อย่างไรก็ตาม หากจะโฟกัสที่ “สูท” ใน “มุมประวัติศาสตร์” นี่ก็น่าสนใจ ซึ่งกว่าจะเป็นสูทที่ปัจจุบันทั่วโลกรู้จักและใช้กันแพร่หลายนั้น เครื่องแต่งกายรูปแบบนี้ก็ “มีวิวัฒนาการ” ไม่น้อย…

และ “ชุดสูทนั้นมีนัยสำคัญซ่อนอยู่??”

เกี่ยวกับ “วิวัฒนาการของสูท” ที่ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะสะท้อนต่อข้อมูล ณ ที่นี้ เป็นข้อมูลจากบทความที่จัดทำไว้โดย “ร้านตัดเย็บเสื้อผ้า Lord’s Tailor” ร้านให้บริการตัดชุดสูทอายุเก่าแก่อีกแห่งหนึ่งในไทย ที่จัดทำบทความให้ความรู้ไว้น่าสนใจ โดยเผยแพร่ไว้ในเว็บไซต์ https://lordstailor.com ซึ่งโดยสังเขปนั้นมีว่า… “สูทได้รับความนิยมมายาวนาน” ตั้งแต่อดีต โดย “เหตุผลที่ยังครองใจ”มี 2 ปัจจัย คือ… 1.มีความสุภาพในระดับสากล และ 2.ช่วยปรับภาพลักษณ์ผู้สวมใส่

ทั้งนี้ “สูท” ถูกปรับเปลี่ยนตามค่านิยมแต่ละยุคสมัย ซึ่งก็ สะท้อนเหตุการณ์ ความเป็นอยู่ในสังคม สภาพเศรษฐกิจ และเอกลักษณ์เด่นในช่วงเวลานั้น ๆ โดยในบทความนี้มีข้อมูล“วิวัฒนาการของสูท”แบ่งเป็นยุคต่าง ๆ คือ…

สูทยุค 1900” เป็น ยุคที่ผู้ชายแต่งตัวด้วยชุดสูทสมัยใหม่ โดยที่ ใช้ผ้าสีเข้ม ใช้ผ้าวูลที่มีน้ำหนักมาก ซึ่งก็จะต่างกันไปในแต่ละประเทศ เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส จะไม่เน้นเข้ารูป ส่วนอเมริกาจะมีความเป็นทางการมากกว่า, สูทยุค 1920” เป็น ยุคสูทได้รับอิทธิพลจากแจ๊ส (Jazz Age) สะท้อนความหรูหราของเศรษฐีใหม่อเมริกัน โดย สีสันหลากหลาย กางเกงเป็นเอวสูงทรงแบ็กกี้ เพิ่มความหรูด้วยเข็มกลัดปกสูท และไทบาร์ ด้วย,สูทยุค 1930” เศรษฐกิจตกต่ำทำให้ คนที่แต่งกายด้วยชุดสูทมีเพียงผู้มีอิทธิพลในเมืองใหญ่ และกลุ่มมาเฟีย เท่านั้น, สูทยุค 1940”เป็น ยุคเสียสละผ้าวูลและผ้าทวีดของชุดสูทให้เครื่องแบบทหาร ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้สูทยุคนี้ ใช้ผ้าเรยอนมาตัดเย็บแทน และ เปลี่ยนสูท 3 ชิ้นลดเหลือแค่ 2 ชิ้น ให้สอดคล้องสถานการณ์ยุคนั้น, สูทยุค 1950”เมื่อสงครามผ่านพ้นไปแฟชั่นจึงฟื้นตัวกลับมามีบทบาทอีกครั้ง ยุคนี้ ผู้ชายนิยมสวมชุดสูทโทนสีเข้มคู่กับเนกไทสีเข้ม สวมใส่ทับเสื้อเชิ้ตสีขาวคู่กับพ็อกเก็ตสแควร์สีขาว

สูทยุค 1960”เป็น ยุคที่ชุดสูทใกล้เคียงยุคปัจจุบันที่สุด โดยปกสูท กางเกง เนกไท ถูกปรับสัดส่วนให้ดูสลิมมากขึ้น เช่น ชุดสูทประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคนเนดี้ หรือวงดนตรี The Beatles, สูทยุค 1970” เป็น ยุคอิทธิพลแฟชั่นสไตล์ดิสโก้ โดย ตัดเย็บสูทด้วยเนื้อผ้าโพลีเอสเตอร์ และ ปกเชิ้ต ปกสูท ขากางเกง ถูกขยายกว้างขึ้นและใหญ่กว่าปกติ

สูทยุค 1980” เป็น ยุคอิสระและความหลากหลายของชุดสูท ตามอิทธิพลวัฒนธรรมแต่ละประเทศ มีทั้งสูทไหล่ใหญ่และพับชายแขนสูทขึ้น และแจ็กเกตสูทวินเทจสวมทับเสื้อเชิ้ต คู่กับกางเกงยีนขาด ๆ และเนกไท อิทธิพลจากวัฒนธรรมโพสต์พังค์ (Post-Punk) ฝั่งอังกฤษ, สูทยุค 1990”จุดเด่นยุคนี้ เน้นเสื้อสูทตัวโคร่งคู่กับเนกไทเส้นใหญ่ โดยเพิ่มความเป็นแฟชั่น สีสัน ความสนุกสนาน เข้าไปในชุดสูทให้มีเอกลักษณ์มากยิ่งขึ้น, สูทยุค 2000” ถือเป็น ยุคของการปรับเปลี่ยนชุดสูทให้มีความพอดีและทันสมัย เพื่อให้ สอดคล้องกับความหลากหลายของเจเนอเรชัน…เหล่านี้เป็น“วิวัฒนาการชุดสูท”

รศ.ดร.กิตติกรณ์ นพอุดมพันธุ์

ทั้งนี้ ว่าด้วยเรื่อง “สูท”นี่ รศ.ดร.กิตติกรณ์ นพอุดมพันธุ์ คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ มศว สะท้อนแง่มุมน่าสนใจผ่าน ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” มาว่า… ชุดสูท เสื้อกับกางเกง หรือเสื้อกับกระโปรง ที่ออกแบบเป็นชุดเดียวกัน ความเป็นชุดเดียวกันคือหัวใจสำคัญของชุดสูทในเชิงออกแบบ ซึ่งการตัดเย็บที่ดี-พอดีกับรูปร่าง จะช่วย “พรางจุดด้อย-เน้นจุดเด่น”ให้ผู้สวมใส่ได้มีประสิทธิภาพ โดยในเชิงกายภาพนั้นชุดสูทถูกออกแบบเพื่อปกคลุมและจัดโครงสร้างให้ร่างกายดูสมดุลไม่ว่าจะการวางตำแหน่งปกเสื้อ การกลัดกระดุม เส้นสายแพทเทิร์น ที่ช่วยสร้างสัดส่วนที่ดูสมส่วน สง่า น่าเชื่อถือ ขณะที่เชิงสังคม สูทก็เป็นเครื่องมือสื่อสารที่ทรงพลัง โดย สร้างภาพลักษณ์เรียบร้อย เป็นมืออาชีพ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันขององค์กร ซึ่งถ้าองค์กรอยากมีภาพลักษณ์ในทางเดียวกัน ก็ต้องมีเครื่องแต่งกายที่สอดคล้องกัน ชุดสูทก็จึงเป็นยูนิฟอร์มรูปแบบหนึ่ง…

ถ้าพิจารณาในแง่ความเหมาะสมของชุดสูท ก็ต้องขึ้นกับบริบทงานด้วย เช่น ถ้างานสายปฏิบัติการที่ต้องใช้ความคล่องตัวสูง ก็อาจไม่เหมาะกับสูทเต็มรูปแบบ แต่งานที่ต้องติดต่อ ประชุม หรือทำงานระดับสากล สูทยังคงเป็นเครื่องแต่งกายที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก” …นี่เป็น “ความเหมาะสมการใช้งานชุดสูท” ที่นักวิชาการท่านนี้สะท้อนไว้

ขณะที่ใน “มิติอัตลักษณ์” นั้น… สูทไม่ได้ทำให้ทุกคนเหมือนกัน แต่สะท้อนบุคลิกภาพแต่ละคนออกมา ตั้งแต่การเลือกทรง สี เนื้อผ้า จนถึงดีไซน์เฉพาะตัว การตัดสูทคือการออกแบบที่ช่วยแก้ไขและเสริมบุคลิกภาพ โดยถึงแม้ชุดสูทจะมีกรอบความเป็นทางการ แต่ก็เปิดโอกาสให้ผู้สวมใส่สื่อสารตัวตนได้อย่างแยบยล… แต่ที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะไทย คือสภาพอากาศ การเลือกเนื้อผ้าให้เหมาะกับอากาศร้อน และลักษณะของงาน จึงจำเป็น ดังนั้นชุดสูทที่ดีไม่ใช่แค่สวย หรือเป็นทางการ แต่ต้องสอดคล้องการใช้งานจริง ที่สวมใส่แล้วรู้สึกสบายและมั่นใจตลอดวัน เพราะสูทไม่ใช่แค่เสื้อผ้า แต่คือเครื่องแต่งกายที่ออกแบบเพื่อสื่อสารเป็นภาษาที่ไม่ต้องเปล่งเสียงด้วย” …ทางรศ.ดร.กิตติกรณ์ ระบุไว้

ชุดสูท” นั้น “มีนัยมากกว่าแค่เสื้อผ้า”

ประโยชน์ใช้สอย” คง “ไม่น่ามีปุจฉา”

แต่ “คนละเรื่องกับปุจฉาอื้ออึงที่ไทย”.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์