ทั้งนี้ เพราะ “ไม่ฟังกันทำให้เกิดปัญหา!!” นี่เป็นสิ่งที่ “ในสังคมไทยนับวันยิ่งจะเกิดมากขึ้นรุนแรงขึ้น” นี่เป็นปัญหาที่เกิดมากขึ้นในคนไทยทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย ไม่เว้นแม้แต่ระหว่างคนที่อยู่ในครอบครัวเดียวกัน ซึ่งกรณีลูกไม่ฟังแม่ ทั้ง ๆ ที่สิ่งที่แม่พูดกับลูกเป็นการหวังดีต่อลูกนั้น…เมื่อเร็ว ๆ นี้ก็มีข่าวว่าทำให้คนเป็นแม่รายหนึ่งตัดสินใจจะกระโดดแม่น้ำฆ่าตัวตาย เพราะพฤติกรรมติดมือถือของลูก ซึ่งยังโชคดีที่เจ้าหน้าที่ช่วยคุณแม่รายนี้ไว้ทัน

รับฟัง” โฟกัสที่การ “ฟังคนเป็นแม่”

น่าตระหนัก” รวมถึง “ฟังแม่มือใหม่”

แม่เพิ่งมีลูก “ครอบครัวยิ่งจะต้องฟัง!!”

ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ขอพลิกแฟ้มสะท้อนต่อข้อมูล-สะท้อนย้ำในช่วง “เดือนการฟังแห่งชาติ” เดือน พ.ย.นี้ โดยขอโฟกัสกรณี คนในครอบครัว-คนรอบข้าง “ควรต้องรับฟัง” คนเป็น “คุณแม่มือใหม่” ให้มาก ๆ เพื่อที่จะ“ป้องกันคุณแม่มือใหม่คิดลบจนเกิดเรื่องร้าย”ป้องกันความเสี่ยงของคนที่เป็นคุณแม่มือใหม่จากภัยที่เรียกว่า “โรคเบบี้บลู (Baby blue)”

เพราะ…เบบี้บลู” ที่ว่านี้ไม่เพียงพบแนวโน้มความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในต่างประเทศ ในไทยหลัง ๆ มานี้ก็พบบ่อย ๆ พบเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แม้แต่กับคุณแม่มือใหม่ที่เป็นคนดัง คนมีชื่อเสียง ก็เคยมีหลายคนแล้วที่เผยว่าเคย ตกอยู่ในภาวะเบบี้บลูต้องเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์เพื่อบำบัด เพื่อไม่ให้เกิดเรื่องร้าย ๆ ซึ่ง… จะช่วยสู้โรคเบบี้บลูการรับฟังนั้นสำคัญ”

ถามว่าโรคเบบี้บลูคือโรคอะไร??… ก็มีข้อมูล-มีคำอธิบายในเว็บไซต์ของทาง กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุขโดยสังเขปมีว่า… เบบี้บลู” คือภาวะซึมเศร้าหลังคลอด หรืออาการซึมเศร้าหลังคลอด หรืออารมณ์เศร้าหลังคลอด โดยยังมีชื่อเรียกอื่น ๆ ในภาษาอังกฤษ-ในทางการแพทย์ คือ Postpartum blues หรือ Maternity blues ซึ่ง… พบอาการนี้ในอัตรา 1ใน 6ของคุณแม่ที่เพิ่งคลอดลูก เนื่องจากหลังคลอดลูกฮอร์โมนของคนเป็นคุณแม่จะเกิดการลดระดับลงอย่างรวดเร็ว โดยที่อาจจะทำให้คุณแม่มือใหม่มีภาวะซึมเศร้าหลังคลอดได้ ซึ่งในแต่ละรายก็อาจจะมีความรุนแรงแตกต่างกันไป

ลักษณะของภาวะเบบี้บลูนั้น ส่วนใหญ่มักปรากฏอาการในช่วงระยะ 2-5 วันแรกหลังคลอดลูก ซึ่งอาการซึมเศร้าของคุณแม่หลังคลอดอาจจะเริ่มแสดงออกมาภายใน 2 สัปดาห์แรกหลังคลอด หรือบางรายผ่านไปแล้วหลาย ๆ เดือนจึงจะแสดงอาการออกมาก็มี โดย เมื่อเกิดภาวะอาการแล้วก็จะเป็นอยู่ต่อไปประมาณ 7-10วัน หรือมักจะไม่เกิน 2 สัปดาห์

ช่วงที่เกิดภาวะ” นี่แหละ “ช่วงที่เสี่ยง”

ที่ยิ่งเป็นช่วงที่ต้องได้รับการรับฟัง!!”

คนในครอบครัว-คนรอบข้าง “ควรต้องรับฟัง” เพราะ… โรคเบบี้บลู-ภาวะอาการเบบี้บลูนี้ จะส่งผลทำให้เกิดอาการสำคัญ ๆ คือ รู้สึกสับสนแปรปรวน, อารมณ์เปลี่ยนแปลงได้ง่าย, หงุดหงิดง่าย, นอนไม่หลับ, ร่างกายอ่อนเพลียได้ง่าย, รู้สึกเบื่ออาหาร, รู้สึกวิตกกังวล, จิตใจอ่อนไหวง่าย โดยในรายที่อาการรุนแรงมากอาจจะ รู้สึกเศร้ามาก ๆ และอาจจะ ร้องไห้ออกมาแบบไม่ทราบสาเหตุ …ซึ่งภาวะอาการดังกล่าวนี้ ถ้าคนรอบข้างไม่ได้ใส่ใจอาจบานปลายร้ายแรงได้!!

การดูแลคุณแม่มือใหม่ที่เกิดภาวะเบบี้บลูเพื่อ “ป้องกันเหตุไม่พึงประสงค์” นั้นเป็นเรื่องที่ “มองข้ามมิได้!!” ซึ่งทางกรมสุขภาพจิตก็ได้แนะนำไว้ว่า… ความรู้ความเข้าใจของคนรอบข้างคนใกล้ชิดเป็นสิ่งสำคัญที่สุด!! ซึ่งจะต้องเข้าใจถึงพฤติกรรมที่เกิดจากภาวะอาการดังกล่าว เพราะถ้าหากคนใกล้ชิด คนรอบข้าง ขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องเกี่ยวกับภาวะซึมเศร้าหลังคลอดที่คุณแม่มือใหม่กำลังต้องเผชิญอยู่ ก็อาจจะไม่ได้มีการดูแล จนอาจจะส่งผลทำให้คุณแม่ที่มีภาวะดังกล่าวนี้มีอาการรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ซึ่งส่งผลเสียทั้งกระทบความสัมพันธ์ครอบครัว ส่งผลทั้งต่อตัวคุณแม่มือใหม่ และส่งผลต่อลูกด้วย

สำหรับ “วิธีดูแล”คุณแม่มือใหม่ที่เกิดภาวะเบบี้บลูนั้น ทางกรมสุขภาพจิตก็แนะนำไว้ด้วยว่า… สามี คนในครอบครัว คนใกล้ชิดรอบข้าง จะต้องหมั่นสังเกตพฤติกรรม ต้องหมั่นสังเกตว่าคุณแม่มือใหม่นั้นสามารถทำกิจวัตรประจำวันได้เหมือนเดิมหรือไม่ ต้องช่วยกันสอดส่องคุณแม่หลังคลอดว่ามีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปหรือไม่ เช่น พูดน้อยลง กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ฯลฯ ซึ่งถ้าพบว่าเปลี่ยนไป ก็ต้องช่วยกันบำบัด เช่น สัมผัส โอบกอด เพื่อให้รู้สึกผ่อนคลาย รู้สึกว่าไม่ได้ถูกทอดทิ้ง อย่างไรก็ดี สิ่งที่ควรต้องรีบทำเป็นอันดับแรกเมื่อพบความผิดปกติคือการช่วยให้ได้ระบายความรู้สึกที่เกิดขึ้นคือการ “ใส่ใจรับฟัง”

ทั้งนี้ กรณี “เบบี้บลู” ที่ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” พลิกแฟ้มสะท้อนต่อข้อมูลในช่วง “เดือนการฟังแห่งชาติ” นี่ก็เป็นอีกกรณีที่ฉายภาพได้ชัดว่า “ทุกปัญหาดีขึ้นได้ด้วยการฟัง” ฉายภาพได้ชัดว่า “ฟังด้วยหู ดูด้วยใจ” เพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน “เป็นเรื่องที่น่าตระหนักอย่างยิ่ง” เพราะจะช่วย “แก้ไขปัญหาและป้องกันปัญหาอันไม่พึงประสงค์” ได้ ซึ่งขนาดว่าปัญหามีต้นเหตุจากฮอร์โมนก็ยังแก้ไขได้ ดังนั้น ปัญหามีต้นเหตุจากไม่เข้าใจกัน แล้ว “รับฟังให้เข้าใจกัน” ก็ย่อมจะแก้ไขได้

ก็ขอร่วมสะท้อนฟังด้วยหู ดูด้วยใจ”

ขอย้ำไว้อย่าไม่ฟังกันจนเกิดปัญหา”

รวมถึงในครอบครัว “ฟังกันดีแน่ ๆ”.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์