ในที่สุด “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ก็กลายร่างจาก “หนู” มาสวมบทราชสีห์ได้สำเร็จ หลังต้องฝ่าฟันกับการจัดตั้งรัฐบาลสูตรพิสดารที่มี “พรรคสีส้ม” อย่าง “พรรคประชาชน” เป็นฝ่ายค้ำด้วยสัญญา MOA 5 ข้อ
โดย “รัฐบาลอนุทิน”เข้าทำเนียบรัฐบาลวันแรกสวมบทสายมู นำรูปปั้นนรสิงห์จำลองกลับมายังตึกไทยคู่ฟ้า ทำฉัตรทอง 7 ชั้นครอบ เพื่อความร่มเย็นเป็นสุข มีสง่าราศี
จากนั้นก็ประกาศไทม์ไลน์การขับเคลื่อนนโยบายฟื้นเศรษฐกิจ ซึ่งประชาชนรอความหวังอยู่ในโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ที่รัฐบาลชี้ว่า เป็นหนึ่งในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของ “รัฐบาลอนุทิน” ภายใต้แนวคิด “Quick Big Win” ที่นำรัฐมนตรีคนนอก มาช่วยปั้นผลงาน

รัฐบาลทุ่มงบ 6.65 หมื่นล้านบาทในโครงการ “คนละครึ่งพลัสและการเติมเงินเข้าบัตรคนจนวงเงิน” โดยมีประชาชน 3 กลุ่มหลักที่จะได้เงินรวมกว่า 33 ล้านคน โดยรัฐบาลมีการใช้วงเงินจากงบกลางฯ ปี 2568 ที่เหลืออยู่ และงบประมาณจากปี 2569
งานนี้ขุนคลัง “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ออกมาบอกชัดจะเสนอเข้า ครม.พิจารณาวันที่ 7 ต.ค.นี้ หลังจากนั้นจะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการผ่านแอปเป๋าตัง ได้ในวันที่ 20-26 ต.ค.นี้ พร้อมตัดริบบิ้นให้ใช้จ่ายได้ในวันที่ 29 ต.ค.68 จนถึงสิ้นเดือนธ.ค68 นี้
แต่ที่แน่ๆหลังแถลงนโยบายเสร็จ “รัฐบาลอนุทิน” ประชุมครม.นัดแรกอนุมัติให้ขยายเวลาค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีแดง-ม่วง 20 บาทตลอดสาย พร้อมขิงรัฐบาลเก่าที่ทำไม่เรียบร้อย ครม.ชุดนี้จึงเข้ามาแก้ปัญหา พร้อมสั่งให้ลดค่าน้ำ-ค่าไฟในพื้นที่ประสบภัย เยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติน้ำท่วม และความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

เรียกได้ว่า 4 เดือนนี้จะจัดแจกแพ็คเกจเติมศรัทธาเก็บแต้มสู่สนามเลือกตั้งครั้งหน้าตั้งเป้า ปูทางขึ้นพรรคอันดับหนึ่ง
“นายกฯหนู” กางไทม์ไลน์ยุบสภาภายใน 4 เดือน หรือ 120 วัน นับตั้งแต่วันที่แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา คือ ยุบสภาภายในสิ้นเดือน 31 ม.ค. 2569 เลือกตั้งภายในเดือนมี.ค. 2569 หรืออย่างช้าต้นเดือนเม.ย. 2569 พร้อมกับการจัดทำประชามติการแก้รัฐธรรมนูญ แต่กว่าจะได้รัฐบาลก็อยู่ราวๆ 1-2 เดือน หลังเลือกตั้งแล้ว
ก่อนที่จะถึงวันเลือกตั้งประชาชนต้องเตรียมตัวอย่างหนัก เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้ “รัฐบาลอนุทิน” ประกาศชัดว่า จะมีบัตร 4 ใบให้ประชาชนนำเข้าคูหา
แต่เมื่อเปิดไทม์ไลน์แล้วระยะเวลา 4 เดือนไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ของรัฐบาล อีกทั้งเรื่องการแก้ปัญหาชายแดน MOU 43 – 44 เป็นเรื่องละเอียดอ่อนเกินกว่าที่จะให้ประชาชนมาร่วมตัดสินใจ เพราะจะกลายเป็นการสร้างความสับสน ผลัดภาระให้ประชาชน

โดย สส.เพื่อไทย อย่าง “ธนาธร โล่สุนทร” สส.ลำปาง ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา สภาผู้แทนราษฎร ชี้ว่า ประเด็นดังกล่าวมีความอ่อนไหวและมีรายละเอียดทางเทคนิคมาก เป็นเรื่องเชิงเทคนิคกฎหมายและภูมิรัฐศาสตร์ หากไม่ได้รับข้อมูลที่เพียงพอประชาชนทั่วไปอาจตัดสินจากอารมณ์หรือข้อมูลไม่ครบ ทำให้ผลประชามติไม่สะท้อนผลประโยชน์ระยะยาวของประเทศ ยังเสี่ยงกระทบความมั่นคง เพราะการยกเลิกอาจสร้างความตึงเครียดชายแดน เพิ่มโอกาสเกิดความขัดแย้งทางทหาร หรือเศรษฐกิจ
หากยกเลิกก็สามารถทำได้ทันที โดยผ่านมติคณะรัฐมนตรีได้ทันที โดยไม่ต้องผลักภาระไปให้กับประชาชนตัดสินใจ แต่ก็ต้องตอบคำถามให้ได้ว่าเมื่อไม่มี MOU 2543-2544 แล้ว ข้อพิพาทตามแนวชายแดนจะหายไปหรือไม่ และไทยจะใช้กลไกใดเจรจา และหากต้องมีการทำกรอบเจรจากันใหม่ หรือ MOU ฉบับใหม่ ไทยจะทำข้อตกลงใหม่ได้ดีกว่าฉบับที่ยกเลิกไปหรือไม่
ท่ามกลางปมร้อนควันหลงเวทีแถลงนโยบายทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายแค้นออกมารุมถล่มเป็นคำถามคาใจให้กับประชาชนที่ต้องการคำตอบ โดยเฉพาะเรื่องร้อนตอนนี้ คือ “ไชยชนก ชิดชอบ” รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ( ดีอี ) ลูกชายครูใหญ่ เนวินชิดชอบ แห่งค่ายเซาะกราว ออกมาปูดกลางสภา ว่า “มีเพื่อนสมาชิกได้ติดต่อมาเพื่อเสนอติดสินบน เดือนละ 40 ล้านบาท ให้ละเว้นการปราบปรามและจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ และเว็บไซต์ผิดกฎหมาย

กลายเป็นงานงอกสส.กระดูกอ่อนแม้จะมีศักดิ์เป็นถึงลูก “ครูใหญ่เนวิน” แต่ก็ได้โชว์ความอ่อนพรรษา จนเป็นเหยื่อของฝ่ายค้าน ฝ่ายแค้นอย่าง“ก่อแก้ว พิกุลทอง” สวนขึ้นมาทันที “ขอความกรุณาให้กระชากหน้ากากมาให้สังคมรู้และจับกุมด้วย”
ขณะที่อดีตรองนายกฯ ดีอี “ประเสริฐ จันทรรวงทอง” แกนนำพรรคเพื่อไทย จี้ “ไชยชนก” เปิดโปงเอาคนผิดออกมาให้ได้ เพราะอยู่มา 2 ปี ไม่เคยมีผู้ใดมาเสนอผลประโยชน์ “แปลกใจที่รมว.ดิจิทัล คนใหม่ ยังไม่ทันได้ทำหน้าที่ แต่มีคนมาเสนอมอบเงินผลประโยชน์ถึงเดือนละ 40 ล้านบาท ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย เข้าใจว่าที่เขากล้าเสนอเรื่องผิดกฎหมายเช่นนี้ อาจเป็นเพราะภาพลักษณ์ของท่านที่ทำให้เหล่ามิจฉาชีพเข้าใจได้ว่ามีช่องทางในการพูดคุยเรื่องดังกล่าว
“เมื่อท่านยืนยันว่าจะทำทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย จึงขอแนะนำให้เร่งดำเนินการหาตัวผู้กระทำความผิดมารับโทษโดยเร็ว อย่าดีแต่พูด อย่าทำตัวเป็นรัฐมนตรีต้นทุนต่ำ”
ขณะที่พรรคส้ม “รังสิมันต์ โรม” สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค ได้จังหวะขยับต่อว่า ในฐานะประธาน กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ กล่าวว่า เรื่องสินบนนี้ใหญ่เกินกว่ารมว.ดีอีจะชี้แจง หากเป็นเรื่องจริงถือเป็นเรื่องระดับโลก กมธ.จะเชิญนายอนุทิน ชาญวีรกูล มาชี้แจงด้วย

ทำให้ “ไชยชนก” จำต้องสั่ง “ปลัดดีอี” “พชร อนันตศิลป์” ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน โดยให้นำคนนอกเข้ามาเป็นกรรมการร่วมสอบ รวบรวมหลักฐาน เพื่อดำเนินการเอาผิดตามกฎหมายภายใต้กรอบระยะเวลาดำเนินการ 30 วัน
แต่เรื่องนี้ไม่จบง่ายๆเสียแล้ว เพราะอดีตสส.พัทลุง “นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ” ในฐานะประชาชนคนหนึ่งไม่รอช้า ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ผ่านทางสำนักงาน ป.ป.ช.พัทลุง เพื่อขอให้ป.ป.ช.ดำเนินการไต่สวนคำพูดของ รมว.ดิจิทัลฯ เพราะเห็นสส.พูดกันไปพูดกันมา แต่ไม่มีใครเอาจริงกับเรื่องนี้
และเรื่องนี้ต้องจับตาดูว่า “ลูกครูใหญ่แห่งค่ายเซาะกราว” จะเอาตัวรอดอย่างไร จะกลายเป็นปลาที่ตายน้ำตื้น ไม่ต่างกับ “อดีตนายกฯอิ๊งค์” แพทองธาร ชินวัตรหรือไม่

จุดนี้จะเป็นจุดอ่อนค่าน้ำเงิน ถ้าไม่รีบสะสางกวาดล้างแก๊งแสตมป์เมอร์ ที่ออกอาละวาดทำประชาชนทั่วโลกเดือดร้อน ก็จะกลายเป็นรอยด่างของ “รัฐบาลพรรคภูมิใจไทย”
ปัญหาแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ ยังโยงไปถึงสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชาที่ “โรม” หัวหมูทะลวงฟัน “ค่ายส้ม”ออกมาพูดย้ำครั้งที่ 100 ว่าแก๊งค์พวกนี้คือแหล่งทุน “ฮุนเซน” แต่ก็ยังไม่มีใครจัดการได้
และล่าสุด “กัมพูชา” เหิมเกริม หลังจากมีข่าว New York Times สื่อใหญ่ระดับโลก รายงานว่า ในเดือน ก.ค. จีนเรียกร้องให้กัมพูชาและไทยยุติสงครามชายแดน แต่จากเอกสารข่าวกรองของไทยกลับพบว่า ก่อนหน้านั้นไม่กี่สัปดาห์ จีนได้ส่งจรวดและกระสุนปืนใหญ่มายังกัมพูชา เครื่องบินทหารจีนลงจอดที่กัมพูชาเป็นเวลา 3 วันในเดือน มิ.ย. ไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่ข้อพิพาทชายแดนระหว่างกัมพูชาและไทยจะปะทุขึ้น

แต่สถานทูตจีนฯออมาปฏิเสธกระแสข่าวส่งอุปกรณ์ทางทหารให้กัมพูชา และสนับสนุนให้แก้ปัญหาทางการเมืองตาม “วิถีอาเซียน” เรียกร้องบุคคลที่เกี่ยวข้องคำนึงถึงสันติภาพ แทนการเผยแพร่ข่าวเท็จ ปลุกปั่นให้เกิดความวุ่นวาย
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นตัวบ่งชี้ได้ชัดว่า ความขัดแย้งระหว่างไทยกัมพูชา ชาติมหาอำนาจจ้องเข้ามาแทรกแซง ถ้าปล่อยไว้นานก็จะกลายเป็นวัวพันหลัก ไทยจะตกที่นั่งลำบาก เพราะถ้ามหาอำนาจยึดประโยชน์ตัวเองเป็นหลัก ใครเสนอผลประโยชน์ให้มากกว่าก็มีโอกาส ถือธงชัย ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ และเป็นโจทย์ที่ไทยต้องคิดให้รอบคอบว่าจะมีเอาอย่างไรกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเขมรที่ไม่เคยมีความจริงใจให้เราเลย
ทำให้ที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)ต้องไฟเขียวสร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา มอบ กองทัพ กำหนดพิกัด ให้ “มท.-กองทัพ-ผวจ.สระแก้ว” ผลักดันกัมพูชา พ้นพื้นที่บ้านหนองจาน จ.สะแก้ว โดยยึดกฎหมายตามกฎอัยการศึก,กฎหมายป่าไม้ หรือกฎหมายตรวจคนเข้าเมือง ในการดำเนินการ

เรื่องระหว่างประเทศก็หนักหน่วง แถมเรื่องภายในยังร้อนระอุกับสถานการณ์การเมืองตอนนี้ “รัฐบาลอนุทิน” เพิ่งจะเริ่มทำงานก็ถูกร้อง มีคดีเรียบเป็นตับ ดูจากที่ “ทนายอั๋น บุรีรัมย์” ภัทรพงศ์ ศุภักษร คู่ปรับสว.สีน้ำเงิน ชี้ช่องให้พรรคเพื่อไทย ที่สวมบทไฟแค้น รวมเสียง สส. ไม่น้อยกว่า 1ใน10 หรือ 50 คน ส่งต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความคุณสมบัตินายกรัฐมนตรีของ “อนุทิน” เอาผิด 4 ข้อ เข้าข่ายผิดจริยธรรมร้ายแรง มีพฤติกรรมน่าสงสัยมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์หรือไม่ 1. ย้ายทะเบียนบ้าน ไปอยู่ที่ดินพิพาทเขากระโดงอ.เมือง จ.บุรีรัมย์ ที่เป็นที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) 2.ถูกกล่าวหามีส่วนร่วมคดีฮั้วเลือก สว. 3.แต่งตั้ง รมว.เกษตรและสหกรณ์ ที่มีปัญหาคุณสมบัติและมาตรฐานทางจริยธรรม 4.ใช้อำนาจสมัยเป็น รมว.มหาดไทย นำถนน อบต. อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ทำเป็นรันเวย์เครื่องบินส่วนตัว
ทั้งหมดนี้จะกลายเป็นคดีพันเท้า ยังไม่รวมกับดาบที่จะต้องเจอในศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ที่ฝ่ายค้านสามารถยื่นอภิปรายฯได้เป็นดาบอีกอันหนึ่ง ของพรรคประชาชนดูแล้ว 4 เดือน รัฐบาลอยู่ระหว่างผีลูกลูกคน .



