ทั้งนี้ การ “สวรรคต” ของ “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” พระผู้ทรงเปี่ยมด้วยน้ำพระทัยเมตตาล้นพ้นยิ่งต่อปวงไทย เป็นความ “สูญเสียครั้งใหญ่” ของประเทศไทยและปวงไทย คนไทยทุกหมู่เหล่าต่างมีความ “โศกเศร้าอาลัยยิ่ง” ซึ่งการ “ทำความดีน้อมถวาย” พระองค์ท่าน เป็นแนวทางในการแสดงออกถึงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณล้นพ้นยิ่งที่ “สมเด็จแม่แห่งแผ่นดินไทย” ทรงมีพระเมตตาต่อปวงไทย

ทำดี” เพื่อ “น้อมถวายพระองค์ท่าน”

สำหรับข้อมูลวิชาการด้านจิตวิทยากรณี “ความสูญเสีย-ความโศกเศร้า”ที่ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะสะท้อนต่ออีกส่วนหนึ่ง ณ ที่นี้… เป็นข้อมูลจากบทความเกี่ยวกับ “แนวทางการรับมือความเศร้าเมื่อผู้เป็นที่รักจากไป” โดย วาทมอน แก้วสมสอน พยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลมนารมย์ที่เผยแพร่ไว้ทาง เว็บไซต์โรงพยาบาลมนารมย์ ซึ่งก็น่าพิจารณา…

ทาง วาทมอน พยาบาลวิชาชีพผู้เขียนบทความดังกล่าวได้ระบุถึง “การสูญเสีย” ไว้ โดยสังเขปมีว่า… เป็นเรื่องธรรมชาติที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ อย่างไรก็ตาม แต่หากการสูญเสียที่เกิดขึ้นนั้นเป็นการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ระดับความโศกเศร้าเสียใจในการสูญเสียก็จะยิ่งมีระดับที่มากขึ้น และยิ่งทำให้บางคนยากที่จะเผชิญหน้า ยากที่จะยอมรับกับความจริงที่เกิดขึ้น ซึ่งส่งผลทำให้ยิ่งรู้สึกเจ็บปวด “โศกเศร้าเสียใจ” อย่างมาก …โดยแต่ละคนก็อาจใช้เวลาทำใจยอมรับแตกต่างกันไป…

อย่างไรก็ตาม ความโศกศัลย์ ความโศกเศร้า ที่เกิดขึ้นจากการต้องสูญเสียบุคคลผู้เป็นที่รักนั้น หากต้องใช้เวลานานจนมากเกินไปในการที่จะทำใจยอมรับ ก็อาจจะส่งผลต่อสุขภาพกาย และอาจจะส่งผลต่อสุขภาพใจ โดยอาจจะนำไปสู่การทำให้เกิด “ภาวะซึมเศร้า” ขึ้นได้ ดังนั้น การเรียนรู้เพื่อที่จะสามารถก้าวข้ามผ่านความสูญเสียไปได้ และการเรียนรู้เพื่อที่จะยอมรับความจริงได้ จึงเป็นสิ่งที่จะช่วยให้สามารถปรับตัวกับสถานการณ์ความโศกเศร้า และสามารถใช้ชีวิตอย่างเป็นปกติได้ต่อไป

ผู้จัดทำบทความเผยแพร่ดังกล่าวได้มีการระบุถึง “วิธีรับมือความโศกเศร้า” ไว้ด้วย แต่ก่อนจะไปสู่วิธีการรับมือ ก็ควรต้องทำความเข้าใจ“ความเศร้าจากการสูญเสีย”ไว้ด้วย โดยในบทความได้อธิบายไว้ว่า… ความโศกเศร้า” เป็นปฏิกิริยาจิตใจที่ตอบสนองการสูญเสีย โดยลำดับขั้นมักเริ่มจากไม่ยอมรับความจริง กลัว โกรธ ซึมเศร้า ก่อนจะไปถึงขั้นยอมรับได้ ซึ่งขณะที่เผชิญลำดับขั้นต่าง ๆ อยู่นั้น อาจรู้สึกสับสน รู้สึกผิด เสียใจ หรือรู้สึกหมดหวังร่วมด้วย โดยระดับความรุนแรงของสภาวะทางอารมณ์ก็มักขึ้นกับระดับของการสูญเสียที่เกิดขึ้นด้วย …นี่เป็น “ลำดับขั้นความเศร้าหลังความสูญเสีย” ที่มีการระบุไว้

และมี “วิธีการรับมือความสูญเสีย”

ในส่วนของ “วิธีรับมือความสูญเสีย” นั้น ได้มีการแนะนำไว้ 6 แนวทาง” ดังนี้…1.ยอมรับความรู้สึกที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์โกรธ เศร้า หรือความรู้สึกต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นหลังการสูญเสีย โดยให้มองเป็นสิ่งปกติ และมองว่าการเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดและยอมรับความรู้สึกเหล่านั้นเป็นเรื่องธรรมชาติ ที่จะช่วยให้สามารถเดินหน้าชีวิตต่อไปได้, 2.ระบายความรู้สึกกับคนรัก หรือคนที่เข้าใจ ระบายกับสมาชิกในครอบครัว เพื่อน หรือเพื่อนร่วมงาน เพื่อที่จะช่วยปลดปล่อยความรู้สึกเจ็บปวดออกมา นอกจากนั้นยังอาจขอกำลังใจจากคนรอบข้าง เพราะกำลังใจดี ๆ จะช่วยให้สามารถผ่านพ้นสถานการณ์ได้ง่ายขึ้น

ถัดมา… 3.เขียนแสดงความรู้สึก ซึ่ง วาทมอน พยาบาลวิชาชีพ รพ.มนารมย์ระบุไว้ว่า…การเขียนระบายความรู้สึกต่าง ๆ จากการสูญเสีย สามารถช่วยผ่อนคลายความเจ็บปวด และช่วยให้ได้เรียนรู้ที่จะรับมือกับความเจ็บปวดต่อไปได้,4.ดูแลตนเองและคนรอบข้าง เช่น รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ออกกำลังกายอย่างเหมาะสมและสม่ำเสมอ รวมถึงนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ กับหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ หรือการตัดสินใจที่สำคัญ ๆ หากยังไม่มีความจำเป็น

5.ให้กำลังใจผู้อื่น โดยการให้กำลังใจผู้เผชิญความสูญเสียเหมือนกันอาจช่วยให้เราเองก็รู้สึกดีขึ้น รวมถึงการแบ่งปันเรื่องราวกันและกัน ที่จะช่วยให้คนที่โศกเศร้าจากการสูญเสียสบายใจขึ้น, 6.จดจำและระลึกถึงบุคคลที่จากไป ย้ำเตือนถึงความทรงจำดี ๆ เช่น วางรูปภาพบุคคลอันเป็นที่รักซึ่งอยู่ในช่วงเวลาที่มีความสุข หรือปลูกต้นไม้ดอกไม้เพื่อระลึกถึงบุคคลที่จากไป รวมถึงอาจใช้วิธีเพื่อจดจำผู้เป็นที่รักซึ่งจากไป เช่น บำเพ็ญประโยชน์แก่สาธารณะ เป็นจิตอาสาทำความดี เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม นอกจาก 6 แนวทางแล้ว ในช่วงท้ายบทความดังกล่าวยังระบุไว้ด้วยว่า… กรณีที่หากทำตามวิธีต่าง ๆ แล้วยังรู้สึกเจ็บปวดและโศกเศร้าเสียใจไม่หาย การไปพบจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาเพื่อขอรับคำปรึกษาก็เป็นแนวทางที่จะช่วยให้สามารถรับมือกับความโศกเศร้าที่เกิดขึ้นจากความสูญเสียนั้น ๆ เพื่อที่จะสามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้ตามปกติต่อไป

ทั้งนี้ เมืองไทย-คนไทยยามนี้กำลังเต็มไปด้วยความ “โศกเศร้าอาลัยยิ่ง” จากการที่ “สูญเสียครั้งใหญ่” ซึ่งข้อมูล “แนวทางปรับใจเพื่อก้าวผ่านความเศร้าโศก” ที่ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” สะท้อนต่อ ณ ที่นี้ ยิ่งนับเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ และนับว่าเป็นข้อมูลที่ยิ่งน่าสนใจ น่าตระหนักและนำไปปรับใช้ เพื่อ “คลายความโศกเศร้า” เพื่อ “ฟื้นฟูแรงใจ-แรงกาย”

เพื่อ “ทำให้ทั้งใจกายมีความพร้อม”

พร้อม “ทำความดีในรูปแบบต่าง ๆ”

น้อมถวายสมเด็จแม่แห่งปวงไทย”.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์