สัปดาห์ที่ผ่านมา การเมืองไทยไม่ได้ร้อนแรงเพียงแค่การขับเคี่ยวบนสนามหาเสียงในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง หากแต่ยังสะเทือนจาก “เสียงถล่ม” จากกลิ่นอายความเจริญในโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง

ท่ามกลางบรรยากาศการหาเสียง จู่ๆ เกิดเหตุที่ไม่คาดคิด เกิดโศกนาฏกรรมเขย่าขวัญคนไทยทั้งประเทศต้องตกอยู่ในอาการช็อก จากเครนก่อสร้างหล่มทับขบวนรถไฟโดยสารจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าจังหวัดอุบลราชธานี บริเวณทางรถไฟบ้านถนนคต ตำบลสีคิ้ว อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 30 ราย และมีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก

แต่ยังไม่ทันที่สังคมจะตั้งหลักได้ วันถัดมากลับมาเกิดเหตุเครนยักษ์ถนนพระราม 2 พังถล่มลงมาทับรถ มีผู้เสียชีวิต 2 ราย ซ้ำเติมภาพจำของเส้นทางสายนี้ที่เรียกขานกันเป็น “ถนนสายมรณะ” ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ภาพคอนกรีตที่ร่วงหล่น และเหล็กที่ถล่มครืน ไม่ใช่เพียงอุบัติเหตุเฉพาะหน้า หากแต่คือ สัญญาณเตือนทางการเมือง ที่รัฐไม่อาจปัดให้พ้นตัวอีกได้ต่อไป เพราะทุกครั้งที่โครงสร้างถล่ม มันไม่ได้ทับแค่ยานพาหนะหรือพื้นที่สาธารณะ แต่กำลังทับลงบน ความเชื่อมั่นของประชาชนโดยตรง

จากอุบัติเหตุที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า จึงนำมาสู่คำถามเชิงโครงสร้าง คำอธิบายอย่างเป็นทางการของรัฐบาลและภาคราชการ มักวนเวียนอยู่กับถ้อยคำคุ้นหู ไม่ว่าจะเป็น “เหตุสุดวิสัย” เป็น “ความผิดพลาดของผู้รับเหมา” หรือ “อยู่ระหว่างการตรวจสอบ”

แต่คำถามที่ต้องถูกตั้งดัง ๆ คือ หากเป็นเพียงความผิดพลาดเฉพาะราย เหตุใดอุบัติเหตุจากโครงการก่อสร้างของรัฐจึงเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า และมักเกิดในพื้นที่เดิม ๆ อย่างถนนพระราม 2 หรือระบบคมนาคมหลักของประเทศ

คำถามนี้ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ผู้รับเหมาเพียงฝ่ายเดียว หากแต่พุ่งตรงไปยัง รัฐบาลในฐานะผู้ออกแบบระบบ อนุมัติโครงการ และกำกับดูแลการใช้งบประมาณภาษีของประชาชน

งานนี้ “ดร.เอ้” สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ในฐานะอดีตนายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ลงพื้นที่ถนนพระราม 2 ทันที พร้อมวาดภาพจำลองเหตุการณ์และหาสาเหตุเครนถล่ม มองว่า เครนดังกล่าวคงใช้งานมาพอสมควรได้มีการตรวจสอบซ่อมบำรุงอุปกรณ์หรือไม่ เพราะหากสมบูรณ์ เครนนี้น่าจะพอรับน้ำหนักได้ และเครนยี่ห้อนี้ที่นำมาใช้จะเกิดปัญหาเช่นเดียวกับเหตุเครนถล่มที่อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา

และตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยมีประวัติอุบัติเหตุจากงานก่อสร้างของรัฐอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นสะพานถล่ม อาคารถล่ม แท่นคอนกรีตร่วง หรือเครื่องจักรหนักพังทับพื้นที่สาธารณะ ทุกครั้งภาครัฐ จะแสดงความเสียใจ ตั้งคณะกรรมการสอบสวน และย้ำคำเดิมว่าจะ “ถอดบทเรียน” แต่บทเรียนเหล่านั้นกลับไม่เคยถูกแปลงเป็น ความรับผิดทางกฎหมายที่จริงจังและเป็นรูปธรรม

สิ่งที่เห็นจนชินตาคือ มาตรการลงโทษผู้รับเหมาที่เบาบางจนแทบไร้น้ำหนัก เช่นการขึ้น “แบล็กลิสต์” ถูกใช้เป็นคำตอบหลักของรัฐ ทั้งที่ในทางปฏิบัติ บริษัทขนาดใหญ่จำนวนไม่น้อยสามารถเปลี่ยนชื่อ ใช้บริษัทลูก หรือกลับเข้ามารับงานภาครัฐได้อีกในเวลาไม่นาน

“แบล็กลิสต์” จึงถูกตั้งคำถามว่า เป็นเพียง ภาพลวงตาของความจริงจัง เพื่อปลอบประโลมสังคม มากกว่าการลงโทษเชิงโครงสร้าง หรือไม่ ต้องจับตาดูว่ารัฐบาลจะมีมาตรการอะไรออกมาเป็นรูปธรรมและจริงจังขจัดปัญหาซ้ำซากให้หมด

เพราะรัฐบาลแทบทุกรัฐบาลต่างชู “เมกะโปรเจกต์” เป็นเครื่องมือแสดงผลงาน ถนน รถไฟ รถไฟฟ้า ทางด่วน กลายเป็นตัวเลขสวยงามในสไลด์นโยบาย แต่สิ่งที่ถูกมองข้ามคือ “ต้นทุนความปลอดภัย” ที่ไม่เคยถูกยกขึ้นเป็นวาระทางการเมืองอย่างแท้จริง

“เมื่อโครงการต้องเร่ง งบต้องเดิน และสัญญาต้องเซ็น การตรวจสอบจึงกลายเป็นเพียงขั้นตอนตามระเบียบ ไม่ใช่หัวใจของระบบ” อุบัติเหตุที่สีคิ้วและพระราม 2 จึงสะท้อนว่า รัฐบาลคิดนโยบายเรื่องก่อสร้างเก่งเพราะหวังเงินทอนหรือประโยชน์พวกพ้อง แต่ลืมคิดถึงเรื่อง คุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

ดังนั้นไม่ว่าใครที่เข้ามาเป็นรัฐบาลจึงมีราคาที่ต้องจ่าย เพราะกระแสสังคมที่ปะทุขึ้นจากโศกนาฏกรรมซ้ำซ้อน ทำให้ฝ่ายบริหารไม่อาจนิ่งเฉย อีกทั้งจะเป็นตัวฉุดคะแนนนิยมของ “พรรคภูมิใจไทย” ไปด้วย เพราะภาพติดอยู่เป็นผู้รับเหมารายใหญ่ ถึงแม้ครั้งนี้จะไม่ใช่บริษัทของครอบครัวตระกูล “ชาญวีรกูล” แต่ก็ทำให้เสียรังวัดไม่น้อยในสนามเลือกตั้งครั้งนี้

เห็นได้จาก “นายกฯ หนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย แม้จะลางานต้องยกเลิกการหาเสียงกลางคัน สวมบทนายกฯ บินลงพื้นที่เรียกประชุมหน่วยงาน สั่งคมนาคม บอกเลิกสัญญาฯ บริษัทอิตาเลียนไทย 2 สัญญา เหตุเครนถล่มทับรถไฟ อ.สีคิ้ว-พระราม 2 พร้อมขึ้นแบล็กลิสต์และกำชับให้ตรวจสอบผู้รับเหมาอย่างเข้มข้น

ก่อนหน้าที่ปรี๊ดแตกไล่เฉ่งผู้ว่าการรถไฟ-กรมบัญชีกลาง พิจารณาตัวเอง ซึ่งเรื่องนี้ไม่ควรเกิดขึ้นหากการก่อสร้างเป็นไปตามแบบและขั้นตอน พร้อมออกมายอมรับว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นสะท้อนช่องโหว่เชิงระบบ เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเรื่องทางวิศวกรรม ต้องพิสูจน์กันด้วยข้อเท็จจริง

ปากก็บอกอย่าดึงไปเป็นประเด็นโจมตีทางการเมือง แต่ก็ไม่วายไปแขวะ ว่า จังหวัดนครราชสีมา มี สส. พรรคใดมากที่สุด ย่อมไม่อาจโยนความรับผิดชอบให้พรรคอื่นได้

งานนี้ถึงเวลาแล้วที่รัฐจะปัดความรับผิดชอบไม่ได้ในฐานะรักษาการ ก็ต้อง แก้ไขกฎหมายและมีมาตรการเพิ่มโทษ เพื่อให้ผู้รับเหมาที่ละเลยความปลอดภัย ต้องรับผิดอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงถูกพักงานหรือขึ้นบัญชีดำในทางปกครอง

จึงมีเสียงเรียกร้องตะโกนให้รัฐบาลจัดยาแรงเพิ่มโทษเอาผิดผู้รับเหมาอย่างจริงจังเสียที อย่าง สว.ปริญญา วงศ์เชิดขวัญ ก็ชี้ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้น ภาครัฐต้องเร่งออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการยกระดับมาตรฐานการก่อสร้าง ความปลอดภัย การเยียวยา และการพัฒนาคุณภาพรับเหมาก่อสร้างอย่างเป็นระบบ ต้องเร่งออกอย่างเร็วหลังมีรัฐบาลชุดใหม่ เพราะประเทศไทยมีการก่อสร้างขนาดใหญ่เรื่อยๆ 

นอกจากนี้คำถามสำคัญในทางการเมืองจึงไม่ใช่แค่ว่า “ใครทำผิด” แต่คือ รัฐออกแบบระบบที่ปลอดภัยเพียงพอหรือยัง โดยเฉพาะ “พรรคส้ม” เรียกร้องให้ “นายกฯ หนู” ต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ ในฐานะผู้นำประเทศ และในฐานะรักษาการนายกฯ ในปัจจุบัน คือการเทกแอคชัน การดำเนินมาตรการที่ทำให้ประชาชนเห็นว่าจะป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอีกในอนาคต เช่น สืบประวัติของบริษัทรับเหมาที่เกี่ยวข้อง หากเคยมีประวัติแบบนี้ จะต้องมีมาตรการลงโทษอย่างเด็ดขาด

ปัญหาใหญ่จึงไม่ใช่อุบัติเหตุ หากแต่ คือ โครงสร้างกฎหมายที่เอื้อให้ความผิดหลุดพ้นความรับผิด กฎหมายปัจจุบันมักจำกัดบทลงโทษอยู่แค่ระดับปกครองหรือสัญญาจ้าง มากกว่าการเอาผิดทางอาญาอย่างจริงจังต่อผู้บริหารโครงการและผู้มีอำนาจตัดสินใจ

ไม่แปลกที่เริ่มมีเสียงเรียกร้องให้แก้ไขกฎหมาย เพิ่มบทลงโทษที่รุนแรงและตรงเป้า ไม่ใช่เพียงการปรับเงินหรือพักงาน แต่ต้องสามารถเอาผิดทางอาญากับผู้ที่ละเลยมาตรฐานความปลอดภัยอย่างร้ายแรง และขยายความรับผิดไปถึงผู้บริหารระดับสูงของบริษัทผู้รับเหมา ไม่ใช่ปล่อยให้ความผิดตกอยู่กับแรงงานหรือผู้ปฏิบัติการระดับล่างเพียงลำพัง

ขออย่าให้เป็นเหมือนไฟไหม้ฟาง เพราะอุบัติเหตุพร้อมผกผันกลายเป็นชนวนการเมือง ในระยะสั้น รัฐบาลอาจประคองสถานการณ์ด้วยการตั้งคณะกรรมการ ตรวจสอบ และเยียวยา แต่ในระยะยาว หากอุบัติเหตุยังเกิดซ้ำ ความเสียหายจะไม่หยุดอยู่ที่ไซต์ก่อสร้าง หากแต่ลามไปถึง ความชอบธรรมในการบริหารประเทศ เพราะประชาชนเริ่มตั้งคำถามว่า รัฐที่สร้างถนนยังทำให้ปลอดภัยไม่ได้ จะดูแลชีวิตผู้คนในมิติอื่นได้อย่างไร

เหตุการณ์เครนทับรถไฟ และเครนถล่มกลางถนนพระราม 2 จึงไม่ใช่ข่าวอาชญากรรม ไม่ใช่ข่าวภัยพิบัติ แต่คือ ข่าวการเมืองเต็มรูปแบบ เป็นบททดสอบว่า รัฐบาลจะกล้า “รื้อระบบ” มากกว่าแค่ “แก้เฉพาะหน้า” หรือไม่

หรือจะยอมรับความผิดพลาดเชิงโครงสร้างมากกว่าหาคนรับบาปรายบุคคลหรือเปล่า เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่ถล่มลงมา ไม่ใช่แค่คอนกรีต แต่คือความเชื่อมั่นที่การเมืองไทยต้องเร่งกู้คืน ก่อนที่อุบัติเหตุครั้งต่อไป จะไม่เหลือพื้นที่ให้คำอธิบายอีกต่อไป

ดังนั้นจะต้องจับตาดูกันว่า ปัญหานี้จะถูกแก้อย่างจริงจัง จริงใจแค่ไหนของรัฐบาล หรือปล่อยให้เรื่องเงียบไปตามกาลเวลาซุกของเน่าไว้ใต้พรมประชาชนก้มหน้ารับกรรมต่อไป.