จากกระแสคลินิกให้บริการฉีดโกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) เพื่อเพิ่มความสูงให้กับเด็กนั้น ซึ่งถึงแม้ว่า ฮอร์โมนดังกล่าวจะเป็นฮอร์โมนที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตในเด็ก ช่วยเพิ่มความสูง แต่ ทางราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศ ไทยและสมาคมต่อมไร้ท่อเด็กและวัยรุ่นไทย ได้ออกมาย้ำเตือนอย่างชัดเจนว่า การที่ประชาชนให้ความสนใจเกี่ยวกับการใช้ฮอร์โมนเพื่อกระตุ้นความสูงอย่างกว้างขวาง มีการโฆษณาและเผยแพร่ข้อมูลทางสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน
“โกรทฮอร์โมน เป็นยาควบคุมพิเศษที่มีข้อบ่งใช้จำกัด และการใช้โกรทฮอร์โมนอนุญาตเฉพาะการสั่งจ่ายในโรงพยาบาล โดยกุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมไร้ท่อในเด็กเท่านั้น ไม่สามารถรับจากคลินิกหรือสถานพยาบาลเชิงพาณิชย์อื่น ๆ ได้”

ทั้งนี้ การใช้โกรทฮอร์โมน เพื่อประโยชน์ในการรักษาเป็นหลัก เป้าหมาย เพื่อเพิ่มความสูงเฉพาะในผู้ป่วยเด็กที่มีภาวะตัวเตี้ยผิดปกติจากโรคทางต่อมไร้ท่อ ไม่ใช้เพื่อเพิ่มความสูงในเด็กที่มีความสูงอยู่ในเกณฑ์ปกติ ดังนั้น ปัจจุบันจึงมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์สำหรับการใช้โกรทฮอร์โมนในประเทศ ไทย มี 3 ข้อ ดังนี้
1. เด็กที่มีภาวะขาดโกรทฮอร์โมนโดยต้องได้รับการยืนยันด้วยการประเมินทางคลินิกและการตรวจทางห้องปฏิบัติการ 2. เด็กหญิงที่เป็น Turner syndrome ซึ่งเป็นโรคพันธุกรรมที่มีความผิดปกติของโครโมโซมเพศ ทำให้มีภาวะตัวเตี้ย 3. เด็กที่มีประวัติแรกเกิดตัวเล็กกว่าอายุครรภ์ (small for gestational age : SGA) และเมื่อโตขึ้นยังมีการเติบโตต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน
สำหรับหลักการรักษาด้วยโกรทฮอร์โมน โดยการรักษาทุกกรณีต้องได้รับการวินิจฉัยสาเหตุของภาวะตัวเตี้ยที่ถูกต้องจากกุมารแพทย์ต่อมไร้ท่อ เนื่องจากต้องพิจารณาอย่างรอบคอบทั้งด้านสาเหตุ อายุที่เหมาะสมในการเริ่มใช้ยา ภาวะโภชนาการ โรคร่วมและผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ขนาดยาในการรักษาแต่ละสาเหตุแตกต่างกัน ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดประสิทธิผลมากที่สุดและมีความปลอดภัยสูงสุด โดยมีผลข้างเคียงน้อยที่สุด
ยาโกรทฮอร์โมนที่ใช้ในปัจจุบันอยู่ในรูปแบบฉีดเข้าชั้นใต้ผิวหนังทุกวันเท่านั้น (อาจมีการนำยาโกรทฮอร์โมนชนิดฉีดเข้าชั้นใต้ผิวหนังสัปดาห์ละ 1 ครั้ง มาใช้ในการรักษาในอนาคต)
ความเสี่ยงและผลข้างเคียงจากการใช้ยาโกรทฮอร์โมน คือ อาจมีอาการบวม ปวดข้อ และปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะจากความดันในกะโหลกศีรษะสูง, หัวกระดูกข้อสะโพกเคลื่อนทำให้เดินผิดปกติหรือปวดสะโพก, กระดูกสันหลังคด, ภาวะดื้อต่ออินซูลิน และเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2, ภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานน้อย, ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากทางเดินหายใจอุดกั้นรุนแรงมากขึ้นในรายที่มีปัญหาต่อมทอนซิลและอะดีนอยด์โต
ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย และสมาคมต่อมไร้ท่อเด็ก และวัยรุ่นไทย ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งต่อการใช้โกรทฮอร์โมนในเด็กปกติที่ไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์เพียงเพื่อหวังเพิ่มความสูงให้เกินศักยภาพทางพันธุกรรม เนื่องจากยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่สนับสนุนประสิทธิผลดังกล่าว อีกทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียงและอันตรายต่อสุขภาพของเด็กในระยะยาว และขอเน้นย้ำว่าการใช้โกรทฮอร์โมนต้องเป็นไปตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ที่ถูกต้องและอยู่ภายใต้การดูแลของกุมารแพทย์ต่อมไร้ท่อเท่านั้น เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับประโยชน์สูงสุดและปลอดภัยจากการรักษา

ขณะเดียวกัน ทางกรมอนามัย โดย พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า โกรทฮอร์โมนเป็นฮอร์โมนที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตในเด็ก ช่วยเพิ่มความสูงและทำให้อวัยวะต่าง ๆ ขยายขนาดเพื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ จากนั้นโกรทฮอร์โมนก็จะเปลี่ยนมาทำหน้าที่เป็นการซ่อมแซมร่างกายเท่านั้น อย่างไรก็ตาม การใช้ต้องเป็นไปตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์เท่านั้น
การเพิ่มความสูงของเด็กที่ไม่ได้มีญหาความผิดปกติ ให้ใช้การดูแลที่เหมาะสม ก็จะปลอดภัยกว่าการใช้ยาโดยไม่จำเป็น เช่น การรับประทานอาหารที่ดี มีประโยชน์ เช่น โปรตีนจากนม ไข่ เนื้อสัตว์ ถั่ว แคลเซียม วิตามินดีจากนม ปลาเล็กกินทั้งตัว เต้าหู้ งาดำ ผักและผลไม้หลากสี เติมเต็มวิตามินและเกลือแร่
ออกกำลังกายเพื่อช่วยเพิ่มความสูง เน้นกิจกรรมที่กระตุ้นการหลั่งโกรทฮอร์โมนและกระดูกให้แข็งแรง เช่น การกระโดด กระโดดเชือก กระโดดแทรมโพลีน การยืดเหยียด โหนบาร์ ว่ายน้ำ โยคะ และกีฬาที่ต้องมีการกระโดดและลงน้ำหนัก อย่างบาสเกตบอล,วอลเลย์บอล รวมถึงการนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ โดยในวัยเด็กวัยเรียนควรนอนหลับ 9–11 ชั่วโมงต่อวัน เพราะฮอร์โมนการเจริญเติบโตจะหลั่งดีที่สุดในช่วงหลับลึก โดยเฉพาะก่อนเที่ยงคืน จะช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของร่างกายอย่างเต็มศักยภาพ.



