เลือกตั้งครั้งนี้แบ่งสามก๊ก แดง น้ำเงิน ส้ม แต่หลังเลือกตั้งมันก็มีแค่สองทาง ไม่ฝ่ายค้านก็รัฐบาล ทำให้เป็นที่จับตากันมาก ว่า ในสามพรรรค พรรคไหนจะชิงประกาศจัดตั้งรัฐบาลก่อน และพรรคไหนจะจับมือกับพรรคไหนได้ “หัวหน้าเท้ง”ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จากพรรคประชาชน ( ปชน.) พรรคส้ม ยืนยันแน่นหนักว่า พรรคที่ได้เสียงข้างมากอันดับหนึ่งต้องได้จัดตั้งรัฐบาล ดูเหมือน “หัวหน้าหนิม”จะไม่เห็นด้วย ออกมาบอกว่า “หัวใจของระบบรัฐสภา ไม่ใช่อันดับหนึ่ง แต่คือเสียงข้างมากในสภา ถ้ารวมเสียงไม่ได้ ไม่มีใครเป็นหนี้ต้องโหวตให้ นี่คือประชาธิปไตย ไม่ใช่พิธีกรรมตามอันดับคะแนน”
“อดีตเลขาต๋อม”ชัยธวัช ตุลาธน เอาคำพูดนี้ของหัวหน้าหนิม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยมา quote และแสดงความเห็น “เสียดาย ตอนปี 52-53 ไม่น่าไปร่วมต่อสู้ขับไล่รัฐบาลของพรรคอันดับสองที่ตั้งในค่ายทหาร”
ก็คือ ย้อนกลับไป พรรคพลังประชาชน หรือพรรคเพื่อไทยเดิมนี่แหละ มายึดมั่นในหลักการเสียงข้างมากอันดับหนึ่งเท่านั้น จนกลายมาเป็นเหตุรุนแรงกลางเมือง สลายกลุ่มเสื้อแดง
ปี 2552 พลังประชาชนโดนยุบ กลุ่มนายเนวิน ชิดชอบ แยกเป็นภูมิใจไทยมาร่วมจับมือประชาธิปัตย์ตั้งรัฐบาล ซึ่งไม่ใช่พรรคเสียงอันดับหนึ่งแต่รวมเสียงตั้งรัฐบาลได้ ครานั้น แกนนำแดง จากพรรคพลังประชาชนที่เปลี่ยนเป็นเพื่อไทย ชุมนุมจี้ให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยุบสภาให้ได้ โดยอ้างว่า การจัดตั้งรัฐบาลไม่เป็นไปอย่างชอบธรรม ในช่วงท้ายการชุมนุม รัฐบาลขอคืนพื้นที่ ม็อบยกระดับ มีบุคคลไม่ทราบที่มา ที่เรียกว่า ชายชุดดำ ร่วมซ่องสุมก่อความรุนแรง กลายเป็นความรุนแรงการเมืองครั้งใหญ่ปี 53 พิสูจน์ทราบได้ยากว่า ใครเป็นมือยิง
เหตุที่เกิดการชุมนุม ก็เพราะใครกัน ? ที่ปั่นว่า พรรคที่ไม่ใช่อันดับหนึ่ง รวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ ?? วันนี้ก็ดูจะเข้าใจกันแล้ว แต่การเมืองแบบ“พาคนไปตายแทน”ที่เกิดขึ้นใครจะรับผิดชอบ เอาผลประโยชน์ทางการเมืองไปหลอกให้ชุมนุม ..เราหาความจริงกันเรื่องใครฆ่าเสื้อแดง แล้วจะหากันไหมว่า ใครปั่นให้ประชาชนไปตาย
การเมืองไทยเกิดการแบ่งภาคอุดมการณ์มาตั้งแต่ยุคม็อบไม่เอาทักษิณ ปี 49 และแบ่งฝ่ายชัดเจนมากขึ้นเมื่อเกิดเหตุการณ์เสื้อแดง ต่อมา เริ่มมีการปลุกปั่นเรื่อง “ขอให้ยกเลิก ม.112” ซึ่งคนรณรงค์เขาก็คงมีเหตุผลข้ออ้าง แต่หลายๆ คนคงไม่ค่อยจะซื้อ มองว่า ก็ทำไมมีกฎหมายคุ้มครองประมุขแห่งรัฐไม่ได้ ? แล้วถ้าให้ประมุขฯ ลงมาฟ้องเอง ยิ่งทำให้เกิดความแตกแยกระหว่างประชาชนกับสถาบันหลักของชาติ
พรรคก้าวไกล ได้เสนอแก้ ม.112 และมีการรณรงค์นอกสภา เช่นที่พรรณิการ์ วานิช แกนนำคณะก้าวหน้ารณรงค์ “ไม่เอา 112 มากองตรงนี้” แต่ในที่สุด กระบวนการแก้ไข ม.112 ที่เกิดขึ้น ก็ถูกศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่า ไม่ชอบธรรม เพราะใช้กระบวนการเคลื่อนไหวนอกสภา ดึงสถาบันมาเป็นคู่ขัดแย้ง
เรื่อง ม.112 โดนปลุกมาอีกครั้งในการเลือกตั้งนี้ มีสื่อตั้งคำถามถึงจุดยืนต่อมาตรานี้ หัวหน้าเท้ง ณัฐพงษ์ ยืนยันว่า ไม่มีนโยบายแก้ไข ขณะที่ “หัวหน้าหนู”อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย บอกว่า ใครจะแก้เขาไม่เอาด้วย
ย้อนกลับไปดูคดีพรรคก้าวไกลแก้ ม.112 ซึ่งมีผู้สมัคร สส.พรรค ปชน.และอดีต สส.พรรคก้าวไกลยังติดบ่วง เรื่องนี้มาจากมีผู้ร้องเรียน กระบวนการของพรรคก้าวไกลและเครือข่ายให้ร้ายสถาบันนอกสภา เป็นขบวนการที่สอดประสานกัน เพื่อเซาะกร่อนสถาบัน ( คงจำได้ว่า มีกลุ่มทะลุวัง เอาสติ๊กเกอร์เลิก ม.112 ให้พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แปะบนเวทีหาเวีง ) ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้พรรคก้าวไกลยุติความเคลื่อนไหว และต่อมา เรื่องนี้ก็ถูกนำมาใช้ยุบพรรคก้าวไกล
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ คดียุบพรรคก้าวไกล ตอนหนึ่งว่า “พฤติการณ์ของผู้ถูกร้องที่เสนอแก้ร่างแก้ไขเพิ่มเติม ม.112 และใช้เป็นนโยบายพรรคในการหาเสียงเลือกตั้ง โดยใช้ประโยชน์จากสถาบันฯ เพื่อหวังผลคะแนนเสียงและชนะการเลือกตั้ง เป็นการมุ่งหมายให้สถาบันฯ อยู่ในฐานะคู่ขัดแย้งกับประชาชน”
แล้วก็มีคนไปร้องจริยธรรม สส. ก้าวไกล 44 คน ต่อ ป.ป.ช. ที่ไปเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายยกเลิก ม.112 มีความผิดตามประมวลจริยธรรมข้อ 6 สมาชิกและกรรมาธิการต้องจงรักภักดีและพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่ง ป.ป.ช.จะวินิจฉัยเร็วๆ นี้ และต้องย้ำว่า “เขาวินิจฉัยแบบดูแยกกรรม”
“กรรมสำคัญ” คือใน 44 คน มีใครเป็นหัวโจก รู้เห็นสมคบคิดขบวนการเซาะกร่อนบ่อนทำลายนอกสภาหรือไม่ เช่น ขึ้นเวทีกล่าวโจมตีสถาบัน ให้ท้ายผู้พูดคนอื่น ใช้ตำแหน่ง สส. เป็นหลักประกันผู้โดนคดี ศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่า ลักษณะดำเนินการ เป็นไปอย่างต่อเนื่องเป็นขบวนการ ใช้หลายพฤติการณ์ประกอบกัน ทั้งการชุมนุม การจัดกิจการ การรณรงค์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ การเสนอร่างแก้ไขกฎหมายเข้าสู่สภา และการใช้เป็นนโยบายหาเสียงเลือกตั้ง
ที่สุดแล้ว ศาลสั่งให้ผู้ถูกร้องเลิกการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่นเพื่อให้มีการยกเลิก ม.112 อีกทั้ง ไม่ให้มีการแก้ไข ม. 112 ด้วยวิธีการซึ่งไม่ใช่กระบวนการนิติบัญญัติโดยชอบ ที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตด้วย
ดูท่าทีการรณรงค์ช่วงต้นๆ เลือกตั้ง เอาเรื่อง ม.112 มาพูด ต้องบอกว่า ควรจะจบแล้ว ขอให้ไปสนใจนโยบายพัฒนาคุณภาพชีวิต สังคม กันจะดีกว่า คงจะห้ามปากอนุรักษ์นิยมบางจำพวกไม่ได้ ที่พยายามเอาเรื่องนี้มาเป็นประเด็น ก็อยากบอกว่าไม่ต้องสนใจ อย่าให้มันลามไปถึงว่า กลายเป็นการเลือกตั้งให้เลือกข้างโดยมีการสร้างความกลัวเข้ามาอีก ควรให้การเลือกตั้งอยู่บนพื้นฐานการตัดสินใจจากนโยบาย ว่า เป็นไปได้จริงหรือไม่ ผลประโยชน์ระยะยาวคืออะไร
ณ ขณะนี้ ก็มีกระบวนการแซะผู้สมัคร สส.บางคนเรื่องชาติกำเนิด อ้างว่า สามารถเอาชีวิตใครมาด้อยค่าได้เพราะเขาเคยมีประวัติเอี่ยวกับคดี ม.112 เอาเรื่องอุดมการณ์มาปลุกกระแส ถ้าเสียหายแตกแยกเลยเถิดใครจะรับผิดชอบ ใครเคยมีคดีอะไรสุดท้ายจบที่ฝ่ายตุลาการ ไม่ใช่ให้ใครมาหาพวกร่วมกันตั้งศาลเตี้ย
จะโจมตี ไปตีเรื่องประวัติประเภทฉ้อราษฎร์บังหลวง เอี่ยวทุนเทา ค้ายา มันน่าจะดีซะกว่า ..แต่ก็อย่างว่า ดราม่ามันคู่ทุกสังคม เราต่างก็คงทำได้แค่เตือนตัวเองอย่าไปทำตาม และแนะนำคนรอบข้างด้วย.
………………………………………………………
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”



