หรือบางที มีการใช้บอต ใช้ไอโอ ใช้สื่อมวลชนปั่นให้พรรค- บุคคลอยู่ในกระแสให้มากที่สุด กระทั่งการทำโพลออนไลน์ต่างๆ ก็พบปัญหาแล้วว่า “มีบางพรรคจัดทำโรบอตไปปั่นโพล” การรู้เท่าทันสื่อก็คืออย่าเพิ่งเชื่ออะไรที่มันปั่นกันออนไลน์ ส่วนโพลที่ชอบทำกันทุกวันอาทิตย์ ที่มีชื่อสถาบันทำโพลกำกับอยู่ ก็ต้องคิดไปด้วยว่า “กระบวนการสุ่มตัวอย่างของเขาและการเก็บข้อมูลเป็นอย่างไร” การสุ่มที่ดีคือ ทุกหน่วยประชากรมีโอกาสถูกเลือก มีการกระจายอย่างทั่วถึง ( คือไม่ใช่เลือกประชากรกระจุกอยู่หย่อมนึง ) วิธีเก็บข้อมูลต้องไว้ใจได้ ว่า ได้เก็บจากกลุ่มตัวอย่างจริงๆ เช่น โทรศัพท์ไปหาหรือเจอตัว และคำถามต้องไม่ใช่คำถามเชิงซ้อนประหลาดๆ ที่คนฟังงง

พออะไรๆ มันเชื่อไม่ค่อยได้ คราวนี้จะทำอย่างไร ? ตอบว่า ก็ต้องหาข้อมูลเองตามที่เราอยากเลือก อยากสนับสนุนใคร ซึ่งสมัยนี้ต้องเพิ่มใจกว้างและจิตแข็งไปด้วย จิตแข็ง คือ Troll หรือเกรียนออนไลน์เยอะ พวกนี้ถ้าเผลอแสดงความเห็นว่าเราชอบพรรคไหนที่พวกไม่เชียร์ ก็จะมาเหน็บแนมว่าโง่ พาพวกมารุม จนหลายคนเลือกจะเงียบไม่อยากพูดอะไรออนไลน์ ทนพวก Troll ให้ได้ กลั่นกรองข้อมูลให้เป็นข้อเท็จจริงมากกว่าความเห็น

ใจกว้าง คือ พร้อมรับฟังข้อมูลทั้งบวกทั้งลบของคนที่เราชอบ หาหลักฐานสนับสนุน ว่า ข้อมูลฝั่งไหนน่าเชื่อถือ และเรามีทัศนคติยอมรับข้อมูลฝั่งไหนมากกว่ากัน บางเรื่องมันเป็นการบิดเอาบางประเด็นขึ้นมาตีคลุมภาพรวมทั้งเรื่อง แล้วก็ตีย้ำจนเราลืมดูประเด็นอื่นๆ ให้รอบด้าน หรือเกิดอคติ

มีคนฝากให้ยกตัวอย่างการพูดความจริงด้านเดียว คือเรื่องประกันสังคม ซึ่งตอนนี้โดนด่าขรมเรื่องเอาเงินผู้ประกันตนไปตัดเสื้อแพง บินดูงานแพง ผู้ประกันตนบางส่วนบ่นว่า สิทธิอะไรก็ไม่เท่าบัตรทอง.. คนฝากช่วยชี้แจงเรื่องเบิกจ่ายเขาว่า ต้องเข้าใจว่า ประกันสังคมมันไม่ได้จ่ายแค่ค่ารักษาพยาบาลเหมือนงบ สปสช.( บัตรทอง ) แต่รวมถึงเงินช่วยระหว่างว่างงาน เงินเกษียณด้วย อย่าเอาไปเทียบงบบัตรทองโดยไม่ดูการใช้จ่ายของกองทุนฯ  

ส่วนเรื่องตัดสูทอะไรนี่ มันรวมอยู่ในเงินบริหารของบอร์ด …ง่ายๆ คือ มันเป็นสวัสดิการหรือค่าตอบแทนที่มีสิทธิ์ใช้อยู่แล้ว ( ถ้าไม่พอใจ ฝ่ายที่มีอำนาจก็ต้องไปพูดคุยกันเรื่องแก้ระเบียบ ) หน่วยงานอื่นก็มีสวัสดิการตัดสูทถ้าไปหาดู หรือเรื่องดูงานเมืองนอก สส.ก็ทำกันบ่อย เมื่อก่อนช่วงปิดสมัยประชุมสภา สื่อมวลชนรีบวิ่งหาเลยว่า กมธ.ไหนไปดูงานประเทศไหน แล้วก็เอามาด่ากันเป็นพักๆ ( แต่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยเห็น )  

ที่เขาฝากมานี่ก็อารมณ์ประมาณว่า “อย่าสองมาตรฐาน” หน่วยงานอื่นก็มีอย่าตีแต่ สปส…. อย่างไรก็ตาม การตี สปส. มัน“สะเทือนใจง่าย” โดยการสร้างวาทกรรมว่า“เป็นเงินผู้ประกันตนจ่าย” ซึ่งหนักกว่าพูดว่าภาษีกู เพราะมนุษย์เงินเดือนก็เห็นสลิปถูกหักไป 750 บาททุกเดือน ( และกำลังจะเพิ่มขึ้นด้วย ) พอได้ชื่อว่าเป็น“หน่วยงานที่ดูแลเงินของมนุษย์เงินเดือน”  ก็ถูกวิจารณ์หนัก และเรื่องสูท ก็มีคำถามกลับมา ว่า จัดซื้อจัดจ้างได้ประมูลหรือไม่ หรือใช้วิธีพิเศษ และหน่วยงานที่ได้ไปคือองค์การทหารผ่านศึก ทำไมจึงเลือกองค์การนี้

เรื่องประกันสังคมถูกโจมตี บางคนก็ว่าเป็นการเมืองช่วงเลือกตั้ง บางคนก็ว่าไม่ใช่ คนที่ว่าไม่ใช่ บอกว่า เพราะมันโดนตั้งข้อสังเกตเรื่องการลงทุนที่ไม่น่าจะได้ผลกำไรดี-เอื้อใครหรือไม่ มาตั้งแต่รัฐบาลอิ๊งค์ แพทองธาร ชินวัตร “สส.ไอซ์”รักชนก ศรีนอก สส.กรุงเทพ และ “สส.เนม”สหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรคประชาชน ( ปชน.) เปิดตั้งแต่การลงทุนตึกสกายไนน์ ที่ดูไม่น่าจะคุ้มทุนเพราะพอไปดูสภาพจริงก็ออกจะเงียบๆ ก่อนหน้านี้ก็มีเรื่องบอร์ดแพทย์ดูงานต่างประเทศเหมาะสมหรือไม่ ทำปฏิทินเหมาะสมหรือไม่

ฝั่งที่ว่า เป็นการสร้างประเด็นการเมือง ก็ว่า ตั้งใจตีกระทบไปที่ภูมิใจไทย เพราะผู้เกี่ยวข้องที่ไอซ์ – รักชนก อ้างถึงว่าเกี่ยวกับตึกสกายไนน์ ตอนนี้ก็อยู่ภูมิใจไทย และพรรคส้มต้องการเอาเรื่องนี้มาหยุดวาทกรรม“มีทหารไว้ทำไม”

จะใช่หรือไม่ใช่การเมืองช่วงเลือกตั้ง ก็กลายเป็นว่า “ในอัลกอริธึมอินเทอร์เนต” พรรคส้มทำคะแนนเรื่องนี้ไปอักโข ไอซ์-รักชนก กลายเป็นดาวฤกษ์ประจำพรรค ..ซึ่งถ้าให้กองแช่งพรรคส้มโทษใคร ก็ต้องไปโทษรัฐบาลทั้งหนูทั้งอิ๊งค์ ที่มีปัญหาก็ยึกยักๆ ไม่ทำอะไรให้มันเร็วๆ ซึ่งน่าจะเป็น“บทเรียนสอนใจ” สำหรับฝ่ายการเมือง ว่า ถ้าอยู่ในช่วงมีอำนาจ อะไรบ้าๆ บอๆ ถูกครหาแรงๆ ก็ต้องรีบเคลียร์ให้จบ ไม่ใช่รอจนเลือกตั้ง รอจนฝั่งตรงข้ามหยิบมาใช้โจมตีหรือประจาน ว่าตอนมีอำนาจไม่ทำ ไม่แก้ไข ( และตามมาด้วยข้อความว่า ดังนั้น ประชาชนควรเปลี่ยนมาเลือกเรา )  

พลังโน้มน้าวใจของพรรคส้ม ที่สำคัญตอนนี้คือเรื่องตัวบุคคลที่กล้าลุกขึ้นมาชน แก้ปัญหา พิทักษ์ผลประโยชน์ ประกอบกับขายเรื่องการเปลี่ยนแปลงคนมาทำงานฝ่ายบริหารบ้าง

คู่แข่งสำคัญของพรรคส้มคือพรรคแดง พรรคเพื่อไทย มีเสียงค่อนแคะว่า นโยบายแจกเงินออกมาเหมือนกับจะไม่ได้เป็นรัฐบาล ล่าสุดมีหวยพิเศษ คนละล้านวันละเก้าคน มันก็ตาลุกอยู่กับคำว่าคนละล้าน แต่พอเอาจริงคือโอกาสกระจายโชคมันน้อย ซื้อหวยรัฐบาลยังลุ้นมันส์เสียกว่า เพื่อไทยทุ่มสู้สุดตัว เชื่อได้จากการที่เอาคนตระกูลชินวัตรมาลง นั่นคือหวังจะได้เป็นพรรคอันดับหนึ่ง หรืออย่างน้อยที่สุดต้องอันดับสอง เพื่อชิงตั้งรัฐบาลได้

กองแช่งเพื่อไทยยังบอกว่า ประเด็นที่จะทำให้ไม่เลือกก็เพราะแคนดิเดตนายกฯ ก็ชินวัตรอีกล่ะ ไม่ว่า “ดร.เชน”ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ พิสูจน์ตัวแค่ไหน หรือบอกว่า “ความเป็นชินวัตรคือโอกาส” ที่จะได้รับคำปรึกษาหรือคอนเนคชั่นดีๆ เขาว่ามันอิหลักอิเหลื่อแปลกๆ ถ้าแม่ ดร.เชน จะดำรงตำแหน่ง“นางห้า” หลังได้ 4 ตำแหน่งแล้ว คือน้องสาวนายกฯ ( น้องสาวอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ) ภริยานายกฯ ( ภริยาอดีตนายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ) พี่สาวนายกฯ ( พี่สาวอดีตนายกฯปู ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ) น้าอดีตนายกฯ ( น้าอดีตนายกฯอิ๊งค์ แพทองธาร ชินวัตร ) เขาว่า อคติต่อตัวบุคคลเป็นเรื่องปกติ   

ชินวัตร เป็นจุดขายที่ทั้งแกร่งทั้งอ่อนของเพื่อไทย ซึ่งพรรคก็คงชั่งน้ำหนักแล้วว่า จะใช้เดินเกมสู้เลือกตั้งหรือไม่ แต่นามสกุลนี้ก็คือพลังโน้มน้าวที่สำคัญพอๆ กับประชานิยม ซึ่งเพื่อไทยทำมาจนกลายเป็นตราของพรรค ถ้าจะมองจุดขายเพื่อไทยคือ “จะให้โอกาสพรรคที่เคยทำงานประสบความสำเร็จมาแล้ว ( โดยเฉพาะสมัยทักษิณ 1 ) กลับมาทำงานหรือไม่”

พรรคที่น่าสนใจมากคือ พรรคภูมิใจไทยและกล้าธรรม ถ้าสองพรรคนี้ได้ สส.ตามเป้า จะเป็นตัวพิสูจน์พลัง “หาเสียงแบบออร์แกนิกส์” ไม่มุ่งเน้นปราศรัยใหญ่ ไม่เน้นดีเบต แต่เจาะพื้นที่ โดยเฉพาะพรรคกล้าธรรมแทบจะหายไปจากสื่อ เผื่อเลือกตั้งใหม่จะถอดบทเรียนมาเป็นแนวทางหาเสียงได้.

………………………………………………………
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่