ทั้งนี้ ว่าด้วยเรื่อง “ทุจริตโกงการเลือกตั้ง” ในไทย-ในภาพรวม ๆ นี่ทั้งมิใช่ปรากฏการณ์ใหม่ และมีประเด็นน่าคิด ซึ่งนอกจากวิธีการแบบดั้งเดิมแล้ว ยุคปัจจุบันการโกงการซื้อเสียงมีวิธีการที่เปลี่ยนแปลงไปหรือไม่?กับประเด็นน่าคิดดังกล่าวนี้ในทางวิชาการก็ให้ความสนใจ และได้มีการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้…

ฉายภาพ “โกงเลือกตั้งแต่ยุคอดีต”

ที่ก็เกี่ยวกับ “รูปแบบวิธีการซื้อเสียง”

สำหรับข้อมูลที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะสะท้อนต่อ ณ ที่นี้ มาจาก วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร ปีที่ 4 ฉบับ 1 ม.ค.-มี.ค. 2567 ที่มีการเผยแพร่บทความชื่อ “พัฒนาการรูปแบบการซื้อสิทธิและขายเสียงในประเทศไทย” ที่จัดทำโดย พินิจ บำรุง และ สัญญา เคณาภูมิ หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ที่ศึกษาวิจัยและจัดทำบทวิเคราะห์เรื่องนี้ไว้ ซึ่งเกี่ยวกับ “พัฒนาการการโกงเลือกตั้ง” โดยผู้วิจัยได้ระบุถึงวัตถุประสงค์ของการศึกษาวิจัยไว้ว่า…เพื่อฉายภาพ “วิธีการซื้อสิทธิขายเสียง”ที่เกิดขึ้นในไทยตั้งแต่ “อดีตถึงปัจจุบัน”

ผู้ศึกษาวิจัยได้สะท้อนผ่านบทความไว้ว่า… งานวิจัยนี้รวบรวมรูปแบบการซื้อสิทธิขายเสียงที่เกิดขึ้นในสังคมไทย เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ปัญหานี้ เพราะ การซื้อเสียงเป็นรากฐานปัญหาของประเทศ ที่ฉุดรั้งการพัฒนา และทำลายการพัฒนาการปกครองระบอบประชาธิปไตย จนประโยชน์ที่จะตกกับสาธารณะเกิดขึ้นได้ไม่เต็มที่ เพราะเมื่อมีการลงทุนซื้อเสียงแลกตำแหน่งที่มีอำนาจทางการเมือง ผู้ลงทุนย่อมต้องมุ่งหวังผลตอบแทนหรือกำไรที่จะได้รับจากการลงทุน โดยเมื่อซื้อเสียงได้สำเร็จจนมีตำแหน่งการเมืองแล้ว ก็มีอำนาจแสวงหากำไร จะพยายามให้ได้เงินลงทุนซื้อเสียงกลับมา รวมถึงแสวงหาผลประโยชน์อื่น ๆ เพิ่มขึ้น จะมีการ “สะสมไว้ใช้ซื้อเสียงในการเลือกตั้งครั้งต่อ ๆ ไป”ด้วย จนเป็น “วงจรที่ไม่จบไม่สิ้น!!”

ทั้งนี้ ในบทความดังกล่าวได้สะท้อนไว้ว่า… การซื้อสิทธิขายเสียงในประเทศไทยนั้นเกิดขึ้นมานานมากกว่า 9 ทศวรรษแล้ว โดยเกิดขึ้นพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ซึ่งได้มีนักวิชาการไทย คือ ชาญชัย จิตเหล่าอาพร ที่เคยสะท้อนไว้ว่า… การทุจริตซื้อเสียงเลือกตั้งที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ นั้น มักเกิดมาจากสาเหตุหลัก ๆ 3 ประการ ดังนี้คือ…

จากวัฒนธรรมการเมืองแบบอำนาจนิยม” ที่อยู่ภายใต้ระบบอุปถัมภ์ที่อิงอาศัยนโยบายประชานิยม เป็นรูปแบบการครอบงำประชาชนให้เกิดการพึ่งพิงพรรคการเมืองในการกระทำสิ่งต่าง ๆ, จากการปรับเปลี่ยนบทบาททางการเมืองของกลุ่มทุน” โดยมีกลุ่มนักธุรกิจที่ตัดสินใจเล่นการเมือง เพื่อต้องการจะแสวงหาผลประโยชน์ให้ธุรกิจตนเอง และ“จากความอ่อนแอของกลไกกระบวนการตรวจสอบ”องค์กรที่มีหน้าที่ตรวจสอบถูกแทรกแซงจากนักการเมือง ประกอบกับการที่สังคมพบเห็นปัญหานี้มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน หลายคนจึงมองเป็นเรื่องปกติ!! …จึงส่งผลให้การซื้อเสียงเป็นวงจรไม่จบไม่สิ้น

ข้อมูลในแง่ “พัฒนาการของการโกงเลือกตั้ง” ในบทความเดิมยังได้มีการแบ่งตามกรอบระยะเวลาการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง โดย แบ่งเป็นยุคต่าง ๆ ดังนี้คือ… ก่อนปี 2490-2500 เป็น “ยุคใช้ไพ่ไฟพลร่ม” ซึ่งการโกงโดยการใช้ “ไพ่ไฟ” เป็นอีกหนึ่งรูปแบบการทุจริตเลือกตั้งที่พบมากในยุคอดีต โดยวิธีโกงก็คือ พิมพ์บัตรเลือกตั้งและกาหมายเลขผู้สมัครไว้ล่วงหน้า ก่อนจะแอบนำเข้ามาสอดแทรกลงในกล่องบัตรเลือกตั้ง ขณะที่การใช้ “พลร่ม” โกงเลือกตั้งนั้น เป็นการแอบ นำผู้ไม่มีสิทธิเลือกตั้งในหน่วยเลือกตั้งนั้นมาใช้สิทธิเลือกตั้งในหน่วยเลือกตั้งดังกล่าว เพื่อเพิ่มคะแนนเสียงให้ตัวเอง

ช่วงต้นปี 2520 เป็น “ยุคใช้วาทกรรมไม่ไว้ใจคนชนบท” ในช่วงเวลานี้มีบางพรรคสร้างวาทกรรมขึ้น เพื่อสร้างความไม่ไว้ใจคนชนบทว่า…คะแนนเสียงคนชนบทเป็นเสียงที่ไม่มีคุณภาพ ซึ่งก่อให้เกิดความแตกแยกระหว่างคนเมือง-คนต่างจังหวัด และที่สำคัญ…นอกจากกรณีดังกล่าว การ “ใช้เงินสดซื้อเสียง” เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมในการ “โกงเลือกตั้ง” นอกจากนั้นในบางพื้นที่พบว่ามีการ ซื้อเสียงโดยแจกข้าวของเครื่องใช้ อาทิ ข้าวสาร รองเท้า น้ำปลา หรือแม้แต่ปลาทู ก็ยังมี!!

ในช่วงปี 2544-2554 เป็น “ยุคใช้ความหวังสร้างฐานคะแนนเสียง”โดยบางพรรคหาเสียงด้วยวิธี ให้ความหวังกับชาวบ้านว่าหากชนะเลือกตั้งจนได้เป็นรัฐบาลจะกลับมาพัฒนาสาธารณูปโภคต่าง ๆ ให้ดีขึ้นเพื่อเป็นการตอบแทน รวมถึง มีการใช้ผู้มีอำนาจในท้องถิ่น เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือแม้แต่ อสม. เข้ามามีบทบาทในการสร้างฐานเสียงด้วย

ช่วงปี 2562 ถึงปัจจุบัน มีการระบุไว้ว่า…เป็น “ยุคใช้หัวคะแนนผู้มีอำนาจในท้องถิ่น” เข้ามามีบทบาทในการ “ซื้อเสียง” เพราะคุ้นเคยกับประชาชนในพื้นที่มากกว่า ขณะที่ การใช้เงินสดที่เป็นรูปแบบดั้งเดิมก็ยังเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมอยู่เช่นเดิมโดยที่ไม่ใช้การโอนเงินเพราะจะเกิดหลักฐานที่สามารถเอาผิดได้หากถูกร้องเรียน …ทั้งนี้ นี่เป็นข้อมูล “พัฒนาการการโกงเลือกตั้งที่รวมถึงซื้อเสียง” ที่มีการเผยแพร่ไว้ผ่านบทความใน วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร ที่ฉายภาพรูปแบบ“การทุจริตเลือกตั้ง” ซึ่งเป็น “ปัญหาสำคัญ” ที่ในไทย “มีมายาวนานจะร้อยปี” แล้ว!!…

ยุคนี้ “วงจรโกงเลือกตั้งยังวนเวียน??”

ยากจะชี้ชัดหรือนี่บ่งชี้ “ยิ่งซับซ้อน??”

ซับซ้อนโดย “ซื้อเสียงยังฮอตฮิต??”.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์