ความล้มเหลวจากนโยบายแจกเงินหมื่น จนกลายเป็นบาดแผลใหญ่ทิ้งไว้ให้กับ “พรรคเพื่อไทย” ทั้งสมัย รัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร เลยคิดว่าเรื่องนำเงินหลวงมาแจก ไม่น่าจะเป็นนโยบายเด็ดของอดีตพรรคแกนนำรัฐบาล แต่ที่ไหนได้ขั้วการเมืองสีแดง ก็ยังคิดทำ แบบเดิมอีก
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทย จัดปราศรัยใหญ่ ที่สยามพารากอน “นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เปิดนโยบายใหม่ “รวยทุกวัน เงินล้าน 9 คน” ให้คนไทยที่เข้าสู่ระบบภาษี และระบบข้อมูลของรัฐ ได้ลุ้นเงินล้านในทุกวัน โดยการเข้าสู่ระบบ จะไม่มีการบังคับ แต่จะใช้ “รางวัลและความภาคภูมิใจ” เป็นตัวนำ
ประชาชนมีสิทธิลุ้น รับเงินล้านวันละ 9 คน แบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ 1. กลุ่มเกษตรกรฐานราก ที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกร 2. กลุ่มทำงาน เพื่อสาธารณประโยชน์ 3. ผู้สูงอายุ 4. ประชาชนผู้ยื่นภาษี 5. กลุ่มประชาชนที่จับจ่ายใช้สอยและมีใบเสร็จ โดยการแจกรางวัลเงิน 1 ล้านบาท ในกลุ่มที่ 1-4 จะแจกกลุ่มละ 1 คน
ส่วนกลุ่มที่ 5 จะแจก 5 คน รวม 9 คนต่อวัน แจกทุกวัน ไม่เว้น วันหยุดราชการ และโอนเงินรางวัลตรงเข้าบัญชีโดย ไม่มีขั้นตอนที่ยุ่งยาก ขณะที่ผู้ไม่ถูกรางวัล จะไม่เสียอะไร แต่จะได้รับความสะดวกสบายจาก ระบบใบเสร็จดิจิทัล มีบันทึกการใช้จ่าย ที่ตรวจสอบได้ และมีความหวังในทุกวัน จากทุกการใช้จ่าย
โดยเป้าหมายคือ ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ ของประเทศ ของแพงที่ไหนรัฐบาลรู้ทันที สามารถแก้ไขได้ตรงจุด ความสามารถในการสร้าง และ การพัฒนาของรัฐ จะช่วยสร้างความเจริญได้อย่างเหมาะสม โดยไม่ต้องคาดเดา เปิดช่องทางทำมาหากินใหม่
ขณะที่หลายคนคาดหวัง “นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นนักวิชาการมาทั้งชีวิต จะไม่เห็นด้วยกับ นโยบายแจกเงินล้าน แต่กลับเห็นดีเห็นงามด้วย อ้างเป็นเรื่องของ การรวมข้อมูล ของรัฐบาลดิจิทัล คนไทยมี 60 ล้านคน เราสามารถ ดูแลคนได้ทั้งหมด ไม่ให้เกิดการเหลื่อมล้ำ ซึ่งตรงนี้ เป็นกฎหมายหลัก ส่วนการที่เราออกนโยบายนี้ออกมา ก็จะเป็นส่วนหนึ่ง ที่มาเติมเต็ม ให้กลไกนี้ เพื่อดึงดูดให้ คนเข้าสู่ระบบภาษี
อันที่จริงเรื่องการทำให้คนเข้าสู่ระบบภาษี ควรใช้วิธีการรณรงค์ หรือปลุกจิตสำนึก ให้ประชาชนให้ความร่วมมือกับ
ภาครัฐ ไม่ควรต้องใช้เงิน เป็นแรงจูงใจ แม้พรรคเพื่อไทยจะมองว่า งบประมาณจำนวน 3,285 ล้านบาทต่อปี เป็นเงินไม่มากมาย แต่สามารถ นำไปใช้ประโยชน์ ในโครงการอื่นได้ แล้วการใช้การแจกเงินมาเป็น นโยบายหาเสียง ก็เป็นเรื่องไม่ควรทำ
ยิ่งฟังความเห็นนักวิชาการส่วนใหญ่ ล้วนออกมาคัดค้าน อย่างเช่น “รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร” สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ที่ให้ความเห็นตอนหนึ่งว่า วันนี้เมื่อมีผู้นำรุ่นใหม่ซึ่งมีภูมิหลังเป็น อาจารย์ และ นักวิชาการ อันควรจะเป็นที่คาดหวังว่า แนวทางเชิงนโยบาย จะมีความรอบคอบ มีหลักคิด และมีความรับผิดชอบ ต่อสาธารณะมากขึ้น กว่าเดิม
แต่พอปรากฏ “นโยบายสุ่ม แจกเงินวันละ 9 ล้าน” กลับยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่า พรรคนี้มิได้เปลี่ยนแปลง ทิศทางทางความคิด แต่อย่างใด หากยังคงยึดติดอยู่กับ “ประชานิยมแบบสิ้นคิด” ในรูปแบบที่รุนแรงและไร้ทิศทางยิ่งกว่าเดิม ความเปลี่ยนแปลงเชิงบุคลากร ไม่ได้ช่วยแปรเปลี่ยน นโยบายให้ดีขึ้น หากแต่กลับทำให้ ความคาดหวังของสังคม ถูกทำลายลงอย่างน่าผิดหวัง
ได้แต่ฝากความหวังไว้กับ คณะกรรมการตรวจสอบนโยบาย ที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมือง ที่ใช้ในการประกาศโฆษณาหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่ง กกต.แต่งตั้งขึ้น แม้จะไม่มีอำนาจ
ในการยกเลิก แต่ด้วยศักยภาพของคณะกรรมการ ที่เป็นทั้งนักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญ ด้านเศรษฐศาสตร์ คงให้ข้อสังเกตที่เป็นประโยชน์ และให้ข้อเท็จจริงที่สังคมควรรับรู้
แปลงคนละครึ่งเป็น 70 : 30 ก็เกินจะทน ทั้ง ๆ ที่ในช่วง “เพื่อไทย” เป็นฝ่ายบริหาร ก็ไม่ต้องการผลักดันโครงการที่เกิดจากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาถึงวันนี้พอหวังคะแนนนิยม หนีไม่พ้นหันมา ใช้วิธีแจกเงินอีก.
“เขื่อนขันธ์”



