ศึกการเมืองช่วงนี้เดือดดาลท่ามกลางการนับถอยหลังการเปิดสมัยประชุมสภาวันที่ 12 ธ.ค.2568 มีวาระร้อน วาระร้าย ให้เกาะติดแอบกระพริบตาไม่ได้
เริ่มตั้งแต่เวทีสภาที่ฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลต่างเปิดไพ่ในมือออกมาฟาดฟันกันไม่ยั้ง อย่างฝ่ายค้านโดย “พรรคประชาชน” ถือไพ่ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจเปิดศึกซักฟอกรัฐบาลเสียงข้างน้อย “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย มาตั้งแต่ไก่โห่นำไปมัดรวมข้อตกลง MOA ว่า หากรัฐบาลไม่ทำตามจะใช้ยื่นซักฟอกล้มรัฐบาล“หนูหวานเจี๊ยบ”
แต่ “พรรคประชาชน” อย่าลืมว่าไม่ได้เป็นฝ่ายค้านพรรคเดียวยังมี “พรรคเพื่อไทย” ซึ่งมีเสียงสส.ในมือ142 เสียง มีสิทธิ์ยื่นซักฟอกรัฐบาลในเช่นกัน ซึ่งพรรคเพื่อไทยเปิดหน้าชนเต็มที่ โดยประกาศจะยื่นซักฟอกล้ม “รัฐบาลอนุทิน” โดยเร็วหลังเปิดประชุมสภาสมัยสามัญวันที่ 12 ธ.ค.นี้

“นายกฯหนู”สวมบทไม่กลัวราชสีห์งัดอาวุธในมือโชว์อำนาจเต็มที่ ประกาศได้เขียนพระราชกฤษฎีกายุบสภา ล้มกระดานการเมืองเอาไว้แล้ว และมีอำนาจเต็มในการที่จะหักยุบได้สภาทันที
พร้อมส่งสัญญาณยกเหตุ “รัฐบาลเสียงข้างน้อยมันจะไปได้ได้อย่างไร ถ้ารอถึงวันที่ 31 ม.ค.69 ไม่ไหวก็ไม่มีปัญหา จะให้ยุบสภาวันที่ 12 ธ.ค.68 วันเปิดสภาก็พร้อมยุบ แต่จะมีอะไรที่ทำแล้วไม่เสร็จหลายอย่างก็ต้องไปโทษคนนั้น จะมาโทษผมไม่ได้ ถ้าบอกว่าให้อภิปรายฯแล้วให้โหวต อภิปรายฯห่วยขนาดไหนก็แพ้ และต่อให้อภิปรายดีขนาดไหนหรือตอบโต้ชี้แจงดีขนาดไหนก็แพ้ เพราะรัฐบาลเสียงข้างน้อยมันไม่ใช่วินวิน” นายกฯอนุทิน กล่าว
เรียกได้ว่า “นายกฯหนู” ชั่วโมงนี้ไม่ยอมให้ใครมาด่าฟรีๆ ย้ำเป็น “รัฐบาลเสียงข้างน้อย” มีโอกาสโดนโหวตให้พ่ายแพ้ในสภามีโอกาสสูง จะกลายเป็นตราบาปถูกคว่ำกลางสภา และปิดทางการสู้ศึกเลือกตั้งของพรรคภูมิใจไทยไปโดยปริยายทางเลือก “ยุบสภา” จึงเป็นหนทางที่ดีที่สุด

สแกนดูการจัดทัพการเมือง นาทีนี้ “ค่ายสีเงินน้ำ” พร้อมรบที่สุด “เสี่ยหนู”เล่นขยับเกมเร็ว โยนหินเปิดหน้า 2 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ที่จะอยู่ในบัญชีแคนดิเดตของพรรคภูมิใจไทย คือ “ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง และ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รมว.พาณิชย์ โหนแสงของ 2 แคนดิเดตนายกฯส่องทางการเมือง
เปิดประตูให้เห็นชัดๆ มีแม่ทัพมือหนึ่งในเรื่องการแก้ปัญหาปากท้อง ได้แน่นอนเพราะได้มีการปูทางเปิดก๊อกเงินให้ไหลเข้ากระเป๋าประชาชนเอาไว้แล้ว กับโครงการเบิ้มๆ อาทิ การแจกเงินเยียวยาครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมขัง ตั้งแต่ท่วมนานเกิน 30 วันจนไปถึงเกิน 4 เดือน โดยจ่ายให้เป็นแบบขั้นบันไดหรือสูงสุดจะได้รับครอบครัวละ 20,000 บาท ยังไม่รวมกับรอบที่แล้ว 9,000 บาท ทั้งหมดจะจ่ายให้เสร็จสิ้นภายในเดือนธ.ค.2568 ก่อนยุบสภาที่วางไทม์ไลน์ไว้วันที่ 31 ม.ค.69

ตามติดด้วยโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ที่พร้อมกดปุ่มแจกเพิ่มคนละ 2,000 บาท เดือนม.ค.2569 ถือเป็นต้นทุนแน่นๆ ของ “รัฐบาลอนุทิน” ในการโกยแต้ม เก็บศรัทธาของประชาชนต่อยอดสู่สนามเลือกตั้ง


ยังไม่รวมการจัดทัพแน่นๆ ในการรวบรวมไพร่พลบ้านใหญ่ทั้งประเทศตั้งเป้ากวาด 120 สส.หวังเป็นพรรคอันดับหนึ่ง ในการจัดตั้งรัฐบาล
หันมาดูพรรคคู่แข่งอย่าง “พรรคเพื่อไทย” ที่ตอนนี้อยู่ในสภาพสะบักสะบอมสมาชิกขวัญหนีดีฟ่อกับการที่ “นายใหญ่ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้นำจิตวิญาณพรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดง ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาให้กลับไปรับโทษจำคุก 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 9 ก.ย.2568 จากคดี “ป่วยทิพย์” นอนรักษาตัวที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งนอนเรือนจำมาแล้ว 2 เดือน
ล่าสุดเจออีก 2 คดีหนัก ทั้งอัยการสูงสุด (อสส.) มีคำสั่งให้ยื่นอุทธรณ์คดีต่อศาลอุทธรณ์ ในคดีความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 จากกรณีที่ให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างชาติในประเทศเกาหลีใต้ เมื่อปี 2558 โดยพูดพาดพิงสถาบันฯ

ทำให้ตัดตอนความหวังที่ “นายใหญ่ทักษิณ” ขอพักโทษในฐานะผู้สูงอายุ เข้าเกณฑ์อายุ 70 ปี ต้องนอนคุกต่ออีกไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 หรือไม่น้อยกว่า 6 เดือน ถึงจะขอพักโทษได้
ซึ่ง “บิ๊กรุทธ” พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ไม่รอช้าสั่งทบทวนปรับปรุงกฎ ระเบียบ ประกาศ หลักเกณฑ์ และแนวทาง การส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำ การพิจารณาการพักการลงโทษ และการกำหนดอาณาเขตในสถานที่อื่นที่มิใช่เรือนจำให้เป็นสถานที่คุมขังให้มีความชัดเจนในการบริหารเรือนจำและโทษมากขึ้น
อีกทั้ง “นายกฯหนู” ออกมายอมรับว่าได้เซ็นยกเลิกคำร้องขอพระราชทานอภัยโทษ “ทักษิณ ชินวัตร” ลงนามตามความเห็นเดิม ของ “พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง “ อดีต รมว.ยุติธรรม ที่ “ยกเลิก” คำร้องขอพระราชทานอภัยโทษ หลังศาลฎีกามีคำพิพากษาคดีการบังคับโทษมิชอบ และมีคำสั่งให้ “ทักษิณ” กลับมารับโทษ 1 ปี ทำให้ “ทักษิณ” ไม่สามารถออกไปข้างนอก ช่วย“พรรคเพื่อไทย” รับศึกเลือกตั้งหลังยุบสภาได้

นอกจากนี้ยังเจออีกหนึ่งคดีหนักๆ ที่ศาลฎีกาพิพากษากลับในคดีภาษีของ “ทักษิณ ชินวัตร” ที่ต้องจ่ายภาษีจากการขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน 1.76 หมื่นล้านบาท ถือเป็นการตัดท่อน้ำเลี้ยงก้อนโต
งานนี้เล่นเอาพรรคเพื่อไทยรวมถึงตระกูลชินถึงกับคอตกโดยเฉพาะ “ลูกอิ๊งค์” แพทอง ธารชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมายอมรับ หลังไปเยี่ยม “คุณพ่อทักษิณ” ในเรือนจำกลางคลองเปรม ว่า “คุณพ่อ” สุขภาพใจก็อาจมีความเครียดเยอะหน่อย ทางผบ.เรือนจำกลางคลองเปรม ได้ชวนคุณพ่อเข้าร่วม โครงการธรรมนาวา“วัง”
สำหรับโครงการนี้ คือ “ชุดหนังสือคู่มือชีวิตพระราชทาน” ที่รวบรวมหลักธรรมคำสอนเพื่อช่วยดับทุกข์ด้วยปัญญา ผ่านหลักอริยสัจ 4 โดยมีชื่อ “ธรรมนาวา” หมายถึง เรือแห่งพระธรรม และ “วัง” หมายถึง วังวนของกิเลสและความทุกข์ โครงการนี้ได้จัดพิมพ์หนังสือ 4 เล่ม พร้อมภาพวาดฝีพระหัตถ์ เพื่อให้ประชาชนนำไปศึกษาและปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์
งานนี้ “อิ๊งค์” ยังครวญต่อว่า ส่วนตัวเองก็ถอยจากการเมืองเยอะมากๆแล้ว แทบจะถอยทั้งหมดแล้ว เรื่องของพรรคก็ปล่อยพรรคลุยไป และก็คงต้องดูแลจิตใจคุณพ่อ”

อย่างไรก็ตามในส่วนแกนนำ “พรรคเพื่อไทย” ยังกัดฟันสู้ศึกเลือกตั้ง โดยมี “หนิม” จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และให้ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” ผู้อำนวยการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย เปิดตัวบ้านใหญ่และคนรุ่นใหม่ กลบข่าวเลือดไหลออก
ขณะที่ “พรรคประชาชน” จี้ “รัฐบาลอนุทิน” ให้ทำตาม MOA โดยเฉพาะการแก้ไขธรรมนูญ ต้องเป็นไปให้สุดซอย
ดูตามไทม์ไลน์แล้วจะมีการเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระสอง วันที่ 8 -11 ธ.ค. จากนั้นทิ้งไว้ 15 วัน เพื่อโหวตวาระ 3 คาดว่าจะสามารถผ่านวาระ 3 ได้ภายในปีนี้
แต่ยังมีการขบเหลี่ยมในข้อกฎหมายที่เห็นคนละมุม ต่ออำนาจในการยุบสภา ว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยยื่นซักฟอกรัฐบาล ทันทีที่เปิดสมัยประชุมสภา “นายกฯหนู” จะสามารถยุบสภาได้หรือไม่ ซึ่งวัน “วันมูหะมัดนอร์ มะทา” ประธานรัฐสภาออกมาฟันธงว่า ถ้าฝ่ายค้านยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลแล้ว นายกฯไม่สามารถที่จะยุบสภาได้
ขณะที่พรรคภูมิใจไทยส่ง “อาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” รองนายกฯฝ่ายกฎหมาย ออกมากางข้อบังคับการประชุมสภา ว่า นายกฯไม่สามารถยุบสภาได้ ก็ต่อเมื่อมีการบรรจุญัตติอภิปรายฯเป็นวาระแล้ว
ต้องจับตาดูต่อไป ว่า เกมร้อน เกมร้าย หักเหลี่ยมโหด ครั้งนี้ใครจะเป็นผู้มีชัยชิงเหลี่ยม ได้เปรียบในการถือไพ่ดีกว่ากัน.



