ได้เปิดเผยสำรวจสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2568 ครั้งที่ 12 และสำมะโนเคหะ ครั้งที่ 6 เบื้องต้นแล้ว ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อนำข้อมูลจากการสำรวจให้หน่วยงานรัฐนำไปใช้จัดทำนโยบายและวางแผนพัฒนาในทุกด้าน เพื่อพัฒนาประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ล่าสุดได้เผยผลสำรวจเบื้องต้นมีข้อมูลโครงสร้างประชากรของไทย ที่เปลี่ยนไปในรอบ 15 ปี ที่น่าสนใจอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจและสังคม ที่ต้องเตรียมพร้อมในการรับมือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

เอกพงษ์ หริ่มเจริญ” ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) บอกว่า การสำรวจในปี 68 ที่ผ่านมา ดำเนินการแบบเจ้าหน้าที่ลงเคาะประตูบ้าน และประชาชนให้ข้อมูลผ่าน เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน ซึ่งเมื่อนำผลสำรวจมาประมวลตามหลักวิชาการแล้ว
เบื้องต้น พบว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรครั้งสำคัญ โดยมีประชากรที่อาศัยอยู่ในประเทศ 70.3 ล้านคน และมีจำนวนครัวเรือน 26.30 ล้านครัวเรือน ขณะที่อัตราเพิ่มของประชากรลดลงเหลือเพียง ร้อยละ 0.42 ซึ่งต่ำที่สุดนับตั้งแต่มีการจัดทำสำมะโนประชากร

ปัจจุบันประเทศไทยมีอัตราการเพิ่มของประชากรที่ลดลง ในแต่ละปีมีคนเกิดใหม่น้อยลงกว่าคนตาย อย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ หรือ Complete-aged Society ในขณะที่จำนวนเด็กและวัยแรงงานมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นความท้าทายใหม่ของประเทศในการออกแบบระบบแรงงาน ระบบสวัสดิการ และระบบบริการสุขภาพให้สอดรับกับสังคมอายุยืน”

นอกจากนี้ข้อมูลสำมะโนประชากรและเคหะยังสะท้อนให้เห็นว่า โครงสร้างครัวเรือนไทยเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ขนาดครัวเรือนเฉลี่ยลดลงเหลือเพียง 2.5 คนต่อครัวเรือน จาก 6 คนต่อครัวเรือนในช่วงเวลา 45 ปีที่ผ่านมา  ส่งผลให้ครัวเรือนเดี่ยวและการอยู่อาศัยในอาคารชุดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความจำเป็นในการวางผังเมืองและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ตอบโจทย์ประชากรจริง โดยเฉพาะแนวคิด Universal Design รองรับผู้สูงอายุและทุกช่วงวัย

ข้อมูลเชิงสถิติ ในการสำรวจครั้งนี้ มีความสำคัญ ทั้งด้านเศรษฐกิจ แรงงาน การพัฒนาเมือง ที่อยู่อาศัย และระบบสุขภาพ โดยเฉพาะประเด็นเร่งด่วน เช่น การส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพแข็งแรงและสามารถทำงานได้ยาวนานขึ้น การออกแบบโครงสร้างพื้นฐานและที่อยู่อาศัยรองรับสังคมสูงวัย การเตรียมความพร้อมด้านกำลังแรงงานและความมั่นคงทางประชากรในระยะยาว ฯลฯ”

จากข้อมูลสำรวจดังกล่าวที่จำนวนเด็กเกิดใหม่และวัยแรงงานมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง แน่นอนว่าย่อมส่งผลต่อตลาดแรงงาน  เศรษฐกิจ และอุตสาหกรรม ซึ่งในเรื่องนี้ ทาง “เกรียงไกร เธียรนุกุล” ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (...) บอกว่า การที่โครงสร้างประชากรเปลี่ยนไป โดยประเทศไทยมีคนเกิดน้อยกว่าคนตายปีละประมาณ 1 แสนคน ทำให้คาดการณ์ว่าเมื่อถึงปี 2050 หรือ พ.ศ. 2593 ไทยอาจมีประชากรทั้งประเทศเหลือเพียง 66 ล้านคน และคาดว่าปี 2031 หรือ พ.ศ. 2574 ไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด ส่งผลถึงจำนวนแรงงานขาดแคลน ต้องนำเข้าแรงงานเข้ามา

 “การนำเข้าแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน ก็เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาว่าคุ้มหรือไม่ เมื่อมองกรณีเหตุการณ์ปะทะชายแดนกัมพูชาส่งผลให้แรงงานกัมพูชากลับประเทศหมด ทำให้ธุรกิจประสบปัญหาเรื่องแรงงานทันที สิ่งที่ต้องเร่งร่วมมือทำ ก็คือ การยกระดับอุตสาหกรรม สู่  Next Gen Industries หรือ อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ที่เน้นการใช้เทคโนโลยี ดิจิทัล นวัตกรรม เช่น เอไอ เข้ามาช่วยยกระดับ หรือให้ทำน้อยแต่ได้มาก ลดการพึ่งพาแรงงานคน และสิ่งสำคัญต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมให้สอดคล้องกับโครงสร้างประชากรใหม่พัฒนาสินค้าเน้นสู่ตลาดโลก”

เมื่อโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไปในเรื่องที่พักอาศัย ก็ต้องเป็นสิ่งที่ต้องเตรียมรับมือ โดยทาง “ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต” นายกสมาคมอาคารชุดไทย ให้มุมมองว่า ในอนาคตคนในระดับล่างและกลาง จะเป็นเจ้าของบ้านได้ยากขึ้น เพราะเงินเฟ้อ ทำให้ราคาบ้านสูงขึ้นมากกว่ากำลังซื้อของผู้บริโภค ตลาดกลุ่มกลาง-ล่าง รายได้ไม่ได้มีการปรับตัวมาตั้งหลายปีแล้วตั้งแต่หลังโควิด ขณะที่เงินออม ก็ชักหน้าไม่ถึงหลัง แต่ราคาอสังหาริมทรัพย์ กระโดดสูงขึ้นมา ทำให้ไม่มีจุดตัด ส่งผลให้การซื้อบ้านทำได้แค่ 1 ใน 3 ของปริมาณเดิมเท่านั้นเอง ธนาคาร สถาบันการเงินก็เข้มงวด และปฏิเสธสินเชื่อ คนเข้าถึงสินเชื่อได้ยากขึ้น ทำให้คนไทยไม่สามารถมีบ้านเป็นของตัวเองได้ ต้องเช่าอยู่

ปัจจัยต่าง ๆ ทำให้ภาคอสังหาฯ ต้องปรับตัว ไปทำตลาดหรูมาก ๆ ของใช้แพงขึ้น นำเข้าวัสดุอุปกรณ์เป็นส่วนใหญ่ ทำให้พลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจก็น้อยลง เพราะถ้าเป็นกลุ่มกลุ่มตลาดกลางล่าง จะเป็นการใช้วัสดุในประเทศ เป็นส่วนใหญ่ ทั้ง เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือกระเบื้อง ล้วนผลิตในประเทศทั้งหมด แต่ตลาดบ้านหรูเน้นการนำเข้า การขับเคลื่อนระบบ Supply Chain ข้างหลังบ้านของอสังหาริมทรัพย์ก็น้อยลง”

ขณะที่ “ธนวรรธน์ พลวิชัย” อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ บอกว่า ในช่วง 5-10 ปี จากนี้ เรื่องแรงงานยังไม่น่ากังวล ไทยยังมีประชากรในกลุ่ม เจนซี และ เจนวาย รองรับปัญหาสังคมสูงวัยจะมีมากขึ้น ไทยจะแข่งขันได้อย่างไร  มองว่าในวิกฤติก็ยังมีโอกาส ไทยควรจะเน้นการพัฒนาเป็นฮับของคนสูงวัย และฮับสุขภาพ เช่น การสร้างบ้านสำหรับผู้สูงอายุ พัฒนาคนเพิ่มอาชีพการดูแลผู้สูงอายุ ช่วยสร้างงาน
ท้องถิ่น และให้วีซ่าดึงคนต่างชาติ คนวัยเกษียณที่มีคุณภาพ เข้ามาพักอาศัยระยะยาว เพราะต่างชาติมองประเทศไทยดีมาก ๆ ทั้ง อาหาร ค่าครองชีพ ธรรมชาติ สถานที่สวยงาม ซึ่งคนกลุ่มนี้ เข้ามาอยู่ 1 ปี ต้องใช้เงินมากกว่า 1 ล้านบาทต่อคนต่อปี หากทำได้ไทยก็จะดึงเม็ดเงินจากต่างประเทศเข้ามาได้อีกมาก

อย่างไรก็ตามเมื่อไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย เรื่องการดูแลสุขภาพ รักษาพยาบาล ก็เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญเช่นกัน โดยทาง  “นพ.เก่งพงศ์ ตั้งอรุณสันติ” นายกสมาคมการบริการสุขภาพผู้สูงอายุไทย  บอกว่า การดูแลสังคมสูงวัย แนวคิดของทั่วโลกถ้าใช้รูปแบบเดิมจะทำให้ล่มสลายทางเศรษฐกิจแน่นอน เพราะว่าเรามีการจ่ายทั้งการรักษาพยาบาล การฟื้นฟูจำนวนมากแนวคิดใหม่ คือ “ติดสังคมให้นาน นาน ป่วยให้สั้น ตายให้ไวอย่างมีศักดิ์ศรี”“การได้ข้อมูลประชากรต่าง ๆ มา จะช่วยให้รัฐออกแบบระบบสุขภาพ ว่าจะเน้นตรงการส่งเสริมป้องกันสุขภาพอย่างไร ขณะเดียวกันต้องให้ความรู้กับประชาชน

การรักษาเอาเท่าที่จำเป็น ให้ความรู้เพื่อให้คนจากกันได้ โดยไม่ได้ยื้อกันมากจนเกินไป  เรื่องอาหารการคุมแคลอรี การออกกำลังกาย และต้องเสริมเรื่องประกันสุขภาพ  โดยส่วนตัวมองว่าคนที่ดูแลสุขภาพ มีการเก็บข้อมูลทางด้าน Health Data ด้านออกกำลังกาย ควรได้ซื้อเบี้ยประกันราคาที่ลดลง เพื่อส่งเสริมให้คนดูแลสุขภาพ เพื่อให้ต้นทุนในการดูแลรักษาสุขภาพลดลง ท้ายสุดรัฐบาลก็จะจ่ายน้อยลง”

แม้ปัญหาสังคมสูงวัยจะส่งสัญญาณมานาน แต่สิ่งที่ต้องมอง ณ ปัจจุบัน คือ ไทยพร้อมรับมือกับผลกระทบจากโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไปแล้วหรือยัง?.

จิราวัฒน์ จารุพันธ์