นักข่าว สื่อสารมวลชน ตาลุกกันใหญ่กับการ “เข้าคูหากาสามเรื่อง” ไม่ใช่ลุกเพราะว้าว แต่ตาลุกแบบตาเหลือก เพราะการทำงานปลายปีนี้ต้นปีหน้าคือเข้มๆ แรงๆ ยิ่งกว่าเอสเพรสโซ่ชอต เรื่องจากเลือกตั้งพ่วงประชามตินี่ “คุณต้องใช้เวลารณรงค์อย่างยิ่ง” โดยเฉพาะในภาวะความแตกแยกทางความคิด โอกาสที่คนเราจะตัดสินใจตามอารมณ์มากกว่าเหตุผลก็มีอยู่สูงมาก และอาจนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่แก้ไขได้ยากยิ่ง

เรื่องแรก เลือกตั้ง นักข่าวการเมือง หรือสายไหนก็ตามที่เกี่ยวข้องกับการบริหารราชการแผ่นดิน จะต้องเจอข่าวในเชิงไหลเข้าไหลออกพรรคโน้นพรรคนี้ และต่อด้วยข่าวการทำหน้าที่ฝ่ายค้านไปถึงฝ่ายแค้นแบบเอาทุกเม็ด ( ซึ่งมันจะดีถ้าฝ่ายตรวจสอบมีข้อมูลใหม่ๆ ไม่ใช่เรื่องเขากระโดง เรื่องฮั้ว สว. วนอยู่แค่ความคืบหน้าเดิมๆ แถมไม่เปิดเรื่องใหม่ )

พรรคเพื่อไทยก็ต้องรีแบรนด์พรรค หลังหัวหน้าอิ๊งค์ แพทองธาร ชินวัตร ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขาดคุณสมบัติ ก็ลงเป็นแคนดิเดตนายกฯ ไม่ได้อีก และอดีตนายกฯแม้ว ทักษิณ ชินวัตร ก็อยู่ที่เรือนจำ คงไม่ได้ออกมาชี้นำพรรคได้เร็วๆ นี้ในช่วงที่ต้องรีบหาหัวใหม่ เพิ่มอัตลักษณ์ที่แข็งแรง แต่เพื่อไทยก็เดินหน้าโครงการ “ยกเครื่องเพื่อไทย” เสนอตัวเป็นทางเลือก พรรคหลักในการจัดตั้งรัฐบาลอีกครั้งหนึ่ง น่าสนใจจะเอาอะไรมาแทนแจกหมื่น

พรรคที่ต้องปฏิรูปใหญ่อีกครั้งคือประชาธิปัตย์ ก่อนจะเข้าถึงภาวะพรรคต่ำกว่ายี่สิบ หลายคนที่อยู่พรรคก็บอกเอาอุดมการณ์เดิมคืนมา ง่ายๆ คือ “ไม่เอาทักษิณ” เสี่ยต่อ เฉลิมชัย ศรีอ่อน ลาออกจากหัวหน้าพรรค คราวนี้รอดู 17 ต.ค. จะเลือกหัวหน้าพรรคเอามาร์ค อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาสร้างภาพลักษณ์พรรคแบบเดิมก่อนไปร่วมรัฐบาลเพื่อไทยได้หรือไม่

แล้วก็มีพรรคการเมืองที่จะเกิดขึ้นใหม่อีก ซึ่งการเลือกตั้งปลาย มี.ค. หลายพรรคคงยังไม่ปล่อยของเต็มที่ เนื่องจากเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ 60 เมื่อร่างรัฐธรรมนูญเสร็จ ทำกฎหมายลูกเสร็จ ก็ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ..ตอนนั้นรอจัดหนักเต็มๆ ในรัฐธรรมนูญใหม่ ที่ “อาจสกัดองค์กรอิสระไม่ให้เป็นซูเปอร์องค์กร”

เรื่องต่อมาคือ สื่อมวลชนจะต้องติดตามเรื่องการรณรงค์เลือกตั้งคู่ไปกับการหาเสียงประชามติแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งการทำประชามติรัฐธรรมนูญ จะต้องถาม 2 ข้อ คือ 1. ต้องการให้ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ 2. ยินยอมให้ยกร่างด้วยกลไกตามที่รัฐสภาเสนอตามร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ม.256 หรือไม่ ( ก็คือเรื่องการตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือ ส.ส.ร.) แม้ว่าจะมีร่างแก้รัฐธรรมนูญเพื่อไทย ก้าวไกล ของรัฐบาล ( ภูมิใจไทย & พรรคร่วมรัฐบาล ) ภาคประชาชน แต่เข้าสภา ที่สุดแล้ว ต้องรวมทุกร่างไปปรับแก้ในชั้นกรรมาธิการ วาระสามต้องเลือกให้ทำประชามติแค่ร่างเดียว  

ถ้ากาบัตรแรกให้ร่างใหม่ แต่ไม่เอาวิธีที่รัฐสภาเสนอ ก็ต้องประชุมรัฐสภา ร่างแก้ ม.256 กันใหม่ เพราะผลประชามติข้อ 1 ผูกพันให้ต้องยกร่างใหม่แล้ว ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่า วิธีใน ม.256 ฉบับแก้ไข จะเป็นที่พอใจออกมาติดธงเขียวกันทั่วเมือง หรือรณรงค์ไม่ให้เอา จะให้ไปแก้ไขใหม่ แน่นอนว่า ความขัดแย้งทางการเมืองก็มีอีก

ถ้าผ่านทั้งสองข้อ ก็ให้ไปร่างรัฐธรรมนูญด้วยกรรมการตามที่ประชามติเห็นชอบ ร่างกี่วันก็ว่าไป เสร็จแล้วเข้าสภา ถ้าสภาตีตกก็ให้สภามีมติให้ตั้งกรรมการร่างขึ้นใหม่ ..ถ้าไม่ตีตก พอบังคับใช้ก็ต้องดูว่า 1.เขียนกำหนดให้ทำกฎหมายลูกนานแค่ไหน 2. มีบทเฉพากาลสร้างเงื่อนไขอะไรอย่างไรบ้าง กฎหมายลูกเสร็จก็นับไปอีกสัก 45 วันคงเลือกตั้ง

ที่หนักคือ MOU ซึ่งเชื่อว่า หลายๆ คนก็คงยังไม่เข้าใจมันชัดเจน แม้แต่นักข่าวก็เถอะ ซึ่งน่าสนใจว่า “ทำไมถึงจะต้องะเอาไปทำประชามติ” ทั้งที่มันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน กระทบถึงอธิปไตยเหนือดินแดน จะรณรงค์อย่างไร ให้คนไทยเข้าใจมันจริงๆ และไม่ใช้กระแสชาตินิยมรังเกียจประเทศเพื่อนบ้านตัดสินใจ กาบัตรด้วยอารมณ์

MOU : Memorandum of Understanding คือ “ข้อตกลงที้ต้องตั้ง Jount Technical Committe ( JTC ) มาพิจารณาใช้พื้นที่อ้างสิทธิ์ร่วมกัน”  ที่พูดถึงกันเยอะๆ ตั้งแต่ช่วงนายกฯ นิด เศรษฐา ทวีสิน คือ MOU44 คือพื้นที่อ้างสิทธิเหนือไหล่ทวีป ที่ตอนรัฐบาลเศรษฐาพูดกันมากๆ เพราะว่ากันว่า พื้นที่บริเวณนั้นมีแหล่งพลังงานฟอสซิลขนาดใหญ่ ควรรีบขุดขายก่อนที่กระแสโลกจะไปทางพลังงานสะอาดเต็มร้อย แต่รัฐมนตรีต่างประเทศ มาริษ เสงี่ยมพงษ์ ก็นิ่งๆ

พื้นที่ไหล่ทวีปตรงนั้น ไทยกับเขมรอ้างทับซ้อนกัน คือยึดแผนที่กันคนละอันตราส่วน  .. เมื่อมี MOU มันกำหนดให้ต้องเจรจา ถ้าไปฉีก MOU กลายเป็นว่า ไม่มีเครื่องมือบังคับให้เจรจา จะเกิดอะไรขึ้น ? ต่างคนต่างขุดน้ำมันในพื้นที่เหรอ ? แล้วจะทะเลาะกัน ต้องมานั่งเขียน MOU ใหม่หรือไม่  ? แล้วเขมรจะลงนามง่ายๆ หรือ ? กลายเป็นการปลุกกระแสชาตินิยมเพิ่มความเกลียดชังขึ้นมาอีกหรือไม่ ?

เรื่อง MOU นี่น่าสนใจว่า ทำไมอยู่ๆ นายกฯหนูพูดขึ้นมาเองว่าจะให้ทำประชามติว่าจะคงไว้หรือไม่ และยังมีท่าทีว่า ถ้าเป็นตัวเองยกเลิกไปนานแล้ว ซึ่งรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ( ปชน.) บอกว่า จริงๆ ก็ใช้มติ ครม.เลิกได้ แต่ขอตั้งข้อสังเกตว่า การยกเลิก จะทำให้เอกชนที่มีสัมปทานเหนือพื้นที่ฟ้องด้วยระบบอนุญาโตตุลาการ แล้วจะทำให้ไทยเสียเปรียบ เสียทรัพยากรหรือไม่..ตั้งข้อสังเกตว่า เรื่องละเอียดอ่อนขนาดนี้ แม้แต่ในสภายังต้องประชุมลับ

เช่นนี้แล้ว ถ้ายังดึงดันจะให้ทำประชามติยกเลิก MOU จะสื่อสารให้เข้าใจทั้งสังคมได้อย่างไร ว่า มีไว้หรือเลิก ไทยได้ประโยชน์อย่างไร ?..แล้วยังมี MOU43 อีก ที่เป็นพื้นที่พิพาทบนบก ก็ต้องอธิบายให้สังคมตัดสินใจด้วยเหตุผลได้ ถ้าจะทำประชามติ สื่อมวลชนต้องตัวกลางในการสื่อสาร อธิบายความ ช่วงก่อนเลือกตั้งบัตร 3 ชนิด ( เลือกตั้ง , รัฐธรรมนูญ , MOU ) จึงเป็นการทำหน้าที่ที่หนักมาก โดยเฉพาะมันเป็นเรื่องที่อาจนำไปสู่การแบ่งแยกทางความคิด

หลังจากนั้นมี “การปฏิบัติหลังการกาบัตร” ( ตั้งรัฐบาล , ตั้ง ส.ส.ร., ปักปันเขตแดนเองหรือตั้ง JTC อีกรอบ ) อีก สื่อมวลชนก็ต้องเฝ้าระวังจับตา อธิบายปรากฏการณ์อีก เป็นงานที่หนักและขอให้กำลังใจสื่อมวลชน.

………………………………………………………
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่