สนามเลือกตั้งปี 2569 เดินมาถึงจุดที่ไม่ใช่แค่แข่ง “ใครได้ ส.ส. มากกว่า” แต่คือการวัดพลังว่า ใครพร้อมเป็นแกนตั้งรัฐบาลจริง และใครยังติดกับดักภาพลักษณ์–โครงสร้างอำนาจที่ไม่ลงตัว ทุกพรรคการเมืองกำลังเร่งเครื่องใน “เฮือกสุดท้าย” ด้วยสูตรที่ต่างกันราวฟ้ากับดิน
พรรคประชาชน กับภาพ “การเมืองที่กล้าชน” วางเกมไว้ครบ ในโค้งสุดท้ายของสนามเลือกตั้ง ส่งตัวตึง ตัวแม่ลงสนาม ส่งแกนนำเข้าคุมจังหวะแคนดิเดตนายกฯบนทางเสี่ยง พรรคประชาชนยังยืนบนจุดขายเดิม การเมืองเชิงอุดมการณ์ บวก พลังมวลชนเมือง และคนรุ่นใหม่

แต่ในโค้งสุดท้าย เกมไม่ได้อยู่แค่เวทีปราศรัยแต่อยู่ที่ “การจัดทัพตัวบุคคล” ไอซ์–รักชนก ศรีนอก ถูกดันขึ้นเป็น “ตัวตึงแนวหน้า” อย่างชัดเจนบทบาทไม่ได้หยุดแค่การเป็น สส.ทำหน้าที่ตรวจสอบเท่านั้น แต่ขยายไปสู่การสื่อสารเชิงสัญลักษณ์ แบบไม่ก้มหัวให้ใคร ปลุกความโกรธเป็นแต้มหนุนพรรคส้ม เปิดแนวปะทะกลุ่มอำนาจเก่า ฟาดฟันระบบราชการรวมศูนย์ ย้ำภาพ “การเมืองที่กล้าชน”

ขณะที่ผู้นำจิตวิญญาณพรรคส้มอย่าง “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” และ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” ยังสวมบท “มันสมองนอกสภา” ทำหน้าที่ประคองทิศทางอุดมการณ์ ส่งสัญญาณยุทธศาสตร์ระยะยาว แม้รู้ดีว่า การปรากฏตัวทุกครั้ง คือ ดาบสองคมที่ฝ่ายตรงข้ามพร้อมขยายผล

ส่วน “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี คงภาพลักษณ์คนรุ่นใหม่ พูดตรง ไม่อ้อมค้อมจัดเต็มทุกเวที แม้จะถูกใจฐานเสียงหลักที่เป็นเอฟซี แต่จุดสะดุดสำคัญ คือ การประกาศไม่จับมือกับพรรคการเมืองบางพรรค จะเป็นปัญหาในการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลของพรรคประชาชน
แม้บทสรุปผลการเลือกตั้ง “พรรคประชาชน” อาจ “ชนะใจ”ประชาชนได้เข้ามาเป็นอันดับ 1 แต่ยังต้องลุ้นหนักว่า จะชนะเกมตั้งรัฐบาลหรือไม่

“พรรคภูมิใจไทย” เครือข่ายรัฐ – บ้านใหญ่ สะสมอำนาจเงียบ ซึ่งเป็นการเดินเกมที่ตรงข้ามกับพรรคประชาชน การหาเสียงของ “พรรคภูมิใจไทย” “อนุทิน ชาญวีรกูล” บอกขอเสียงแบบออร์แกนนิก เลือกเดินเกมเงียบ ยึดยุทธศาสตร์หลักไม่ใช่เวทีปราศรัย แต่คือการ สร้างฐานอำนาจในระบบราชการ และนักการเมืองบ้านใหญ่
ตลอดช่วงก่อนเลือกตั้งพรรคภูมิใจไทยเร่งขยายความสัมพันธ์กับข้าราชการระดับพื้นที่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กลุ่มอิทธิพลทางเศรษฐกิจระดับจังหวัด เป้าหมายไม่ใช่แค่ได้ สส.แต่คือการ “คุมกลไกหลังเลือกตั้ง”

หากหวังจะขึ้นเป็น พรรคอันดับหนึ่งที่พรรคภูมิใจไทยยังต้อง “เติมเกม” อีกอย่างน้อย 3 ด้าน 1. ภาพผู้นำประเทศ ที่ยังไม่ชัดพอในสายตาคนเมือง 2. นโยบายใหญ่ระดับชาติ ที่มากกว่าเรื่องปฏิบัติการพื้นที่ 3. การสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ ที่ยังเป็นจุดอ่อนเรื้อรัง พรรคภูมิใจไทย อาจไม่ใช่พรรคที่เสียงดังที่สุด แต่เป็นพรรคที่ ไม่มีใครกล้ามองข้ามในสมการตั้งรัฐบาล
ด้าน“พรรคเพื่อไทย” ที่มีฐานเสียงจากคนเสื้อแดงยังอยู่ เพิ่มเติมด้วยแต้มบวกจาก “ดร.เชน” ยศชนัน วงสวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 1 ของพรรค แต่ยังคงมีบาดแผลที่ยังไม่จาง จาก “คลิปอังเคิล” ถูกเอามาพูดถึงในช่วงปราศรัยหาเสียงในโค้งสุดท้ายที่ชิงเหลี่ยม ชิงจังหวะกันอย่างดุเดือด

ที่ล่าสุด “อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย” ออกมาตอก “เต้น”ณัฐวุฒิ ใสเกื้อ ผู้ช่วยหาเสียง ที่ไปปราศรัยพาดพิงถึง “อนุทิน” ว่า “โหนชายแดน ใช้กระแสรักชาติหาเสียง” ว่า เป็นได้แค่ตัว “ออกแขก”ไม่ได้มีเนื้อหาสาระ และในยุคสมัยนี้ โชคดีที่ไม่เป็นหลานอังเคิล ถ้าเป็นก็น่าจะเกิดความอัปยศอดสู อะไรอีกเยอะเลย ดีแล้วที่ไม่ได้เป็น ท่านพูดถูกแล้ว ขอบคุณมากเลย” อนุทิน ย้อนเกล็ด “เต้น ณัฐวุฒิ ” ที่ปราศรัยพาดพิงว่า ไม่ได้เป็น“หลานอังเคิล” คิดว่าเท่มาก
มาถึงนาทีนี้ “พรรคเพื่อไทย” ยังคงได้เปรียบจากฐานเสียงดั้งเดิมภาคอีสาน-เหนือ โดยเฉพาะกลุ่ม เสื้อแดง ที่แม้จะไม่ร้อนแรงเหมือนอดีต แต่ยังเป็น “ทุนทางอารมณ์” ที่พรรคอื่นไม่มี การปรากฏตัวของ ดร.เชน ยศชนัน ช่วยเติมแต้มบวกอย่างเห็นได้ชัด ด้วยบุคลิกคิดบวก สื่อสารนุ่ม ไม่ทะเลาะกับใคร เน้นโชว์นโยบายเป็นหลัก ไม่ก้าวร้าว

ทำให้ “พรรคเพื่อไทย” ดู “ร่วมสมัยขึ้น” และลดแรงต้านบางส่วน ที่สำคัญยังคงครองแชมป์เจ้าพ่อประชานิยม ที่ล่าสุด ประกาศนโยบาย สร้างเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน ด้วยการสุ่มจับรางวัลจากเลขใบเสร็จ 5 รางวัล รางวัลละ 1 ล้านบาท และอีก 4 รางวัลมาจากการสุ่มจับเลขบัตรประชาชน
ได้แก่ 1.เกษตรกร 2.ผู้สูงอายุ 3.อาสาสมัครเพื่อสังคม เช่น อสม. ชรบ. กู้ภัย ทหารผ่านศึก ฯลฯ 4. ผู้ยื่นแบบภาษีเงินได้ รางวัลละ 1 ล้านบาทเช่นกัน โดยใช้เงิน3,285 ล้านบาท ต่อหนึ่งปี
แม้จะถูกกระแสนักการเมืองด้วยกันรุมตี ว่า ถนัดแต่แจก และนักวิชาการก็ออกมาชี้ว่า ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจหรือสังคมในเชิงโครงสร้างใด ๆ อย่างเป็นรูปธรรม ตัวเลขจะดูหวือหวา แต่ไม่สามารถสร้างแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจได้จริง และไม่ก่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน จะไม่เป็นผลดีกับประเทศก็ตาม แต่นโยบานนี้ก็สร้างเสียงฮือฮาจากรากหญ้าให้ใจฟูพองโต

อย่างไรก็ตามในอีกด้านพรรคเพื่อไทย หนีไม่พ้น “แผลเก่า” ทั้งเรื่องนโยบายแจงเงินหมื่น ที่ยังทำให้เสียรังวัด เพราะไม่ตรงปกแจกไม่ทั่วถึงตามที่พูด อีกทั้งความไม่ชัดเจนทางอุดมการณ์ประชาธิปไตย กลายเป็นเปลี่ยนเป็นภาพจำ เพราะไปยอมรับจับมือกับอำนาจเดิมที่เคยทำปฏิวัติรัฐประหาร พรรคเพื่อไทยเองด้วยซ้ำ เพื่อขอให้ได้เป็นรัฐบาล
จึงมีคำถามตามมาว่า ณ เวลานี้ พรรคเพื่อไทย จะยืนข้างประชาชนได้ไกลแค่ไหน แต่ถึงอย่างไรในการเลือกตั้งครั้งนี้ “พรรคเพื่อไทย”ยังสามารถเป็นพรรคที่ “ชนะเลือกตั้งได้” แต่ต้องพิสูจน์ว่า ยังเป็นความหวังของการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยได้จริงหรือไม่
ดังนั้นศึกเลือกตั้งที่จะถึงนี้ จึงต้องดูว่า “เกมอำนาจหลังคูหา วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ก็จะได้รู้แล้วว่า ใครตัวยืน ใครตัวแปร หลังปิดหีบเลือกตั้ง เกมจะเปลี่ยนจาก “คะแนนนิยม” เป็น “การต่อรอง”
ต้องยอมรับว่า พรรคประชาชน ซึ่งเป็นพรรคที่ได้รับความชอบธรรมสูง ฐานเสียงชัด แต่ข้อเสีย คือ ต่อรองยาก เจอแรงต้านจากกลไกเดิมพวกอนุรักษ์นิยมหัวเก่าที่ไม่เอาส้ม

ขณะที่“พรรคภูมิใจไทย” ข้อดีคือ เครือข่ายแน่น ต่อรองเก่ง และมีทั้ง ศุภจี สุธรรมพันธ์ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ที่คอยเป็น“นางแบก-นายแบก” แรงดีช่วยหนุนอยู่ แต่ภาพผู้นำประเทศยังไม่โดนใจคนรุ่นใหม่
ส่วน “พรรคเพื่อไทย” มีเฉียบคม ยืดหยุ่นสูง มีประสบการณ์จัดตั้งรัฐบาล แต่มีรอยแผลในอดีตมากมาย
บรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้งในเฮือกสุดท้าย จึงได้เห็นแต่ละพรรคจัดหนักจัดเต็ม เพื่อขอเสียงประชาชน ในการเข้าคูหาใช้สิทธิ์ เปลี่ยนประเทศ ซึ่งการเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เลือกพรรคที่ “ชอบ” คนที่ใช่แล้ว เหนือไปกว่านั้น สิ่งที่ประชาชนกำลังส่งสัญญาณผ่านการเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ได้มีแค่คำถามว่าใครจะได้เป็นรัฐบาล แต่คือคำถามที่ดังไปถึงโครงสร้างอำนาจทั้งหมดว่า การเมืองไทยจะยังเดินวนอยู่ในเกมต่อรองหลังคูหา หรือจะเริ่มเคลื่อนเข้าสู่ระบบที่ยึดโยงกับเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง
การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 จึงอาจไม่ใช่จุดจบของความขัดแย้ง แต่คือบททดสอบสำคัญว่า เสียงของประชาชนจะดังพอที่จะบังคับให้การเมืองไทยต้องฟัง และปรับตัว หรือจะถูกกลืนหายไปอีกครั้งในเกมอำนาจหลังปิดหีบ.



