดีกว่าหรือ โดยเธอบอกว่า จุดเปลี่ยนที่ทำให้อยากเรียนภาษาไทยลงลึกก็คือ ตอนที่ไปแข่งตอบคำถามภาษาไทย ช่วง ม.ปลาย ก่อนไปแข่งคุณครูก็จะติวให้ ซึ่งช่วงนี้เองทำให้เปิดโลกและมุมมองใหม่เกี่ยวกับภาษาไทยมากกว่าที่เรียนอยู่ในห้อง เช่น ได้รู้ว่าหลักภาษาคิดได้เยอะกว่าที่เคยเข้าใจ หรือโครงสร้างแต่ละแบบมีความหมายเหมือนกันไหม ทำให้รู้ว่าภาษาไทยที่บางคนมองว่าเชย ไม่มีอะไร กลับมีเสน่ห์ที่ซ่อนเอาไว้อีกมาก ทำให้ตอนที่ลงแข่งนั้นแทนที่จะรู้สึกกดดัน กลับสนุกจนลืมว่านี่คือการแข่งขัน

การแข่งขันนั้นทำให้เก้ารักและภูมิใจในภาษาไทยมากขึ้นจากเดิมไปเลยค่ะ” เธอบอกเรื่องนี้ และเมื่อยิ่งได้เข้าเรียนที่คณะอักษรศาสตร์ ก็ยิ่งเปิดโลกใหม่ให้กับเธอเพิ่มขึ้น โดยคณะอักษรศาสตร์ไม่ได้มีแค่ภาษาไทยหรืออังกฤษ แต่ยังมีภาษาที่สาม สี่ ห้า หก อีกเยอะมาก ทำให้เธอลงเรียนภาษาจีนเพิ่มอีก 1 ภาษา นอกจากนั้นเธอยังได้เรียนภาษาศาสตร์เชิงลึก ที่มีสาขาอื่น ๆ ประกอบอยู่ด้วย เช่น ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ปรัชญา จึงเรียกว่าเป็นการเปิดโลกใบใหม่ให้เธอ… อีกส่วนที่ได้จากการเรียนภาษาไทย คือภาษาศาสตร์สังคม เพื่อทำความเข้าใจวิธีคิดคนได้โดยผ่านทางภาษา รวมถึงการสื่อสารเพื่อให้คนเข้าใจ ซึ่งเราก็ได้นำมาปรับใช้เข้ากับงานที่เรารับผิดชอบอยู่ และใช้ในเรื่องการเขียนบันทึกข้อความต่าง ๆ ในกระทรวง ที่ก็อาจมีภาษาอังกฤษด้วย ซึ่งทักษะที่มีจะทำให้เราสามารถใช้ภาษาที่ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์”

สมัยที่ยังเป็นเด็กมาแตร์ฯ

ด้วยความที่เป็น “คนรุ่นใหม่ที่มีมุมมองน่าสนใจ” เราจึงถามถึง “ความใฝ่ฝัน” ของเธอว่า ในอดีตเคยคิดฝันว่าตัวเองอยากจะทำอาชีพอะไร หรือหากย้อนอดีตกลับไปได้เธอจะยังเลือกเส้นทางนี้อยู่ไหม ซึ่ง “เก้า-บินยา” ตอบทีมวิถีชีวิต” ว่า “บอกตรง ๆ เลยว่าไม่เคยฝันอยากทำอาชีพอะไรเลยค่ะ (หัวเราะ) แต่สมัยเด็ก ๆ ก็อาจมีฝันไปเรื่อยเปื่อย เช่นตอนอนุบาลเคยฝันอยากให้ตัวเองเป็นผ้าห่มเน่า (หัวเราะ) หรือโตหน่อยก็ฝันจะเป็นเจ้าหญิง ดีไซเนอร์ หมอ ทนาย แล้วแต่ว่าช่วงไหนไปเห็นอะไรมา แต่ที่แน่ ๆ ไม่เคยฝันจะเป็นครูแน่นอน เพราะกลัวสอนเด็กได้ไม่ดี สอนแล้วเด็กไม่เข้าใจ ส่วนที่ถามว่าถ้าย้อนกลับไปได้จะเลือกใหม่ไหม ตอบได้เลยว่าคงเลือกเหมือนเดิม เพราะ…ชอบสิ่งที่ทำ…กับชีวิตที่เป็นตอนนี้”.

ต้องมนต์อักษราภาษาไทย’

จากเด็กที่มีทักษะภาษาอังกฤษดีเยี่ยมระดับนักเรียนห้องคิง แต่ “เก้าบินยา กนิษฐ์โรจน์” เธอก็เลือกที่จะหลงใหลในภาษาไทย โดยเธอบอกว่า “คนรุ่นใหม่ ๆ บางคนมองภาษาไทยว่าไม่สำคัญ ส่วนเก้ากลับชอบและหลงรักมาก” แต่พอได้เรียนที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ เธอก็พบว่าความหลงใหลในภาษาไทยยังไม่เท่ากับเพื่อน ๆ บางคน ซึ่งเพื่อน ๆ ของเธอบางคนสามารถอ่านวรรณคดีไทยเพื่อความบันเทิง คล้าย ๆ กับการอ่านนิยาย ได้ถึงขั้นนั้นเลย โดยเก้าบอกว่า ตอนที่สอบสัมภาษณ์เข้าคณะอักษรฯ มีการตั้งคำถามว่า วรรณคดีคืออะไร ต่างจากงานเขียนทั่วไปอย่างไร ทำให้ค้นพบตัวเองว่าเธอน่าจะชอบทางด้านภาษามากกว่าทางวรรณคดี… เก้าก็อ่านวรรณคดีไทยค่ะ เพราะเป็นสิ่งที่จำเป็นในการเรียนภาษา แต่การอ่านวรรณคดีไทยของเก้านั้นจะเป็นการอ่านเพื่อคิดวิเคราะห์และค้นคว้าหาคำตอบมากกว่าค่ะ”.

เชาวลี ชุมขำ : รายงาน