ทั้งนี้ ในเมืองไทยระยะหลัง ๆ เกิดกรณีครึกโครมจาก “ภัยอาชญากรรม” ประเภท “คุกคามทางเพศ” ไม่น้อยเลย เรื่องนี้ภัยนี้ในไทยเป็นปัญหามานาน โดยที่ผ่านมา “มีเหยื่อถูกคุกคามทางเพศเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง” ไม่มีพัก และก็ มีรูปแบบหนึ่งที่เป็นปัญหาคู่ขนานกับยุคออนไลน์–ไซเบอร์…
“คุกคามทางเพศ” มีหลายรูปแบบ
รวมถึงแบบ “ข่มขู่กรรโชกทางเพศ”
ที่มีคำเฉพาะเรียกว่า “เซ็กซ์ทอร์ชัน”
โฟกัสเกี่ยวกับการ “ล่วงละเมิดทางเพศจากออนไลน์” ก็มีข้อมูลของ คณะทำงานปราบปรามการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางอินเทอร์เน็ต (TICAC) ที่เก็บรวบรวมเกี่ยวกับ “ภัย” ลักษณะนี้ไว้ โดยได้เคยเผยข้อมูลไว้ว่า… รูปแบบของการกระทำความผิดที่พบบ่อย ๆ จะมีลักษณะคล้าย ๆ กันคือ “มิจฉาชีพ” จะ “สร้างโปรไฟล์ปลอมเพื่อล่อลวง” ทางโซเชียลมีเดีย เพื่อดึงดูดความสนใจเหยื่อที่มักเป็นเด็ก–เยาวชน โดยจะลวงให้เหยื่อหลงเชื่อ ยอมพูดคุย จากนั้นจะ ล่อลวงให้ถ่ายภาพ ส่งภาพหรือคลิปโป๊ไปให้แล้วนำไปใช้ตั้งแต่ “ส่งต่อ” หรือ “ขาย” หรือ “ใช้ขู่กรรโชกเรียกสิ่งที่ต้องการ” จากเหยื่อ ที่…
มีทั้ง “รู้ไม่เท่าทัน” และ “ไม่ทันระวัง”

ปัญหาดังกล่าวนี้ กับ “แนวทางป้องกัน” ไม่ให้ “ตกเป็นเหยื่อ” ของคนร้าย-มิจฉาชีพรูปแบบนี้ ก็มีคำแนะนำไว้โดย สำนักพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) ที่ให้ข้อมูลผ่านบทความ “การข่มขู่กรรโชกทางเพศบนโลกไซเบอร์” ไว้ว่า… การข่มขู่กรรโชกทางเพศลักษณะนี้มี“คำศัพท์เฉพาะ” คือ “เซ็กซ์ทอร์ชัน (Sextortion)” ซึ่งเมื่อเหยื่อหลงกล ทำตามคำล่อลวงชักจูงที่ให้เผยภาพโป๊เปลือยหรือคลิปวิดีโอกิจกรรมทางเพศ ภาพหรือคลิปจะถูกแอบบันทึกไว้ใช้เป็น “เครื่องมือข่มขู่” ที่มีทั้งข่มขู่ให้ส่งภาพหรือคลิปใหม่ไปให้อีก และข่มขู่ให้โอนเงินไปให้เป็นค่าไถ่ แลกกับการไม่เผยแพร่ภาพหรือคลิปนั้น…
“เหยื่อกลัวเสียชื่อเสียงจึงยอมทำตาม แต่การขู่กรรโชกมักไม่จบแค่นี้ เพราะมิจฉาชีพมักมีข้อเรียกร้องเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เช่น ต้องการนัดพบ และบังคับให้เหยื่อยอมมีเพศสัมพันธ์ด้วย ซึ่งหากเหยื่อหลงเชื่อว่าจะจบ ก็จะนำไปสู่กรณีที่ร้ายแรงยิ่งขึ้น โดยอาจถูกถ่ายภาพหรืออัดคลิปซ้ำขณะที่โดนข่มขืน!!” …นี่เป็น “ภัยทางเพศ” ในยุคนี้
รูปแบบของ “ภัยทางเพศยุคไซเบอร์”
ภัยที่ “มาทางโลกออนไลน์สู่โลกจริง”
สำหรับ “วิธีป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ” จากการ “ถูกขู่กรรโชกทางเพศ” จากกรณีดังกล่าวนี้ ในบทความโดย สพธอ. ก็แนะนำไว้ว่า… ประการแรกเริ่มจาก คัดกรองการรับเพื่อนบนโลกออนไลน์ให้รอบคอบ รวมถึงกรณีคนที่ขอเป็นเพื่อนนั้นอ้างตัวว่าเป็นเพื่อนของเพื่อนที่เรารู้จัก โดยต้องตรวจสอบดูให้แน่ใจว่าเป็นบุคคลที่มีตัวตนถูกต้องจริง หรือเป็นเพื่อนของเพื่อนจริงหรือเปล่า และประการต่อมาคือ อย่าส่งภาพลับส่วนตัวไปให้ใครทางออนไลน์ ต่อให้เป็นคนที่รู้จัก เป็นเพื่อน หรือแม้แต่คนรัก เพราะหากทะเลาะกัน หรือเลิกกัน ภาพส่วนตัวเหล่านั้นอาจถูกนำไปเผยแพร่ได้ …นี่เป็นแนวทางเพื่อกันภัยนี้
ส่วนในกรณีที่ “พลาดตกเป็นเหยื่อแล้ว” กรณีนี้ก็มี “คำแนะนำ” ไว้ว่า… หากพลาดพลั้งตกเป็นเหยื่อของผู้ประสงค์ร้าย มิจฉาชีพ ที่มาขู่กรรโชกทางออนไลน์ เบื้องต้นคือ… ไม่ควรส่งเงินให้ หรือ ไม่ควรทำตามที่ถูกขู่บังคับ เพราะจะยิ่งทำให้คนร้ายได้เครื่องมือขู่กรรโชกเพิ่มขึ้น และต่อมาคือ… ปรึกษาคนที่ไว้วางใจและช่วยเหลือได้ จากนั้น รวบรวมข้อมูลการข่มขู่กรรโชก อาทิ… รายละเอียดของผู้ที่ข่มขู่ ชื่อบัญชีที่จะให้โอนเงิน เพื่อใช้เป็นหลักฐานแจ้งความดำเนินคดี เอาผิด!!…
นี่เป็นวิธี “สู้ภัยทางเพศยุคไซเบอร์”
ขณะที่ในส่วนของ “การเก็บหลักฐานเพื่อใช้แจ้งความ” นั้น ก็มีคำแนะนำไว้ว่า… ให้ เก็บข้อความทั้งหมดที่พูดคุยกัน โดยให้ บันทึกข้อมูลต่าง ๆ ทั้งหมดของผู้ที่ข่มขู่ เช่น… รูปโปรไฟล์ ชื่อบัญชี เบอร์โทรศัพท์ หรืออะไรก็ตามที่อาจใช้เป็นหลักฐานยืนยันตัวตนคนร้าย-มิจฉาชีพ และกรณีที่เหยื่อเคยยอมโอนเงินให้ ก็รวมถึง เก็บหลักฐานการโอนเงิน โดยรวบรวมแล้ว ไปแจ้งความที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ได้
หรือกรณีที่ “ภาพลับส่วนตัว คลิปวิดีโอลับเฉพาะ ถูกนำไปเผยแพร่ในโลกออนไลน์” แล้ว กรณีนี้ก็มีคำแนะนำว่า… ให้ เริ่มจากแจ้งผู้ดูแลระบบออนไลน์นั้น ๆ ให้ลบ รีบแจ้งให้ผู้ดูแลระบบหรือแพลตฟอร์มดังกล่าวลบภาพหรือคลิปลับ นั้น และอีกวิธีคือการ แจ้งลบด้วยตนเอง ซึ่งวิธีหลังนี้เหยื่ออาจต้องแสดงหลักฐานเพื่อยืนยันให้ได้ว่าตนเองคือผู้เสียหาย …นี่เป็นแนวทางเบื้องต้นสำหรับกรณีที่ “ภาพลับ-คลิปลับ” ได้ “ถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์” …ทั้งนี้ทั้งนั้น จากการที่ “กฎหมายคุกคามทางเพศ”มีผลบังคับใช้เมื่อ 30 ธ.ค. 2568 แล้วก็มีเคสอื้ออึง “มีผู้กระทำผิดที่ยึดโยงกฎหมายนี้” จากนี้ก็น่าตามดู…
“กฎหมายคุกคามทางเพศ” มีผลแล้ว
“โพสต์คุกคาม” ก็ “มีตัวอย่างให้กลัว”
แล้ว “เซ็กซ์ทอร์ชัน…จะลดลงมั้ย??”.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



