หากย้อนการเปลี่ยนแปลงราคาในช่วงปี 2568 พบว่า เดือน ม.ค. 2568 ทองคำแท่งในตลาดโลกเปิดที่2,632 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทองคำแท่งในประเทศเปิดตลาดเมื่อต้นปีที่ 42,650 บาทต่อบาททองคำ, เดือน เม.ย. 2568  ราคาพุ่งไป 3,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ราคาทองคำในประเทศทะลุ 50,000  บาทต่อบาททองคำ ทำสถิติใหม่ไป 19 ครั้งในช่วง 4 เดือนแรก จากนั้น ในเดือน ต.ค. 2568 ราคาทะลุ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือไปอยู่ประมาณ 61,000  บาทต่อบาททองคำ ทำสถิติใหม่สะสมรวมกว่า 40 ครั้งใน 10 เดือน และเดือน ธ.ค. 2568 (ณ วันที่ 26 ธ.ค.) ราคาทองคำยังพุ่งแรงส่งท้ายปีไปแตะที่ 4,531 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือคิดเป็นประมาณ 66,200 บาทต่อบาททองคำ รวมทั้งปีทำสถิติใหม่สะสมรวมกว่า 50 ครั้ง มากกว่าปี2567 ที่ทั้งปีทำสถิติสูงสุดใหม่เกือบ 40 ครั้ง

ชี้ 4 ปัจจัยหนุนหลัก

       ปัจจัยที่ช่วยให้ทองคำปรับขึ้นตลอดทั้งปีแบบที่เรียกได้ว่าไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนี้มาจาก ประเด็นดอกเบี้ยขาลงที่มีความชัดเจนจากภาวะเศรษฐกิจที่น่าเป็นห่วง, การเข้าซื้อทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกเพื่อลดความเสี่ยงหลายด้าน ทั้งด้านความมั่นคงและรองรับ “De-dollarization” (การลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์), การโยกเงินจากตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนต่ำมาสู่สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูง และการเก็บเงินไว้ในสินทรัพย์ปลอดภัย เนื่องจากทั่วโลกยังมีความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์

ปีม้าแตะ 7 หมื่นบาท

      แนวโน้มปี 2569 ทั้งนักวิเคราะห์และกูรู ต่างประเมินไปในทิศทางเดียวกันว่าเป็นปีแห่งเทรนด์ขาขึ้นต่อเนื่องเชื่อว่ายังทำสถิติสูงสุดใหม่ได้อีกครั้ง แต่อาจมีความผันผวนระหว่างทางสูงขึ้นกว่าเดิม อาจทะยานไปไกลถึง 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือแตะหลัก 70,000 บาทต่อบาททองคำได้

       ทั้งนี้ปัจจัยหนุนหลัก มาจากนโยบายการเงินสหรัฐที่เข้าสู่ช่วงดอกเบี้ยขาลงอย่างเต็มตัวของธนาคารกลางสหรัฐ ภายใต้ประธานเฟดคนใหม่และนโยบายทรัมป์ ทำให้ต้นทุนในการถือครองทองคำลดลง และกระแสการลดบทบาทของดอลลาร์ โดยธนาคารกลางทั่วโลกยังเดินหน้าสะสมทองคำลดการพึ่งพิงดอลลาร์สหรัฐ คาดว่าจะซื้อเข้ามากกว่า 700-800 ตันในปีนี้รวมทั้งปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ สงครามในยูเครนและตะวัน ออกกลางที่ยืดเยื้อ ความตึง เครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในฐานะ สินทรัพย์ปลอดภัยและปัจจัยเงินเฟ้อ หนี้สาธารณะความกังวลเรื่องการขาดดุลงบประมาณมหาศาลของสหรัฐ ทำให้นักลงทุนมองทองคำเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยง

ปัจจัยเสี่ยงต้องระวัง

       อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง คือ ค่าเงินบาทแข็งค่า ซึ่งหากเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวดีกว่าคาดหรือมีการไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติจนบาทแข็งค่าแตะระดับ 30-31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จะทำให้ราคาทองไทยปรับขึ้นได้น้อยกว่าราคาทองโลก ,การปรับฐานใหญ่หลังจากราคาขึ้นมาแรงในปี 2567-2568 อาจมีการเทขายทำกำไรครั้งใหญ่ หากสถานการณ์สงครามคลี่คลายลงกะทันหัน และนโยบายภาษีของทรัมป์ ทำให้เงินเฟ้อพุ่งสูงเกินไปจนเฟดต้องกลับมา ขึ้นดอกเบี้ย หรือคงดอกเบี้ยสูงไว้นานกว่าที่คาด จะเป็นปัจจัยลบต่อทองคำทันที

บาทอ่อนได้เห็น 7.5 หมื่นบ.

       จีแคป โกลด์ ผู้เชี่ยวชาญด้านทองคำ ประเมินแนวโน้มราคาทองคำปี 2569 ยังเป็นทิศทางเชิงบวก และคาดว่าทำจุดสูงสุดใหม่ โดยตั้งเป้าหมายราคาทองคำโลกไว้ที่ 4,750-4,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือราคาทองไทยประมาณ 72,000-74,000 บาทต่อบาททองคำ ภายใต้สมมติฐานค่าเงินบาทที่ 32 บาทต่อดอลลาร์ แต่หากเงินบาทแข็งค่าที่ 31 บาทต่อดอลลาร์ จะทำให้ราคาไทยขึ้นช้ากว่าทองโลก และหากค่าเงินบาทอ่อนค่าช่วง 33-34 บาทต่อดอลลาร์ อาจได้เห็นทองคำในประเทศมีโอกาสขึ้นเหนือ75,000 บาทต่อบาททองคำได้ไม่ยาก

      ขณะที่นักวิเคราะห์ทองคำจาก อินเตอร์โกลด์ มองว่า หากทองคำสามารถยืนได้ระดับ 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ตามสถิติแล้วราคาทองคำจะวิ่งไปที่ 4,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ในเดือน ม..2569 และราคาทองไทยจะอยู่ที่ประมาณ 67,000-68,000 บาทต่อบาททองคำ ฉะนั้นคนที่มีต้นทุนอยู่ที่  67,500 บาทต่อบาททองคำมีโอกาสหลุดดอยได้

       “ขณะนี้ค่าเงินบาทยังแข็งค่า เสมือนคนวิ่งขึ้นบันไดเลื่อนที่กำลังเลื่อนลง ฉะนั้นทองไทยจะขึ้นแบบหนืด ๆ ช้ากว่าต่างประเทศ แต่สุดท้ายก็ยังชนะค่าเงินบาทและปรับตัวขึ้นได้

แนะกลยุทธ์การลงทุน

       ส่วนกลยุทธ์การลงทุน สำหรับสายเก็งกำไรระยะสั้นเดือน ม.ค. แนะนำปล่อยให้กำไรวิ่งต่อไปจนถึงสิ้นเดือน เพราะเป็นช่วงต้นปีและตรุษจีน ซึ่งหากพอใจในกำไรให้พิจารณาขาย ส่วนสายสะสมระยะยาว ให้เน้นถือครองและทยอยซื้อสะสมเมื่อราคาย่อตัวลงมาแต่อย่ารอให้ลงมาเยอะ เช่น ทองไทยหากอยู่ที่ราคา 62,000 บาทต่อบาททองคำก็อาจจะตกรถได้ ที่สำคัญ…จุดเข้าซื้อให้ทยอยเก็บทุก 50-100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่วนจุดหนีเทรนด์ขาขึ้นจะเสียทรงเมื่อราคาหลุด 3,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากยังยืนเหนือระดับนี้ได้ก็ยังมีจังหวะเข้าซื้อได้ตลอด

แค่เริ่มต้นไม่ใช่จุดจบ

      ด้าน อาจารย์ทวีสุข ธรรมศักดิ์ ที่ปรึกษาด้านธุรกิจและนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ ฉายภาพที่น่าสนใจว่า การทะยานขึ้นระดับเกิน 100% ในเวลาสองปีของทองคำรอบนี้ ไม่ใช่แค่การเก็งกำไร แต่เป็นผลจากการ “ขยับตัว” ครั้งใหญ่ของเงินทุนยักษ์ในระบบการเงินโลก และทองคำรอบนี้ยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้นไม่ใช่จุดจบเพราะเกิดจากปัจจัยเชิงโครงสร้างระบบการเงินโลก ไม่ใช่อารมณ์ตลาด

       ฉะนั้น ราคาทองคำในประเทศระดับ 75,000–85,000 บาทต่อบาททองคำ จะไม่เกินจริง หากมีปัจจัยที่เดินไปทิศทางเดิมโดยเฉพาะเมื่อพิจารณาควบคู่กับค่าเงินบาท ซึ่งมีโอกาสแข็งค่าลงไปแถว 28 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นผลจากนโยบายสหรัฐที่ต้องการทำให้ดอลลาร์อ่อนค่า เนื่องจากสหรัฐต้องการกลับมาเป็นประเทศผู้ส่งออก จึงต้องดึงฐานการผลิตกลับประเทศ

ลดการพึ่งพาดอลลาร์

       ขณะที่จีนเองก็เร่งซื้อทองคำ ซึ่งไม่เพียงเก็งกำไร แต่เพื่อ ระบบเงินใหม่ ที่ไม่ต้องพึ่งพาระบบ SWIFT ของโลกตะวันตก ดังนั้น ทองคำ คือสินทรัพย์เดียวที่ทุกประเทศยอมรับ วัดมูลค่าได้ และแปลงเป็นทุกสกุลเงินได้โดยไม่ต้องพึ่งพาใคร  โดยปัจจุบัน สหรัฐ ถือทองคำมากกว่า 8,500 ตัน จีนถือครองโดยตรงกว่า 2,000–2,500 ตันและธนาคารพาณิชย์จีนถืออีกกว่า 3,000 ตัน เพื่อค้ำตลาดอนุพันธ์ หากมองรวมกันแล้ว จีนถือทองคำมากกว่า กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ขณะที่รัสเซียลดการถือดอลลาร์อย่างจริงจัง เปลี่ยนทุนสำรองเป็นทอง และยังผลิตทองได้เองปีละกว่า 1,000 ตัน ทองคำจึงเป็นสินทรัพย์หนุนหลัง ในช่วงเปลี่ยนผ่านของระบบโลก ซึ่งหากวันหนึ่งระบบหนี้สหรัฐสั่นคลอน ทองคำจะเป็นเครื่องมือที่อาจยกขึ้นมาใช้ รีเซ็ตมูลค่า ของดอลลาร์ได้ทันที

      ปีนี้ราคาทองคำจะไปได้ไกลแค่ไหน รวมไปถึงระบบโลกการเงินที่ไม่เหมือนเดิมเงินเสื่อมค่าลงเรื่อย ๆ แต่ที่แน่ ๆทองคำยังเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่ทั่วโลกไว้ใจมากที่สุด!!.

…………………..
ทีมเศรษฐกิจ