ทั้งนี้ “ชูการ์แดดดี้ชูการ์เบบี้” ศัพท์แสลงคู่นี้ถูกใช้อธิบาย “ความสัมพันธ์รูปแบบหนึ่ง” ซึ่งนักวิชาการก็สนใจวิเคราะห์รูปแบบความสัมพันธ์ ที่สะท้อน-ฉายภาพ “ปรากฏการณ์ในสังคมยุคใหม่”

โฟกัสกันที่ “ความรักแปรเป็นสินค้า”

โดยที่ “ผู้หญิงบางคนใช้อัปเกรดชีวิต”

เกี่ยวกับ “แสลง” คำว่า “ชูการ์แดดดี้ (Sugar daddy)”และ “ชูการ์เบบี้ (Sugar baby)” นั้น… มีบทความชื่อ “เมื่อความจนบีบให้ขายความรัก : Sugar baby อาชีพทางเลือก หรือการขาดทางเลือก” บทความที่จัดทำไว้โดย พิไลรัตน์ ศรีวิเชียรอำไพ คณะสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยคริสเตียน นักวิจัยโครงการของ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม ที่เผยแพร่ไว้ทาง www.theprachakorn.com โดยเป็นบทความที่สะท้อนแง่มุมไว้น่าพินิจ ซึ่งทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะสะท้อนต่อข้อมูล

พิไลรัตน์ ศรีวิเชียรอำไพ

ทั้งนี้ ผู้จัดทำบทความนี้ได้ฉายภาพไว้ โดยสังเขปมีว่า… เมื่อสภาพสังคม ความคิด ความเชื่อของผู้คน มีมุมมองเรื่องความรักเปลี่ยนไป บางคนมองว่า “ความรักเป็นสินค้าชนิดหนึ่ง” ทำให้การ “ขายความรัก” กลายเป็น “กลไกทางรอดสำหรับผู้หญิงบางคน” ภายใต้โลกที่ผู้หญิงกลุ่มนี้คิดว่าไม่มีทางเลือกชีวิตมากนัก และยิ่งถูกกระตุ้นจากการที่สังคมมักให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์ภายนอก ความสำเร็จทางการเงินและอำนาจทางสังคม จึงได้ “เกิดปรากฏการณ์ความสัมพันธ์” รูปแบบหนึ่งขึ้นมา โดยเรียกความสัมพันธ์นี้ว่า Sugar baby – Sugar daddy”ซึ่ง พบบ่อยขึ้นในสังคมที่มีวิกฤติเศรษฐกิจ

พบบ่อยในสังคมที่มีความไม่เท่าเทียม

นักวิจัยโครงการของสถาบันวิจัยประชากรและสังคมท่านเดิมชี้ปรากฏการณ์นี้ไว้ว่า… มองเผิน ๆ อาจเป็นเรื่องส่วนบุคคล แต่เมื่อลงลึกแล้วจะค้นพบว่า…ความสัมพันธ์รูปแบบนี้ไม่ได้เป็นแค่เรื่องส่วนบุคคล แต่ยัง เป็น “ภาพสะท้อนโครงสร้างทางสังคม” ทั้งเรื่องของอำนาจ เศรษฐกิจ เพศสภาพ ในสังคมร่วมสมัย ที่ควรทำความเข้าใจปรากฏการณ์ Sugar baby” รวมถึงตั้งคำถามว่า “ความสัมพันธ์แบบ Sugar baby มีผลอย่างไรกับคุณค่าของผู้หญิง?” …นี่เป็นการระบุไว้ในบทความ

และยังมีการระบุไว้ว่า… สัมพันธ์รูปแบบนี้มักถูกมองผ่านการ “ใช้รูปลักษณ์ความเยาว์วัย” รวมถึง “ความสามารถในการเอาอกเอาใจผู้ชาย” เพื่อที่จะ “แลกกับการได้รับการสนับสนุนทางการเงิน หรือการได้มีไลฟ์สไตล์ที่หรูหรา” จึงตัดสินใจที่จะยอมเป็น “Sugar baby”ของ ผู้ชายที่มีสถานะที่สามารถเป็นSugar daddy”ให้ได้ทำให้คนที่มีสถานภาพเป็น Sugar baby มักถูกมองข้ามเรื่องความสามารถหรือศักยภาพภายใน แต่มักถูกโยงกับ “มูลค่าของสิ่งที่ผู้ชายให้” อย่างไรก็ตาม แต่ก็พบอีกปรากฏการณ์หนึ่งที่น่าสนใจ นั่นก็คือพบว่า… กลุ่มผู้หญิงที่เป็น Sugar baby” มีการ “แข่งขัน” ระหว่างกันเอง…

พยายามนำเสนอสินค้าเชิงภาพลักษณ์

เพื่อให้ได้รับการมองได้รับการยอมรับ

นอกจากภาพสะท้อนต่อปรากฏการณ์ดังที่ระบุมาข้างต้นแล้ว นักวิจัยโครงการของสถาบันวิจัยประชากรและสังคมได้สะท้อนไว้ต่อไปว่า… จากสิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้ “ความสวยไม่ได้เป็นแค่เรื่องส่วนบุคคล” แต่ถูกทำให้ “กลายเป็นทุนทางเพศ” ที่ผู้หญิงบางคนใช้เป็นเครื่องมือเพื่อ “เปลี่ยนเป็นโอกาสในการเข้าถึงชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม”ดังนั้นการที่ผู้หญิงยอมเป็น Sugar baby จึงมิใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่ เกี่ยวโยงความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ไม่สมดุล ที่เป็นผลมาจากการที่สังคมยังมีเรื่องของระบบชนชั้น ความต่างวัย และการให้คุณค่าผู้ชายในฐานะผู้อุปถัมภ์ จนทำให้เกิด Sugar daddy”ขึ้นมา

และกับคำว่า Sugar daddy” นั้น ในบทความเดิมยังระบุไว้ถึงผลสำรวจที่จัดทำขึ้นโดย เว็บไซต์Seasia Stats (Southeast Asia Stats) ซึ่งเคยเผยไว้เกี่ยวกับผลสำรวจจำนวน Sugar daddy” 10 อันดับประเทศในภูมิภาคเอเชีย ที่พบว่า… อันดับ 1 คือ อินเดีย โดยมี Sugar daddy ราว 338,000 ราย อันดับ 2 คือ อินโดนีเซีย มีอยู่ราว 60,250 ราย ขณะที่ มาเลเซียญี่ปุ่น เป็นอันดับ 3 ร่วมกัน โดยมี Sugar daddy อยู่ราว 32,500 ราย ส่วนอันดับสุดท้ายคือ กัมพูชา มีอยู่ราว 3,500 ราย อย่างไรก็ตาม ประเด็นผลสำรวจนี้ไม่ได้มีการระบุไว้ในส่วนของไทย …ซึ่งก็น่าคิดว่า…ไทยมี Sugar daddy สักกี่มากน้อย?

ชูการ์แดดดี้เป็นคำที่ถูกนำมาใช้หมายถึงผู้ชายที่ร่ำรวยและมีอายุมากกว่า ที่ให้ของขวัญและเงินแก่คนอายุน้อยกว่า โดยแลกกับความเป็นเพื่อนหรือความต้องการทางเพศ ซึ่งปรากฏการณ์ชูการ์เบบี้ไม่เพียงสะท้อนคุณค่าของผู้หญิงที่ถูกลดทอนเป็นแค่ทุนเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น แต่ยังสะท้อนความไม่สมดุลเชิงโครงสร้างระหว่างเพศด้วย”

ทั้งนี้ กรณี “เสี่ย” กับ “เด็กเสี่ย” เมื่อโลกเปลี่ยนไปก็ทำให้ปรากฏการณ์นี้ “มีพัฒนาการใหม่ ๆ” รวมถึงเกิด “คำใหม่” คำคู่ คือ Sugar daddy (ชูการ์แดดดี้)” กับ Sugar baby (ชูการ์เบบี้)” และก็มีการตั้งคำถามว่า… “Sugar baby”เป็นอาชีพ “ทางรอด?”หรือเพราะ “ขาดทางเลือก?”ในโลกยุคใหม่ ซึ่งปุจฉานี้นักวิจัย พิไลรัตน์ ศรีวิเชียรอำไพ ก็ชี้ไว้น่าสนใจ…

ชูการ์แดดดี้” นั้น “ใช้เงินซื้อสัมพันธ์”

ส่วน “ชูการ์เบบี้” ซึ่ง “กลับด้านกัน”

ยัง “มีข้อมูลที่น่าพินิจต่ออีกตอน”

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์