เนื้อความข้างต้นเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งที่เป็นเสมือนคำพูดแทนเสียงในหัวใจพสกนิกรไทยทั้งประเทศ ในช่วงเวลาแห่งความสูญเสียครั้งใหญ่ หลังจากมีประกาศสำนักพระราชวัง “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สวรรคต” วันที่ 24 ตุลาคม 2568 ยังมาซึ่งความเศร้าอาลัยยิ่งของปวงไทย ที่ต้องสูญเสียพระผู้ทรงเป็น “สมเด็จแม่แห่งไทย”
“สมเด็จแม่” แห่งแผ่นดินไทย–ปวงไทย
ผู้ “ทรงเปี่ยมล้นด้วยน้ำพระทัยเมตตา”
น้ำพระทัย “ดับไฟทุกข์ไทยทั่วถิ่นไทย”

ทั้งนี้ ถ้อยคำที่เสมือนแทนความรู้สึกปวงไทยข้างต้นนั้น เป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งจากถ้อยคำในข้อความที่มีการโพสต์ไว้ทาง เฟซบุ๊กสำนักงานประชาสัมพันธ์ จ.นราธิวาส โดยเป็นความรู้สึกของประชาชนใน หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงฯ บ้านรอตันบาตู จ.นราธิวาส ที่ได้มีการ ก่อตั้งขึ้นจากพระราชดำริ “สมเด็จพระพันปีหลวง” เพื่อช่วยเหลือครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากเหตุความไม่สงบ ในพื้นที่ จ.นราธิวาส โดยพระองค์ท่านทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้งหมู่บ้านแห่งนี้เป็น “โครงการหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงและฟาร์มตัวอย่าง บ้านรอตันบาตู ต.กะลุวอ อ.เมืองจ.นราธิวาส”ตั้งแต่ปี 2547
เพื่อ “ช่วยพสกนิกรให้ได้รับโอกาส”
เพื่อ “ดับทุกข์จากเหตุความไม่สงบ”
โดยที่… “ถ้อยคำความรู้สึก” ที่โพสต์ไว้ในเฟซบุ๊กสำนักงานประชาสัมพันธ์ จ.นราธิวาส ที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” นำมาสะท้อนต่อนี้ เป็นความรู้สึกพสกนิกรในหมู่บ้านดังกล่าว ซึ่ง จันจิรา ประศาสตร์ศิลป์ รองประธานหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงฯ บ้านรอตันบาตู ได้ระบุถึงความรู้สึกหลังทราบข่าว “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สวรรคต” ไว้ว่า… รู้สึกเสียใจอย่างบอกไม่ถูก พระองค์ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้งหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงฯเพื่อช่วยเหลือครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากเหตุความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้
ด้วยพระเมตตาหาที่สุดมิได้ ที่ “สมเด็จพระพันปีหลวง” ได้พระราชทานแก่ชาวบ้าน ผู้ได้รับผลกระทบ ทำให้สมาชิกทุกคนได้มีที่พักพิง มีที่อยู่อาศัย มีที่ดินทำกิน รวมถึงมีอาชีพ จนสามารถเลี้ยงดูตนเองและครอบครัวได้ และที่สำคัญอีกประการ พระเมตตาที่ทรงมีต่อประชาชนที่นี่ ทำให้จากหมู่บ้านที่ถูกเรียกว่าเป็น “หมู่บ้านแม่ม่าย” กลายเป็น “หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง” …ซึ่งทางรองประธานหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงฯ บ้านรอตันบาตู ยังได้ระบุไว้ว่า… ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร ชาวบ้านในหมู่บ้านจะร่วมกันดูแล “บ้านของแม่” ให้ดีที่สุด ตราบเท่าชีวิตของตน …นี่เป็นเสียงแห่งความสำนึกในพระเมตตา ที่จันจิรา และทุกคนในหมู่บ้าน สัญญาว่าจะดูแลหมู่บ้านให้ดีที่สุด เพื่อตอบแทนพระเมตตาแห่งพระองค์
ทั้งนี้ หมู่บ้านรอตันบาตู จากที่เคยถูกเรียกว่าเป็น “หมู่บ้านแม่ม่าย” พลิกจากบรรยากาศไฟทุกข์สู่บรรยากาศความสุขได้ โดยใน เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) มีข้อมูลที่ระบุถึงหมู่บ้านนี้ไว้ว่า… โครงการหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงและฟาร์มตัวอย่าง บ้านรอตันบาตู จัดตั้งขึ้นด้วยพระราชดำริในพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยได้มีพระราชดำริกับ นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี พล.อ.ณพล บุญทับ รองสมุหราชองครักษ์ เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2547 ณ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ จ.นราธิวาส เพื่อช่วยเหลือครอบครัวเจ้าหน้าที่ ประชาชน ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุความไม่สงบ
ข้อมูลโดยสำนักงาน กปร. ระบุถึงสภาพพื้นที่ บ้านรอตันบาตูไว้ว่า…พื้นที่แถบนี้เป็นที่นาและที่ลุ่มติดแม่น้ำบางนรา เดิมเกษตรกรใช้พื้นที่บางส่วนทำนาโดยอาศัยน้ำฝน ซึ่งได้ผลผลิตไม่แน่นอน และบางพื้นที่ได้ใช้เป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ ขณะที่พื้นที่บางส่วนได้ถูกปล่อยทิ้งให้เป็นพื้นที่รกร้าง ซึ่งเมื่อมีโครงการฯ ได้แบ่งพื้นที่ดำเนินงานเป็น 2 ส่วน คือ… ส่วนแรก หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง และส่วนที่สอง ฟาร์มตัวอย่าง ที่เป็นการใช้พื้นที่ตามศักยภาพของดิน …นี่เป็นข้อมูลเบื้องต้นโดยสังเขป
บ้านรอตันบาตู…ที่เป็น “บ้านของแม่”
ด้วยเศรษฐกิจพอเพียง–ฟาร์มตัวอย่าง
และข้อมูลในเว็บไซต์สำนักงาน กปร. ยังระบุถึง “พระเมตตาสมเด็จแม่แห่งไทย”ไว้ด้วยว่า… หลังพระองค์ทรงทราบถึงความเดือดร้อน ได้พระราชทานพระราชดำริให้ช่วยเหลือ โดย พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อจัดซื้อที่ดินในการจัดตั้งโครงการฯ เพื่อช่วยเหลือครอบครัวของประชาชน ข้าราชการพลเรือน ทหาร ตำรวจ ทั้งไทยพุทธและไทยมุสลิม ที่สูญเสียหัวหน้าครอบครัวจากเหตุความไม่สงบ อีกทั้งทรงโปรดฯ ให้ฝึกประกอบอาชีพทอผ้า และฝึกเรียนรู้การทำเครื่องปั้นดินเผา ในศูนย์ศิลปาชีพฯ ซึ่ง สร้างอาชีพสร้างรายได้ให้ประชาชนได้อย่างยั่งยืนสืบมา จนถึงทุกวันนี้…
บ้านแม่ม่าย…พลิกเป็น “บ้านของแม่”
พื้นที่ทุกข์…ได้กลายเป็น “พื้นที่สุข”
ก็…“ด้วยพระเมตตาแห่งสมเด็จแม่”.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



