ทั้งนี้ ธรรมชาติการเมืองไทยที่ผ่าน ๆ มา “ท่าทีก่อนเลือกตั้งหลังเลือกตั้งอาจต่างกันแบบชวนอึ้งได้??” โดยถ้าพรรคที่เป็นแกนตั้งรัฐบาลมี “เพื่อนการเมือง”ไม่พอ หรือพอ…แต่ไม่ไว้ใจจำนวนเสียง หรือไม่ไว้ใจเพื่อนที่มีอยู่แล้ว กับพรรคอื่นที่เคย “เปิดศึกเปิดวอร์” ใส่กันก่อนเลือกตั้ง “จากที่เป็นศัตรูก็อาจกลายเป็นเพื่อน??” ซึ่งแบบนี้…

คนไทย “ได้เห็นอีกหรือไม่??…ก็ว่าไป”

ที่น่าพินิจอีกคือ “เศรษฐศาสตร์เพื่อน”

กรณีนี้ “เพื่อนการเมืองยิ่งน่าคิด??”

กับ “การเมืองไทย” นั้น มีการพูดกันมานานแล้ว…กรณี “ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร” ขณะที่บ่อยครั้งที่คนไทยก็ได้ยินคนการเมืองพูดประมาณว่า “อยู่ต่างพรรคกัน แต่จริง ๆ ก็เพื่อนกันทั้งนั้น” ซึ่งหลังวันเลือกตั้งล่าสุดมีการพูดหรือได้ยินแบบนี้อีกหรือไม่??…ก็ว่าไป อย่างไรก็ตาม ที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะพลิกแฟ้มสะท้อนต่อข้อมูลชวนพินิจเน้น ๆ อีกครั้งคือข้อมูล “เพื่อนในมุมเศรษฐศาสตร์” ข้อมูลจากบทความ “เรามีเพื่อนได้มากที่สุดกี่คน?” ที่เผยแพร่ไว้ใน เว็บไซต์ setthasat.com ซึ่งในช่วงที่การเมืองไทยดำเนินมาถึง “หัวเลี้ยว?” หรือ “หัวต่อ?” อีกครั้ง และก็น่าจับตากรณี “เพื่อนการเมือง” นั้น แง่มุมจากข้อมูล “เศรษฐศาสตร์เพื่อน”นี่ก็น่าพินิจเทียบเคียง โดยในทางเศรษฐศาสตร์ก็ได้มีการศึกษาเกี่ยวกับเรื่อง “เพื่อน” โดยที่…

เพื่อน” ทั่ว ๆ ไปก็ “มีต้นทุนมีผลได้”

เพื่อนการเมือง” จึง “ยิ่งน่าคิดไม่น้อย”

ทั้งนี้ ข้อมูลในบทความดังกล่าวนั้น โดยสังเขปมีว่า… ในทางเศรษฐศาสตร์มีการศึกษามูลค่าและจำนวน “เพื่อน” โดยนำ หลักทฤษฎี “Dunbar’s Number” มาอธิบาย ซึ่งทฤษฎีนี้เป็นวิธีคำนวณ “จำนวน” ของเพื่อนที่สมองของมนุษย์จะสามารถจำรายละเอียดได้ ที่พบว่า มนุษย์ 1 คนจะมีเพื่อนได้มากหรือน้อยขึ้นกับสมอง และก็มีการวิเคราะห์ “ต้นทุน” กับ “ผลได้” ในการ “รวมกลุ่มเพื่อน” ด้วย โดยเพื่อนในเชิงศาสตร์ในส่วนที่เกี่ยวกับ “จำนวน” นั้น ในแหล่งข้อมูลเดิมได้หยิบยกและสะท้อนการศึกษาของ Robin Dunbar นักมานุษยวิทยาและจิตวิทยา กล่าวคือ… สมองมนุษย์มีขีดจำกัดในการจำรายละเอียด ทำให้จำนวนเพื่อนจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับข้อจำกัดของสมองส่วนหน้า ซึ่งมีผลศึกษาพบว่า มนุษย์มีเพื่อนได้มากสุดราว 150 คน

นอกจากนี้ การศึกษาเรื่อง “เพื่อน” ยังจำลอง “วงของการเข้าถึง” เพื่อคำนวณหาจำนวน “วงของกลุ่มเพื่อน” ด้วย ซึ่งมนุษย์ 1 คนจะมีจำนวนวงกลุ่มเพื่อนได้หลายวงโดยวงแรกสุดเป็นวงเพื่อนที่สนิทที่สุด ที่จะมีอยู่ประมาณ 5 คน จากนั้นจะมีจำนวนเพื่อนที่ขยายออกไปในอัตราราว 3 เท่าของจำนวนเพื่อนสนิทวงแรก คือ 15-50-150 ตามลำดับหรือที่เรียกว่า “วง 5-15-50-150” ซึ่งกับจำนวนครั้งในการติดต่อกันของเพื่อนก็มีการศึกษา โดยพบว่าเพื่อนที่สนิทที่สุด 5 คนแรกจะมีอัตราการติดต่อกันเฉลี่ยอยู่ที่ 0.37 ครั้งต่อคนต่อวัน ส่วนเพื่อนในวงลำดับถัดไป วงที่ 50 ถึง 150 จะติดต่อกันน้อยลงเป็นลำดับ

สำหรับเรื่อง “ต้นทุน”ในการคบกันของกลุ่มเพื่อน มีการศึกษาและชี้ไว้ว่า… กลุ่มเพื่อนนั้นจะมี 2 แบบ คือ…เพื่อนที่ทำงานร่วมกันเฉย ๆ” กับ “เพื่อนที่เข้าใจอารมณ์กันและกัน” ซึ่งแบบหลังนี้ “จะใช้ต้นทุนมากกว่า” เพราะก่อนจะเข้าใจกันได้ก็ต้องอาศัยอะไร ๆ ทั้งแรง เวลา พลังงาน ในการทำความเข้าใจกัน มากกว่าแบบที่ทำงานร่วมกันเฉย ๆ ซึ่งเนื่องเพราะอะไร ๆ ที่ต้องใช้เพื่อสร้างมิตรภาพต่อกันนั้น ก็ก่อให้เกิดการ “ได้อย่างเสียอย่าง” เกี่ยวกับเพื่อน…อย่างชัดเจน ดังนั้น เมื่อ พิจารณาที่ “ต้นทุน” และ “ผลได้” ร่วมกัน เพื่อนที่เข้าใจกันจึงมีจำนวนน้อย เมื่อเทียบกับเพื่อนแบบที่ร่วมทำงานกันเฉย ๆ

ส่วนเรื่อง “ผลได้” จากการคบเพื่อน… ในบทความ “เรามีเพื่อนได้มากที่สุดกี่คน?” ในเว็บไซต์ setthasat.com ระบุไว้ว่า… ความสัมพันธ์ทางสังคม” หรือ “การคบเพื่อน” นั้น ก็เป็นหัวข้อที่มีการศึกษามาเป็นเวลานานแล้ว เพราะความสัมพันธ์นี้ “เป็นองค์ประกอบพื้นฐานของการแลกเปลี่ยน” และการเกี่ยวข้องกันทางสังคมของมนุษย์ โดยหนึ่งในประเด็นที่ศึกษากันมากคือ “ขนาดของกลุ่ม” ที่มีการศึกษาไว้ถึงกรณี “จำนวนคนที่มาอยู่รวมกลุ่มกันนั้นถูกกำหนดจากปัจจัยอะไรบ้าง?”

การรวมกลุ่มเพื่อนมีปัจจัยกำหนด”

กรณีนี้เพื่อนการเมืองก็น่าคิด??”

กับประเด็น “การรวมกลุ่มเพื่อน” กรณีที่ “มีปัจจัยกำหนด” นั้น ก็มีข้อมูลที่อธิบายเสริมไว้ในมุมมานุษยวิทยาว่า… กลุ่มเพื่อนจะมีคนในกลุ่มมากหรือน้อย”กลุ่มจะใหญ่หรือจะเล็ก“ขึ้นอยู่กับต้นทุนของการรวมกลุ่ม กับความสมดุลของประโยชน์ที่จะได้รับ”อีกทั้งยัง“ขึ้นอยู่กับการช่วยลดความเสี่ยง และการช่วยเพิ่มโอกาส”ในชีวิต จากการได้รับการปกป้องดูแลจากกลุ่มเพื่อน อย่างไรก็ตาม ขนาดกลุ่มเพื่อนที่ใหญ่ขึ้นก็จะมีต้นทุนการแข่งขันในกลุ่มเองเพิ่มขึ้น ด้วย

ทั้งนี้ “เพื่อนในเชิงศาสตร์” กับคนทั่วไปนั้นมีกรณี “มีต้นทุน” และ “มีผลได้มีผลประโยชน์” ต่าง ๆ ขณะที่ “เพื่อนการเมืองการมีต้นทุน มีผลได้มีผลประโยชน์ ก็เป็นประเด็นน่าพินิจ??” ว่า…ถ้ามีเรื่องพวกนี้ “เหมาะควรหรือไม่??”…

ก็ต้องจับตาผลได้?-ผลประโยชน์?”

ว่ามีต่อประชาชนจริง ๆ แค่ไหน?”.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์