น้ำท่วมภาคใต้ครั้งนี้ นับเป็นมหาวิปโยคอุทกภัยของคนภาคใต้ “ในหลวง” ทรงห่วงใยผู้ประสบภัย โดยราชเลขานุการในพระองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เลขาธิการพระราชวัง “พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์ สุขวิมล” ได้ร่วมเป็นประธานการประชุมแก้ปัญหาน้ำท่วม 9 จังหวัดภาคใต้ ทันทีพร้อมได้อัญเชิญพระราชกระแสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้

“ในการนี้ได้พระราชทานความช่วยเหลือทั้งหมด กับผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนในครั้งนี้ พร้อมให้ระดมสรรพกำลังทั้งหมด ทั้งพลเรือน ทหาร ตำรวจและข้าราชการต่าง ๆ ได้นำเรือเข้าไปช่วยเหลือราษฎร ให้ออกมาจากพื้นที่อันตรายไปอยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัย และให้มีการจัดสรรเสบียง ทั้งอาหาร น้ำดื่ม ลงไปให้ความช่วยเหลือ ทั้งกองทัพเรือ กองทัพอากาศ และกระทรวงมหาดไทย ที่มีหน้าที่ดูแลประชาชนทั่วไปด้วยความแม่นยำ และรวดเร็วที่สุด พร้อมทั้งชื่นชมจิตอาสาทั่วประเทศ ที่เข้าไปให้ความช่วยเหลือ ซึ่งไม่ใช่แค่ภาคใต้อย่างเดียว แต่รวมถึงจิตอาสาที่ระดมกันมาช่วยเหลือประชาชนที่ผ่านมาด้วย”

สถานการณ์ของประชาชนในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคใต้ อยู่ในสภาพสะบักสะบอมสำหรับประชาชนในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคใต้ ที่ต้องเจอกับมหาอุทกภัยที่เกินกำลังโดยเฉพาะพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ที่มีเสียงตะโกนร้องขอความช่วยเหลือ มีภาพศพนอนตายบนหลังคาที่รายล้อมด้วยน้ำ เห็นภาพความไม่พอใจ เพราะความหิวและความกลัว จนเครียดต้องระบายอารมณ์ยิงปืนใส่กู้ภัยที่เข้าไปช่วยเหลือ

สะท้อนถึงอารมณ์ประชาชนที่รอคอยความหวังต้องการให้ช่วยเหลือ แต่เป็นไปอย่างล่าช้าไม่เป็นระบบ กระตุ้นอารมณ์ความไม่พอใจรัฐบาลในการบริหารจัดการภัยพิบัติ ที่ไม่เป็นเอกภาพ

เห็นได้จากการออกคำสั่งในสถานการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่-ภาคใต้ ครั้งนี้ ของ “นายกฯอนุทิน” ในฐานะประธาน คณะกรรมการอำนวยการและบริหารสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ( คอภ.) ที่ได้ออกคำสั่งแต่งตั้ง “ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า” เป็นผู้อำนวยการ เพื่อกำกับดูแลและบูรณาการการบริหารจัดการน้ำ

แต่ไม่นานเมื่อสถานการณ์ในจังหวัดสงขลารุนแรงขึ้น “นายกฯหนู” ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และแต่งตั้ง ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) เข้ามาเป็น หัวหน้าผู้รับผิดชอบ และเป็นผู้บัญชาการสถานการณ์ ตามกฎหมาย (ในเขตท้องที่ จ.สงขลา)

ต้องยอมรับว่าเป็นส่วนหนึ่งเกิดจากอาการรนรานเร่งรีบมุ่งความช่วยเหลือ แต่ไร้ประสิทธิภาพ เพราะความไม่เป็นเอกภาพผู้ปฏิบัติสับสน ไม่รู้จะฟังใคร ตอกย้ำภาพความล้มเหลวในการบริหารจัดการชัดเจน เกิดเสียงด่าระงม เพราะมีการตั้งแต่งศูนย์บัญชาการต่างๆ ขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาสถานการณ์

แต่ผิดคาดเกิดความผิดพลาดทำการช่วยเหลือสะดุด ความเดือดร้อนกระจายเป็นวงกว้าง ทั่วทุกพื้นที่ได้รับผลกระทบ จากเหตุผู้นำประเมินสถานการณ์ต่ำ ขาดความรู้ในการบริหารจัดการที่ดี ทั้งที่รัฐบาลเองก็ได้ระดมทุกสรรพกำลังลงไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย แต่ไม่ทันต่อเหตุการณ์ จนการสูญเสียจำนวนมาก

ทำรัฐบาลซวนเซ เพราะการกู้ภัยล่าช้า ล้มเหลวในการบริหารจัดการขาดการประสานงานของส่วนราชการ ทำให้การช่วยเหลือสะเปะสะปะสาเหตุเกิดจากการประเมินสถานการณ์ที่ต่ำเกินไปมีการจิ้มลงไปที่ “นายกฯหนู” ขาดภาวะผู้นำในการสั่งการให้เป็นระบบเป็นสาเหตุของความเดือดร้อนของประชาชนที่ทำให้ทวีความรุนแรงมากขึ้น

แม้ว่าน้ำลดลงแล้วไม่ได้มาจากฝีมือรัฐบาล แต่เป็นเพราะสภาพภูมิศาสตร์ในพื้นที่ใครๆก็รู้ และต่างบอกว่าในยามนี้ต้องพึ่งตัวเอง

ทั้งที่ “นายกฯหนู”กับ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” รวมถึงครม.ต่างลงพื้นที่ไปบัญชาการด้วยตัวเอง กลับถูกมองว่าเป็นเพียงฉากดราม่าฉากหนึ่ง เพราะสถานการณ์ที่รัฐบาลเป็นอยู่ขณะนี้ คือ “รัฐบาลเฉพาะกิจ” ที่มีเป้าหมายแล้วอีกไม่นานจะมีการยุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่ จึงทำให้หลายคนคิดว่านี่คือการลงไปเพื่อสร้างภาพในการช่วยเหลือ เพื่อคะแนนเสียงหวังผลในการเลือกตั้ง

 แต่กระแสตีกลับ “รัฐบาลอนุทิน” ไม่ได้มีความจริงใจ ไม่ใช่ช่วยแก้ปัญหา กลายเป็นวิกฤติศรัทธาในรัฐบาล เห็นได้ชัดจนโลกโซเชียลแห่ขึ้น หากมีเลือกตั้งตอนนี้พร้อมใจกันเลือกกู้ภัย มากกว่านักการเมือง

แถมยังเห็นภาพ “ภราดร ปริศนานันทกุล” รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัย ปิดไมค์ ลุกหนี ไม่ตอบคำถามสื่อ ที่ว่า “ถึงเวลาที่รัฐบาลจะยอมรับความผิดพลาดได้หรือยังว่าประเมินสถานการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ผิดพลาด”

งานนี้“รัฐบาลเสี่ยหนู”จำเป็นต้องดึงเวลาเพื่อกู้ชีพรัฐบาลก่อนยุบสภาเลือกตั้งใหม่ แม้การจัดทัพดูเหมือนว่าค่ายสีน้ำเงิน เชื่อว่าจะแน่นปึกกว่าใคร รวบรวมบ้านใหญ่ พร้อมตุนกระสุนเต็มกระเป๋า

แต่ตอนนี้กลับอยู่ในภาวะตกม้าตาย เพราะกระแสท่ามกลางสถานการณ์ ที่ต้องตัดสินใจทางการเมือง ว่า จะยุบสภาหนีวิกฤติศรัทธาหรือจะยืดเวลาไปต่อรอดูจังหวะสถานการณ์ความได้เปรียบก่อนยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ตามไทม์ไลน์เดิมวันที่ 31 ม.ค.69

เพราะมีเงื่อนไขกับพรรคฝ่ายค้ำ โดยได้ทำ MOA กับ “พรรคประชาชน” ที่ได้ตกลงกันไว้ ว่าจะต้องตั้งธงแก้รัฐธรรมนูญและจะทำประชามติพร้อมกับการเลือกตั้ง แต่ “พรรคเพื่อไทย” ฝ่ายค้านคู่แค้นไม่รอ ประกาศเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจและลงมติ นายกรัฐมนตรีและครม.ในวันเปิดสภาทันที 12 พ.ย.68

ซึ่ง“นายกฯหนู” บอกถ้า “พรรคเพื่อไทย”ยื่นอภิปรายฯในวันที่ 12 พ.ย.68 ก็พร้อมที่จะยุบสภาเช่นกันเพราะได้เขียนพระราชกฤษฎีการยุบสภาไว้แล้ว

มาถึงเวลานี้ “นายกฯหนู” คงต้องกลับไปคิดใหม่ว่า ถ้ายุบตอนนี้ระหว่างที่เสียงรอความช่วยเหลือ ดึงศรัทธาให้ดิ่งลงเหว ยังร้องระงมก้องอยู่ในหัว ยังจะพร้อมที่จะยุบสภาอยู่หรือไม่ เพราะในช่วงระยะเวลาที่เหลืออยู่จะต้องช่วยประชาชนให้พ้นวิกฤติโดยเร็ว จึงถือเป็นช่วงเวลากู้ชีพรัฐบาลในการดึงคะแนนนิยมที่ล่วงลงไปให้ขึ้นมาให้ได้  

ดังนั้นรัฐบาลต้องวางแผนในการบริหารจัดการต้องทำให้เกิดความชัดเจน คือการเร่งเยียวยาผู้ประสบภัย ฟื้นฟูเมืองเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวโดยเร็ว การดูแลผู้ประกอบการด้วยมาตรการภาษี

แม้รัฐบาลจะเคาะมาตรการเร่งด่วนช่วยเหลือ เยียวยา ฟื้นฟู หลังน้ำท่วม ออกมาแล้ว มีทั้ง พักหนี้ พักดอก สินเชื่อดอกเบี้ย 0% เคลมประกันรถยนต์จมน้ำ แล้วประกาศเงินต้องเข้าทันที และผู้เสียชีวิตรัฐบาลจะจ่าย 2 ล้านบาท แต่ก็ไม่ได้เพียงพอต่อการที่เกิดความสูญเสียคนที่เรารัก บุคคลในครอบครัว รวมถึงด้านจิตใจที่ต้องหวาดผวาอนาคตจะเจอเหตุการณ์เช่นนี้อีกหรือไม่

“รัฐบาลอนุทิน” ต้องทำทุกอย่างให้ครบทุกมิติ ถ้าทำได้เร็วตรงเป้า ทุกอย่างก็ไปได้ และที่สำคัญ คือ การสร้างโมเดลรับมือภัยพิบัติแบบบูรณาการที่ต้องรวดเร็วให้ทันต่อสถานการณ์ไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำซาก ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้

นาทีนี้ถือเป็นการพิสูจน์ฝีมือ วัดกึ๋น “นายกฯหนู” จะโชว์ศักยภาพออกมาได้เป็นที่พอใจของประชาชนหรือไม่ สามารถจะให้ตั๋วนั่งนายกรัฐมนตรี ในสมัยหน้าอีกหรือจะให้พอแค่นี้  

ต้องยอมรับว่าเรื่องของภัยพิบัติเกิดขึ้นบ่อยและหนักใครที่เข้ามาเป็นรัฐบาล หรือนักการเมืองท้องถิ่นต้องช่วยกันบูรณาการคิดใหม่ทำใหม่ ให้ประชาชนในพื้นที่ได้อบอุ่นหัวใจในการดูแลพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่หวังเพียงแต่คะแนนเสียง และมาหาเงินทอน ขอให้ทำประโยชน์กับประเทศชาติด้วย อย่าให้ประชาชนต้องระทมทุกข์และว้าเหว่.

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่