ทั้งนี้ หน่วยงานที่ทำหน้าที่ดูแลประชาชนด้านสุขภาพจิตนั้นไทยมีอยู่แล้ว และก็มีประสิทธิภาพน่าชื่นชม เพียงแต่…กับ “น้ำท่วมวิกฤติ” ที่เกิดขึ้น ที่ “ส่งผลให้ประชาชนเกิดปัญหาสุขภาพจิตกันมากมาย” นอกจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว“ระดับนโยบาย” ตั้งแต่ในพื้นที่จนถึงรัฐบาล “ต้องใส่ใจหนุนการฟื้นฟูจิตใจเหยื่อน้ำท่วมเต็มที่”ด้วย

แนวทางปฏิบัติในเรื่องนี้ก็มีพร้อมอยู่

แต่ก็ “ต้องสนับสนุนการปฏิบัติเต็มที่”

กับการ “สนับสนุนการฟื้นฟูจิตใจเหยื่อน้ำท่วม” นั้น ระหว่างที่ยังต้อง “รอดูกึ๋นและดูใจภาครัฐระดับนโยบาย” ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” พลิกแฟ้มสะท้อนต่อข้อมูลโดยชวนดูเกี่ยวกับ “แนวทางช่วยเหลือเยียวยาจิตใจผู้ที่ต้องเป็นเหยื่อ”กันอีกครั้ง ซึ่งกับเรื่องนี้ก็มี “คู่มือการปฏิบัติงานทีมช่วยเหลือเยียวยาจิตใจผู้ประสบภาวะวิกฤติ (Mental Health Crisis Assessment and Treatment Team : MCATT)” ที่จัดทำไว้โดย กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข เพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ในการช่วยฟื้นฟูเยียวยาจิตใจเหยื่อ ซึ่งก็มีข้อมูล “ช่วงเวลาที่ต้องระวังใกล้ชิด”ที่ยิ่ง “ต้องตระหนัก!!”

ข้อมูลในคู่มือดังกล่าวนี้มีการระบุไว้ถึง ช่วงเวลาที่เหยื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ หรือเหตุการณ์วิกฤติที่เหยื่อได้เผชิญ ซึ่งกับ “เหยื่อน้ำท่วมวิกฤติ”ก็น่าจะอยู่ในข่ายนี้ด้วย โดยที่…ช่วงเวลาที่ว่านี้ เป็นช่วงเวลาที่ “เหยื่อต้องการความช่วยเหลือ” ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ “โดยเฉพาะด้านจิตใจ” เพราะหลังเผชิญเหตุการณ์ร้าย ๆ เหยื่อย่อมจะมีความเครียด วิตกกังวล หวาดผวา ซึมเศร้า ท้อแท้ สิ้นหวัง โดยจะแสดงออกมาผ่าน “ปฏิกิริยาทางร่างกายจิตใจ” ที่จะ “แตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลา” ที่สามารถใช้เป็น “หลักสังเกตสัญญาณเตือน” เพื่อที่จะ “ป้องกันเรื่องร้ายซ้ำซ้อน”

เพื่อที่จะ “ฟื้นฟูดูแลได้อย่างเท่าทัน”

ช่วงเวลาตอบสนองต่อเหตุการณ์วิกฤติของ “เหยื่อภาวะวิกฤติ” นั้น มีการแบ่งออกเป็น4 ระยะ” โดยในคู่มือของทางกรมสุขภาพจิตได้ระบุไว้ถึง 4 ระยะดังกล่าว ดังนี้คือ… 1.ระยะเตรียมการ, 2.ระยะวิกฤติและฉุกเฉิน, 3.ระยะหลังเกิดเหตุการณ์, 4.ระยะฟื้นฟู ซึ่งแต่ละระยะจะมีแนวทางช่วยเหลือที่ต่างกัน รวมถึงแต่ละช่วงเวลาก็ยังมีการแยกย่อยด้วย…

โดยเฉพาะระยะที่ 2 คือระยะวิกฤติและฉุกเฉิน ซึ่งช่วงนี้ ยิ่งต้องมีการเฝ้าระวังสภาพจิตใจเหยื่ออย่างใกล้ชิดโดยมีข้อมูลระบุไว้ว่า… ระยะวิกฤติและฉุกเฉิน ซึ่งเป็นระยะที่ 2 แยกย่อยเป็น “ระยะวิกฤติ” หรือ ตั้งแต่เกิดเหตุ ต่อเนื่องไปถึง 72 ชั่วโมง ซึ่งระยะนี้เหยื่อจะตื่นตัวทางสรีระและพฤติกรรม จากการที่ ใช้พลังไปมากเพื่อให้รอดชีวิต จากนั้น จะค่อย ๆ เกิดความเครียด หวาดผวา หวาดกลัว ช็อก วิตกกังวล สับสน ซึ่งการช่วยจะมุ่งช่วยเหลือเฉพาะหน้า เน้นช่วยตามสภาพความเป็นจริงต้องช่วยเหลือในสิ่งที่ตรงตามความต้องการของเหยื่อเป็นหลักในช่วงนี้ด้านจิตใจ“เป็นระยะสำคัญ”ที่…

ต้องปฐมพยาบาลด้านจิตใจเหยื่อ!!”

ขณะที่อีกหนึ่งระยะแยกย่อยในระยะที่ 2 คือช่วง “ระยะฉุกเฉิน” หรือ ช่วง 72 ชั่วโมงหลังจากเกิดเหตุ ต่อเนื่องไปถึงประมาณ 2 สัปดาห์ โดยระยะนี้ เหยื่อหรือผู้ประสบภาวะวิกฤติ ทั้งผู้ที่ต้องสูญเสีย ผู้รอดชีวิต จะมองโลกในแง่ดีได้ก็จากการช่วยเหลือที่มีเข้ามา และจากการที่ถูกสังคมให้ความสนใจ ก็จะส่งผลทำให้เหยื่อเกิดกำลังใจว่าจะสามารถฟื้นตัวได้ โดยในระยะดังกล่าวนี้เป็นช่วงเวลาที่ทางผู้ดูแลช่วยเหลือเยียวยาสามารถสำรวจหาข้อมูลของสถานการณ์และความต้องการของผู้ประสบภาวะวิกฤติได้ชัดเจนมากขึ้น เพื่อที่จะนำข้อมูลมาใช้วางแผนให้ความช่วยเหลือเหยื่อได้อย่างตรงจุด

สำหรับ ระยะที่ 3 ระยะหลังเกิดเหตุการณ์ และได้รับผลกระทบ ข้อมูลในคู่มือดังกล่าวระบุไว้ว่า…เป็นช่วงเวลาตั้งแต่ 2 สัปดาห์ถึง 3 เดือน นับตั้งแต่เกิดเหตุ โดยเป็นระยะที่ ผู้ประสบวิกฤติเริ่มเผชิญความเป็นจริงมากขึ้น พละกำลังเรี่ยวแรงจะค่อย ๆ เริ่มถดถอย อ่อนล้าและเริ่มมีความรู้สึกหงุดหงิด โดยถึงแม้จะมีความหวังว่าจะได้รับความช่วยเหลือ แต่ขณะเดียวกัน เหยื่อจะเริ่มรู้สึกไม่แน่ใจว่าจะได้รับความช่วยเหลือจริงหรือไม่?? เพราะการช่วยเหลือจะเริ่มเข้ามาน้อยลง โดยผลด้านจิตใจในระยะนี้เหยื่อมักจะเครียด วิตกกังวล ท้อแท้ ซึมเศร้า เพราะเกิดความรู้สึกไม่แน่ใจในอนาคต

และเมื่อเหยื่อผ่านระยะ 3 ได้ ก็จะเข้าสู่ ระยะที่ 4 ระยะฟื้นฟู หรือ หลังเกิดเหตุ 3 เดือนขึ้นไป ซึ่งการดูแลจะต้องเน้นส่งเสริม ป้องกัน บำบัด เพื่อฟื้นฟูสุขภาพจิต และก็ ต้องป้องกันความพิการทางจิตใจ (Early Detection and Early Intervention) ตามสภาพปัญหา เช่น ให้คำปรึกษา สอนทักษะคลายเครียด หรืออาจต้องใช้จิตบำบัดปรับพฤติกรรม หรือให้ยา

ทั้งนี้ 4 ช่วงระยะเวลา และปฏิกิริยาของเหยื่อต่อเหตุร้าย” ที่แจงมา…กับ “เหยื่อน้ำท่วมวิกฤติ”ที่ก็เป็นเหยื่อเหตุร้ายรูปแบบหนึ่ง ก็ย่อมอยู่ในข่าย โดย “น้ำท่วมวิกฤติ” ที่ใต้ โดยเฉพาะหาดใหญ่ มีผู้ที่ต้องเป็นเหยื่อมากมาย ซึ่“การเข้าเยียวยาฟื้นฟูโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องได้รับแรงหนุนเพิ่มศักยภาพอย่างเต็มที่”จากระดับนโยบาย

นี่ก็ถือเป็น “อีกโจทย์วัดใจและวัดกึ๋น”

อีก “โจทย์ของภาครัฐระดับนโยบาย”

แก้โจทย์นี้จะสอบตกกันอีกมั้ย??”.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์