ทั้งนี้ ข่าวปลอมเกี่ยวกับสุขภาพ หรือ “เฟคนิวส์สุขภาพ” กำลังเป็นอีก “ปัญหาใหญ่” ของสังคมไทยตอนนี้ จากการ “แพร่ระบาด” ที่ไม่เพียงสร้างความเข้าใจผิด ๆ สร้างความเชื่อผิด ๆ แต่ “สามารถจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพผู้คนได้ร้ายแรงอย่างคาดไม่ถึง!!”… ผู้คนในสังคมไทยในยุคโซเชียล “สุ่มเสี่ยงจะเกิดอันตรายต่อสุขภาพ!!”…
“เสี่ยง” จากการ “หลงเชื่อเฟคนิวส์”
ในขณะที่ “มีช่องว่างของการสื่อสาร”
โดย “จะต้องมีกลไกแก้ไขที่เพียงพอ”

ดร.ระลึก อินเสมียน
เกี่ยวกับ “ช่องว่างการสื่อสาร” ที่อาจเป็นปัจจัยส่วนหนึ่งทำให้ “เฟคนิวส์สุขภาพแพร่หลาย” นั้น กับ “แนวทางแก้ปัญหา” มีอีกวิธีน่าสนใจ คือ “ปั้นนักสื่อสารสุขภาพ”เพื่อ “อุดช่องว่าง” ที่ไม่ได้มีประโยชน์แค่ “ลดเฟคนิวส์” แต่ยัง ตอบโจทย์ไทยที่มีเป้าหมายเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Health and Wellness Hub) ทั้งนี้ในขณะที่อุตสาหกรรมสุขภาพและการแพทย์ในไทยเติบโตต่อเนื่อง โอกาสของไทยที่เกิดขึ้นนี้มาพร้อมความท้าทายด้าน “การสื่อสาร” โดยเฉพาะต่อ “กลุ่มผู้สูงอายุ” ที่อาจเข้าใจผิดหรือสับสนเกี่ยวกับคำอธิบายทางการแพทย์ ซึ่ง ต้องมี “คนทำหน้าที่สื่อสาร” ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง
จากกรณีดังกล่าว เพื่ออุดช่องว่างที่เกิดขึ้น ก็ได้มีการจัดทำ “หลักสูตรนักสื่อสารสุขภาพ” เพื่อการ “ผลิตนักสื่อสารสุขภาพรุ่นใหม่”ทำหน้าที่สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องทางด้านสุขภาพแก่ประชาชน โดยหลักสูตรนี้มีชื่อเต็ม ๆ ว่า…หลักสูตรเทคโนโลยีบัณฑิต สาขาวิชามีเดียทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์ (Bachelor of Technology Program in Medical and Science Media) ที่พัฒนาขึ้นโดย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ทำงานสื่อสารด้านสุขภาพ โดยมีดีเอ็นเอนักวิทยาศาสตร์ และมีความสามารถในการแปลงสารทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์ที่ซับซ้อน…
สื่อสารให้ผู้คนเข้าใจง่าย–ตรงประเด็น
ให้ข้อมูลเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ดีขึ้น
ทั้งนี้ เกี่ยวกับหลักสูตรดังกล่าว ทาง ดร.ระลึก อินเสมียน ประธานหลักสูตรฯ นี้ ของ มจธ. ให้ข้อมูลไว้ว่า… หลักสูตรนี้จะมุ่งเน้นการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติจริง ผ่านโครงงานที่แก้ปัญหาจริงในสถานประกอบการ โดยจะ ผสมผสานศาสตร์สหวิทยาการ 3 ด้านหลัก ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการ “สร้างนักสื่อสารสุขภาพรุ่นใหม่” ที่ประกอบด้วยวิชาต่าง ๆ ดังต่อไปนี้…

1.รากฐานการแพทย์ (Medical Foundation) เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้วิชาพื้นฐานการแพทย์ เหมือนกับที่นักศึกษาแพทย์ต้องเรียนในชั้นปีต้น ๆ ตั้งแต่เรื่องกายวิภาคศาสตร์, พยาธิวิทยา, สรีรวิทยา ไปจนถึงความรู้เฉพาะทาง เช่น นิติวิทยาศาสตร์, 2.ศิลปะและการออกแบบ (Art & Design) เพื่อปูพื้นฐานทักษะที่จำเป็นในการสร้างสรรค์สื่อ เช่น การวาดภาพ การถ่ายภาพ การออกแบบกราฟิก โดยมุ่งเน้นการสื่อสารที่ชัดเจน ไม่ใช่เพียงแค่ความสวยงาม และ 3.เทคโนโลยีสื่อ (Media Technology) เพื่อให้สามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือสมัยใหม่ในการผลิตสื่อ เข้ากับองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์…
เหล่านี้เป็นวิชาหลัก ๆ ที่ต้องเรียนรู้…
เพื่อก้าวสู่การเป็น “นักสื่อสารสุขภาพ”
ขณะที่ “โอกาสอนาคต” ของคนที่จบหลักสูตรนี้ และเริ่มต้น “อาชีพนักสื่อสารการแพทย์” นั้น ทาง ดร.ระลึก ประธานหลักสูตรฯ ระบุไว้ว่า… ในยุคปัจจุบันโอกาสในการทำงานของผู้ที่จบสาขามีเดียทางการแพทย์นี้เปิดกว้างและชัดเจนขึ้นมากกว่าในอดีต โดยจากเดิมที่ถูกมองว่า…อาชีพนี้แค่เพียงเติมช่องว่างในโรงพยาบาล แต่ปัจจุบันตลาดของอาชีพนี้ได้ขยายมากขึ้น ทั้งไปสู่โรงพยาบาลรัฐและเอกชนมากขึ้น รวมถึงคลินิก บริษัทยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์ และธุรกิจ Wellness และ Health Tech ที่มีความต้องการบุคลากรด้านนี้เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อทำหน้าที่ “สื่อสารข้อมูลเชิงสุขภาพ”ให้กับคนทั่วไป…
“อุตสาหกรรมด้านนี้ตอนนี้เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ภาคธุรกิจต่าง ๆ ด้านนี้จึงต้องการคนที่จะมาช่วยสื่อสารเรื่องสุขภาพให้เข้าใจง่ายและถูกต้อง อีกทั้งผู้ที่เรียนจบทางด้านนี้ยังสามารถต่อยอดตำแหน่งงานของตนเองไปได้หลากหลายสาขา ตั้งแต่นักเวชนิทัศน์ นักโสตทางการแพทย์ ไปจนถึงครีเอทีฟสายสุขภาพ” …นี่เป็นตลาดที่เปิดกว้าง
โอกาส “นักสื่อสารสุขภาพ” ยุคใหม่
นอกจากนั้น ยังมีการระบุเพิ่มเติมไว้ด้วยว่า…ตอนนี้ความต้องการบุคลากรสายนี้เติบโตเร็วมาก แต่คนที่มีทักษะนี้ออกสู่ตลาดน้อยเกินไป โดยทั้งประเทศมีไม่กี่สถาบันที่มีหลักสูตรแบบนี้ จึงผลิตบุคลากรรวมกันได้ปีละแค่ร้อยกว่าคน ซึ่งเมื่อเทียบกับจำนวนโรงพยาบาลและคลินิกที่มีอยู่ในปัจจุบัน บุคลากรด้านนี้ยังขาดแคลนในระดับโครงสร้าง จึงเป็นโอกาสของคนรุ่นใหม่ที่อยากเข้าสู่การทำงานสายสุขภาพ …ทาง ดร.ระลึก ย้ำไว้ถึงโอกาสของอาชีพ“นักสื่อสารสุขภาพ”ในไทยในยุคนี้…
นี่ไม่เพียงเป็นโอกาสของคนรุ่นใหม่ ๆ
อีกมุมหนึ่ง “มีนักสื่อสารสุขภาพเพิ่ม”
ก็จะ “เพิ่มกลไกลดเฟคนิวส์สุขภาพ”.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



