ทั้งนี้ ในยุคนี้ไทย “มีอัตราเด็กเกิดใหม่ลดลง” อีกทั้งครอบครัวไทยในยุคนี้ “การจะมีบุตรก็มีปัญหาตั้งครรภ์ซับซ้อนที่สุ่มเสี่ยง” อีกต่างหาก ส่วนเด็ก ๆ ที่ประเทศไทยมีอยู่ก็ “มีข้อน่ากังวลเกี่ยวกับกรณีคุณภาพ??” …ซึ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นเรื่องเด็กที่ “ยึดโยงกรณีทรัพยากรมนุษย์อนาคตของชาติ”ของประเทศไทย…

ว่าด้วยเรื่อง “คุณภาพเด็กไทย” นั้น

กับเรื่องนี้ก็ “มีสถานการณ์น่าจับตา”

โดย “ปรากฏปัญหาในด้านนี้เพิ่มขึ้น”

สำหรับ “ข้อกังวล” เรื่องนี้…ที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะสะท้อนต่อ เรื่องนี้มีข้อมูลโดยทีมนักวิจัย สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ประกอบด้วย รีนา ต๊ะดี, กัญญาพัชร สุทธิเกษม, กาญจนา เทียนลาย ที่ได้สะท้อนไว้ผ่านบทความ“คุณภาพเด็กไทยในยุคเกิดน้อยและสังคมสูงวัย” ที่เผยแพร่ทาง www.theprachakorn.com โดยชี้ว่า… ไทยกำลังเผชิญ “ความท้าทายเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อน” จากสังคมสูงวัย และวิกฤติเกิดน้อย อัตราการเกิดโดยรวมมีแนวโน้มลดลง

ในบทความดังกล่าวทางทีมวิจัยได้ระบุถึง “นโยบายของรัฐ” ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ไว้ว่า… ที่ผ่านมารัฐบาลชุดต่าง ๆ มีนโยบายประชากรที่มีเป้าหมายแตกต่างกันไปในแต่ละช่วง โดยช่วงแรกนั้นมีนโยบายลดอัตราเพิ่มของประชากร และช่วงที่สองนโยบายที่ออกมาจะเน้นรักษาระดับอัตราเจริญพันธุ์ของประชากรให้คงที่ จนมาถึงช่วงที่สาม หลังมีอัตราเกิดลดลงจึงมีนโยบายรักษาอัตราเจริญพันธุ์รวมให้คงที่ ไม่ให้ลดต่ำไปจากเดิม รวมถึงให้ความสำคัญกับ “การเกิดอย่างมีคุณภาพ” ในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 ที่สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ส่งผลให้ เกิดนโยบายต่าง ๆ เพื่อที่จะสนับสนุนให้คนไทยมีลูก

อย่างไรก็ตาม แม้ปัจจุบันไทยจะมีนโยบาย มาตรการต่าง ๆ ที่สนับสนุนครอบครัวในการดูแลบุตร อาทิ นโยบายลาคลอดของพ่อและแม่ที่เพิ่มจาก 98 วัน เป็น 120 วัน หรือการให้เงินสนับสนุนเด็กเล็ก 0-6 ปี รวมถึงมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับครอบครัวที่มีบุตร แต่จากอัตราเกิดที่ลดลงต่อเนื่อง ก็ทำให้ดูเหมือนว่า นโยบายต่าง ๆ สนับสนุนและแบ่งเบาภาระของครอบครัวได้เพียงบางส่วนเท่านั้น ไม่ได้สร้างแรงจูงใจให้ครอบครัวตัดสินใจมีบุตรเพิ่มขึ้นได้มากสักเท่าใดนัก

ที่เป็น “โจทย์สำคัญที่ไทยต้องเร่งแก้”

เพราะ “อาจเป็นสึนามิอีกลูกในไทย!!”

จากวิกฤติที่เกิดขึ้นนี้ ทีมวิจัยด้านประชากรและสังคมได้เสนอไว้ว่า… ไทยควร “เปลี่ยนจากมุ่งเน้นเรื่องปริมาณเด็กหันมา “เน้นเรื่องคุณภาพเด็ก” น่าจะเหมาะกับวิกฤติตอนนี้มากกว่า และ ควรกำหนดเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของชาติ เพราะเด็กที่เติบโตอย่างมีคุณภาพจะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีผลิตภาพสูง (High-Productivity Workforce) ในอนาคตซึ่งจะช่วยให้ไทยขับเคลื่อนนวัตกรรมและสร้างความมั่งคั่งได้ แม้จะมีประชากรน้อยลงก็ตาม ทั้งนี้ เมื่อดูที่ผลสัมฤทธิ์การศึกษาขั้นพื้นฐานทั้งระดับนานาชาติและระดับชาติ… คุณภาพการศึกษาไทยอยู่ในภาวะถดถอยรุนแรง” จึงยิ่งจำเป็นที่ ไทยต้องเปลี่ยนมุมมองนโยบายประชากร ที่ควรต้องหันมามุ่งเน้นการสร้างเด็กที่มีคุณภาพแทนที่จะเน้นเพิ่มปริมาณอย่างเดียว

นอกจากนั้น ทางทีมนักวิจัยยังได้สะท้อนประเด็นเกี่ยวเนื่องที่น่าสนใจไว้ว่า… การสร้างเด็กที่มีคุณภาพ” นั้นขึ้นกับ “คุณภาพการเลี้ยงดู” ด้วย ซึ่ง “คุณภาพเด็กไทยลดลง” ก็อาจเป็นเสมือน “เงาสะท้อนสมดุลชีวิตพ่อแม่ยุคใหม่ที่กำลังเกิดปัญหา” เนื่องจากผลการศึกษาหลายชิ้นพบว่า… คุณภาพเด็กช่วงปฐมวัย (Early Childhood) มีความสัมพันธ์โดยตรงกับสภาพแวดล้อมในครอบครัว โดยเฉพาะสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมของพ่อแม่ ซึ่งก็มีงานวิจัยที่ยืนยันตรงกันว่า… ความมั่นคงทางรายได้ และสมดุลระหว่างการทำงานกับการเลี้ยงดูบุตรของผู้ปกครอง ส่งผลต่อพัฒนาการเด็ก ระยะยาว

ทั้งนี้ ทีมนักวิจัยทีมนี้ได้จัดทำ “ข้อเสนอเชิงนโยบาย” เพื่อ “บรรเทาผลกระทบจากคุณภาพเด็กไทยที่ลดลง” ผ่านแนวทางต่าง ๆ ดังนี้… 1.เร่งพัฒนาด้านสาธารณูปโภคให้เป็นมิตรต่อเด็กและครอบครัว เช่น พัฒนาการศึกษาและบริการสาธารณสุขที่เข้าถึงง่ายและมีคุณภาพ พัฒนาระบบคมนาคมที่มีประสิทธิภาพ ราคาสมเหตุสมผล และปลอดภัย, 2.ขยายสิทธิลาคลอดและส่งเสริมบทบาทพ่อเพิ่มขึ้นเช่น เพิ่มเวลาการลาคลอดที่ได้รับเงินเดือนสำหรับพ่อและแม่ สร้างแรงจูงใจให้พ่อลาเพื่อมาช่วยเลี้ยงดูบุตรได้จริง, 3.สร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชน เพื่อสร้างความยืดหยุ่นในการทำงานของครอบครัวที่มีบุตร

ยุคที่ไทยเผชิญวิกฤติเกิดน้อยและสังคมสูงวัย เด็กเป็นทรัพยากรล้ำค่าที่มีจำนวนลดลงเรื่อย ๆ การพัฒนาคุณภาพเด็กจึงสำคัญ ซึ่งรัฐบาลควรเพิ่มความเข้มข้นทางนโยบายสนับสนุนครอบครัวในการดูแลบุตรให้มีคุณภาพมากขึ้น ทั้งระดับบุคคล ควบคู่ไปกับระดับสังคมและระดับมหภาค เพื่อให้แน่ใจว่าเด็กไทยในอนาคตจะมีคุณภาพและศักยภาพในการพัฒนาประเทศไทย” …เป็น “ประเด็นสำคัญ” ที่ทีมนักวิจัย สถาบันวิจัยประชากรและสังคม ชี้ไว้

ต้องเน้นเพิ่มคุณภาพเด็ก” นี่ “สำคัญ”

เพื่อ “สกัดวิกฤติสึนามิเด็ก” ที่น่าห่วง

ทรัพยากรมนุษย์น้อย+ด้อยคุณภาพ”.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์