ตลอดรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงประกอบพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่นานัปการ เพื่อประโยชน์สุขแก่พสกนิกร หนึ่งในพระราชกรณียกิจที่ทรงปฏิบัติมายาวนาน คือทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานชื่อและชื่อสกุลแก่ราษฎรที่ขอพระราชทานพระมหากรุณา สะท้อนพระเมตตาอันเป็นสิริมงคลสูงสุดในชีวิตของผู้ได้รับพระราชทาน
ที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานชื่อและชื่อสกุลพระราชทาน โดยสำนักราชเลขาธิการจัดทำหนังสือ ‘ชื่อและชื่อสกุลพระราชทานในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช’ ศึกษารวบรวมเอกสารราชการและสมุดทะเบียน ตั้งแต่พ.ศ. 2489-2552 มีจำนวนทั้งสิ้น 5,270 ชื่อ เป็นชื่อที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานจำนวน 5,261 ชื่อ กับชื่อที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล (ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เฉลิมพระปรมาภิไธยว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร) พระราชทานและพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานพระราชหัตถเลขาขนานชื่อ จำนวน 9 ชื่อ ชื่อสกุลพระราชทาน มีจำนวนทั้งสิ้น 301 ชื่อสกุล

ทั้งนี้ ชื่อและชื่อสกุลพระราชทานทั้งหมด แบ่งเป็นหมวดตามอักษร ตั้งแต่ ก-อ ตามแบบพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พร้อมคำแปลความหมายให้แก่ผู้ขอพระราชทานชื่อแก่บุตร บุตรี หรือหลาน หรือขอพระราชทานเปลี่ยนชื่อตนเอง เช่น กอปรยศ หมายถึง ประกอบด้วยยศ กอรัก หมายถึง ผู้เป็นที่รวมรัก ขอชัย หมายถึง ผู้ขอความชนะ ขอพร หมายถึง ขอให้มีความดี
ขนบพร หมายถึง ผู้มีระเบียบเลิศ ขวัญจันทร์ ความหมายเป็นมิ่งขวัญของวันจันทร์ ครบมงคล ความหมายผู้มีมงคล ควรรัก ความหมาย ผู้ควรเป็นที่รัก จักษุเทพ หมายถึง ผู้มีสายตาดั่งเทพ ชิดใจ หมายถึง ใกล้ชิดใจ คือรักมาก ตราใจ หมายถึง เป็นที่ผูกพันใจ ในบางราย แม้มีผู้ได้รับพระราชทานชื่อเดียวกัน เช่น อักษร ค ลำดับที่ 78 ครองธรรม ความหมาย ผู้มีธรรม ลำดับที่ 79 หมายถึงผู้มีความดี ล้วนแล้วแต่สื่อถึงความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว โดยระบุลงไปในพระราชหัตถเลขาขนานชื่อและชื่อสกุลพระราชทานอีกด้วย
สำหรับผู้ได้รับพระราชทานชื่อพระราชทานรายหนึ่งคือ รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ฉันชาย สิทธิพันธุ์ อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชหัตถเลขาขนานชื่อ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2513 ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เล่าถึงช่วงเวลานั้นยังคงแจ่มชัดในความทรงจำ

“ผมเกิดมาพร้อมกับชัชชาติ น้องชายฝาแฝด เมื่อแรกเกิดเราสองคน ชื่อ ชัยวัฒน์กับชัยวุฒิ พ่อของผมเป็นราชองครักษ์ที่ได้รับพระราชทานชื่อแก่ลูกทั้งสอง โดยชื่อ ‘ฉันชาย’ แปลว่า ‘สมเป็นชาย’ กับ ‘ชัชชาติ’ หมายถึง ‘เกิดเป็นนักรบ’
เราสองคนใช้ชื่อนี้ตั้งแต่เข้าโรงเรียน ความที่เรายังเด็ก เห็นพ่อไปทำงานตามเสด็จฯ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ไม่รู้ว่างานที่ทรงทำคืองานอะไร พอโตมา ถึงเข้าใจว่าพระองค์ทรงทำเพื่อความสุขของราษฎรในทุกๆ ด้าน ก่อเกิดประโยชน์มากมาย ครอบครัวของเราเทิดทูนพระองค์เป็นอย่างมาก
ที่ผ่านมาผมกับน้องชาย ได้รับพระมหากรุณาธิคุณตลอดมา ชัชชาติได้รับทุนอานันทมหิดลทั้งในระดับปริญญาโทและเอก ในขณะที่ผมเรียนจบ ได้รับพระราชทานปริญญาบัตร วันแต่งงานก็ได้รับน้ำพระมหาสังข์สมรสพระราชทานในวันสำคัญของชีวิตคู่ ตอนที่พระองค์พระราชทานพรให้แก่ผมกับภรรยา ความที่ผมตื่นเต้นมาก รับสั่งอะไรก็ตื้นตันไปหมด กระทั่งวันที่พ่อผมเสียชีวิต ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินพระราชทานเพลิงศพ ที่วัดเทพศิรินทราวาส รับสั่งประโยคหนึ่งว่า
“คุณเสน่ห์เป็นคนดีที่น่านับถือ”
คำ คำนี้ผมจดจำมาชั่วชีวิต ผมยึดถือในสิ่งที่พระองค์มีรับสั่ง เพื่อเป็นคนดีของสังคม เมื่อผมเรียนจบทำงานแล้ว มีโอกาสได้ถวายการรักษา ก็ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความตั้งใจ ด้วยความรักและเทิดทูนพระองค์ กระทั่งในวันที่ผมได้เป็นผู้บริหาร มีพระองค์เป็นแรงใจผลักดันให้เราทำความดี วางเป้าหมายว่าทุกอย่างเพื่อส่วนรวมอย่างที่พระองค์ทรงทำเป็นแบบอย่าง ยิ่งเราเป็นข้าราชการ ยิ่งต้องทำงานให้ดี มีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือคนอื่นให้ได้มากที่สุด ซึ่งทุกอาชีพไม่ใช่เฉพาะหมอ ผมมองว่าใครทำอาชีพอะไร เราร่วมไม้ร่วมมือกันพัฒนาประเทศชาติให้ก้าวหน้า เป็นพลเมืองที่ดีของสังคม เป็นสิ่งหนึ่งที่จะตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณที่มีให้เสมอมา”
ม.ร.ว.นิภานพดารา ยุคล เป็นบุคคลอีกรายหนึ่งที่ได้รับพระราชทานชื่อพระราชทาน โดยได้รับพระราชทานพระราชหัตถเลขาขนานชื่อ เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2531 ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน

“ท่านพ่อ (หม่อมเจ้าฐิติพันธุ์ ยุคล) ประทับใจในพระราชจริยวัตรของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้านิภานภดล วิมลประภาวดี กรมขุนอู่ทองเขตขัตติยนารีและสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามาลินีนภดารา ศิรินิภาพรรณวดี กรมขุนศรีสัชนาลัยสุรกัญญา
รวมทั้งพระนามของสองพระองค์ไพเราะ จึงนำบางส่วนของพระนามมาเป็นชื่อของดิฉัน จากนั้นกราบบังคมทูลขอพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อพระราชทานชื่อในเวลาต่อมา ไม่นานนักทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อ ‘นิภานพดารา’ มีความหมายว่า ‘ผู้เสมอดาวดวงใหม่’
หลังจากดิฉันอายุครบเดือน ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงโกนผมไฟ เพื่อความเป็นสิริมงคลในชีวิตของดิฉันอีกครั้งหนึ่ง

จากนั้นดิฉันได้ตามเสด็จท่านพ่อ ไปงานพระราชพิธีต่างๆ รวมทั้งเมื่อครั้งในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงดนตรี ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน หรือเสด็จแปรพระราชฐานทรงเรือใบ ณ วังไกลกังวล ดิฉันทราบข่าวพระราชกรณียกิจ เห็นพระองค์ทรงงานช่วยเหลือราษฎร ทำให้ซาบซึ้งใจ รู้สึกโชคดีที่ได้เกิดในแผ่นดินของพระองค์
อีกทั้งทรงใช้ชีวิตเรียบง่าย เป็นแรงบันดาลใจให้ดิฉันดำเนินชีวิตอย่างพระองค์ จนกระทั่งเรียนจบ แต่งงาน มีลูก ทำธุรกิจเสื้อผ้าสำหรับเด็ก นึกถึงพระราชดำรัสเกี่ยวกับเรื่องรู้หน้าที่ เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ไม่ว่าเราจะอยู่ในบทบาทอะไร หากรู้หน้าที่แล้วให้ทำสิ่งนั้นอย่างเต็มที่ ชีวิตจะประสบความสำเร็จ ถ้าทุกคนร่วมมือกันทำด้วยความสามัคคี จะส่งผลดีต่อสังคมและประเทศชาติ”
นอกจากมีผู้ได้รับพระราชทานชื่อพระราชทานแล้ว พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อสกุลพระราชทานแก่ครอบครัวยุติธรรมดำรง เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2525 ณ พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ โดย นาถสินี ยุติธรรมดำรง รองเลขานุการอัยการสูงสุดเป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราว

“ตอนนั้นคุณพ่อรับราชการเป็นอัยการจังหวัดสงขลา ทำงานเกี่ยวข้องกับความยุติธรรม เกรงว่าอาจมีผู้ใกล้ชิดมาขอความช่วยเหลือเรื่องคดีความต่างๆ จึงขอพระราชทานชื่อสกุล ในเวลาต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานว่า ‘ยุติธรรมดำรง’ หมายถึง ‘ดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม’ สอดคล้องกับหน้าที่การงานที่คุณพ่อทำ รวมทั้งมีคำสะกดเป็นภาษาอังกฤษ ทรงลงพระปรมาภิไธย พร้อมข้อความว่า ‘ขอให้สกุลยุติธรรมดำรงมีความเจริญรุ่งเรือง มั่นคง อยู่ในประเทศไทยชั่วกัลปาวสาน’ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณแก่วงศ์ตระกูลอย่างหาที่สุดมิได้
หลังจากนั้นสมาชิกในครอบครัว เปลี่ยนมาใช้ชื่อสกุลพระราชทานนี้ และรับใส่เกล้าฯ มาโดยตลอดว่า จะทำงานให้เป็นไปตามที่พระองค์ทรงมีพระมหากรุณา ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เป็นหลักชัยในการดำเนินชีวิต เพื่อสนองพระเดชพระคุณอย่างเต็มกำลัง น้อมนำพระราชดำรัสของในหลวง รัชกาลที่ 9 ว่ากฎหมายเป็นเครื่องมือในการดำรงความยุติธรรม เวลาใช้กฎหมายคำนึงถึงข้อเท็จจริง ศีลธรรม เพื่อให้ความยุติธรรมที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่ยึดแต่ตัวบทกฎหมายเป็นหลัก ถ้ามีแต่นิติศาสตร์ ไม่มีรัฐศาสตร์ ก็ไม่มีความยุติธรรมอย่างแท้จริง

กระทั่งดิฉันทำงานด้านกฎหมาย ก็ยึดหลักการทำงานตามรอยเบื้องพระยุคลบาท ในด้านความวิริยอุตสาหะ พระองค์ทรงงานไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ทรงศึกษาหาความรู้ก่อนลงมือทำเสมอ ทำให้คิดว่า คนเราถ้าตั้งใจดี ทำงานด้วยสติปัญญาบนพื้นฐานความรู้ที่ได้จากหนังสือ หรือศึกษาจากผู้มีประสบการณ์ นำมาพัฒนาความสามารถตนเองอยู่เสมอ ซื่อสัตย์ รักในงานที่ทำโดยไม่ต้องคาดหวังอะไร ผลลัพธ์ก็ออกมาดี”
ทุกนามที่พระราชทาน เป็นร่องรอยแห่งความผูกพัน ระหว่างพระมหากษัตริย์กับประชาชนผู้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เป็นเครื่องเตือนใจให้ดำเนินชีวิตอย่างมีคุณค่า ด้วยบทเรียนของความดี ความเพียร และความกตัญญู ที่จะสืบต่อไปตราบนานเท่านาน



