สัปดาห์ที่ผ่านมา การเมืองไทยไม่ได้ร้อนเพราะอุณหภูมิอากาศ แต่ร้อนจากแรงเสียดทานของ “ความไม่ไว้วางใจ” ความหวาดระแวงที่ปะทุขึ้นหลัง เสร็จสินการจัดการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ.69 แต่ความวุ่นวายเพิ่มระดับขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งในสนามเลือกตั้งและโต๊ะเจรจาการจัดตั้งรัฐบาล สองฉากสำคัญกำลังซ้อนทับกัน

ฉากแรกคือความคลางแคลงต่อการทำหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และฉากที่สองคือเกมตั้งรัฐบาลที่ยังเต็มไปด้วยการอ่านเกม เดินหมาก และวัดกำลังต่อรอง ถึงแม้พรรคภูมิใจไทยจะได้คะแนนมากที่สุดแบบแบเบอร์ แต่ก็ต้องขยับหมากรู้เขารู้เรา และต้องให้พรรคอื่นที่จะเข้าร่วมอยู่ในสิ่งที่พรรคภูมิใจไทยเสนอให้ไม่ใช่ให้พรรคอื่นต้องมาขาขย่ม ถือว่าหล่อเลือกได้

ทั้งหมดนี้กำลังเป็นบททดสอบว่า ประชาธิปไตยไทยจะเดินหน้า หรือถอยหลังด้วยมือของผู้คุมกติกาและผู้เล่นในเกมเดียวกันถนนทุกสายต่างพุ่งไปที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยเฉพาะ 7 กกต.ที่เป็นกุญแจดอกสำคัญในการเปิดประตูปล่อยสส.เข้าไปทำหน้าที่ในสภาให้ได้ 95 % ภายใน วัน 60 หลังเลือกตั้ง

เพราะเวลานี้ความโกรธของประชาชน รวมถึงนักวิชาการ กลับมีคำถามมากมายเพราะพบข้อพิรุธจากการเลือกตั้งครั้งนี้(8 ก.พ.69) ไม่ได้เกิดจากข่าวลือในโซเชียลเพียงอย่างเดียว แต่เป็นคำถามที่ถูกตั้งจากหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นปมบัตรเขย่ง ตัวเลขคะแนนที่คลาดเคลื่อนระหว่างหน่วยเลือกตั้งกับผลรวมระดับเขต บัตรเสียที่มีจำนวนสูงผิดสังเกตในบางพื้นที่ การรายงานผลล่าช้า และการแก้ไขข้อมูลภายหลังโดยไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจน การจัดการข้อร้องเรียนที่ล่าช้า หรือไม่เปิดเผยกระบวนการตรวจสอบอย่างโปร่งใส

ทำให้พรรคประชาชน โดย “ธีระ สุธีวรางกูร-กิตติชัย เตชะกุลวณิชย์” ว่าที่สส.แบบบัญชีรายชื่อ ของพรรคประชาชน แถลงข่าวเรียกร้อง กกต. เปิดเผยผลคะแนนเลือกตั้งรายหน่วยทั่วประเทศ ขอให้นับคะแนนเลือกตั้งใหม่ ในเขตที่มีข้อพิรุธ 18 เขตเลือกตั้ง

อย่างกรณีของจังหวัดชลบุรี เขต 1 ตอนนี้กำลังเป็นประเด็นใหญ่โต ที่ประชาชนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะกระบวนการในการจัดการ สร้างความสับสนให้กับประชาชนในสังคม และหีบบัตรเลือกตั้ง ดันไม่มีสายรัด และใบแสดงผลการเลือกตั้ง และยังถูกนำไปทิ้งที่ถังขยะ ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น

ซึ่งในสายตาประชาชนทั่วไปเห็นว่าหลักฐานต่างๆเหล่านี้ สามารถเป็นข้อมูลเพียงพอต่อการที่ทำให้กกต.สั่งให้นับคะแนนใหม่ได้ โดยไม่ต้องรอเวลา ล่าสุดกกต.มีมติไม่สั่งนับคะแนนเลือกตั้งใหม่ “ชลบุรี เขต 1” จากการสอบสวนตรวจสอบทุกมิติ แล้วผู้ยื่นคำร้องไม่ได้เห็นเหตุการณ์เอง ย้ำ160 กว่าหน่วย ไม่มีการทักท้วงนับคะแนน ณ เวลานั้นที่หน้าหน่วย ดังนั้นจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมดจึงสรุปได้ว่า ยังไม่ปรากฏพยานหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกตั้ง สส.ชลบุรี เขตเลือกตั้งที่ 1 มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม หรือการนับคะแนนเป็นไปโดยไม่ถูกต้อง

ขณะที่ นักวิชาการอิสระ “สฤณี อาชวานันทกุล” โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียตอกย้ำถึงการทำหน้าที่ของกกต.ที่ไม่เป็นมืออาชีพ และมีข้อพิรุธหลายอย่าง ที่ระบุถึงความผิดปกติของคะแนนเลือกตั้ง (ไม่เป็นทางการ 95%) บนเว็บไซต์ กกต. ว่าอาจมีการจัดการคะแนนจากส่วนกลางอย่างค่อนข้างแน่นอน กล่าวคือ ไม่ได้แสดงผลคะแนนตามที่ กปน. หน่วยเลือกตั้งต่างๆ ทั่วประเทศรายงานเข้ามาเนื่องจากจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือก สส. กับ จำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกพรรค (บัญชีรายชื่อ) ทั้งประเทศ ดูจากข้อมูลที่นับแล้ว 95% ไม่เป็นทางการบนเว็บ กกต. ยังไม่มีจังหวัดไหนตรงกันเลยแม้แต่จังหวัดเดียว

นอกจากนี้ยังมีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับเรื่อง “บาร์โค้ด และคิวอาร์โค้ด” ที่สามารถสแกนและทำให้เห็นข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ที่กกต.ออกมาบอกว่าเป็นมาตรการป้องกันความปลอดภัยในการตรวจสอบ ต้องนำมาแสดงให้เห็นว่าเป็นการแสดงบัตรจากหน่วย และจังหวัดไม่สามารถตรวจรู้ได้ว่าประชาชนเลือกใคร แต่กลับกัน หากผลพิสูจน์ได้ว่าบัตรเลือกตั้งใบนั้นเป็นการลงคะแนนของผู้ใช้สิทธิเลือกใคร จะถือว่าเป็นการลงคะแนนโดยลับหรือไม่  

 สิ่งที่น่ากังวลตอนนี้ คือ แทนที่องค์กรจะเร่งชี้แจงด้วยข้อมูล ข้อเท็จจริง และกระบวนการตรวจสอบที่เปิดเผย กลับมีการดำเนินคดีหรือแจ้งความกับกลุ่มเยาวชนบางส่วนที่ออกมาตั้งคำถามต่อการทำหน้าที่ของ กกต. การใช้กฎหมายตอบโต้เสียงวิจารณ์ อาจยิ่งสร้าง “รอยแยก” มากกว่าสร้างความเข้าใจ เพราะในระบอบประชาธิปไตย การตั้งคำถามต่อผู้คุมกติกาไม่ใช่อาชญากรรม แต่เป็นกลไกถ่วงดุล

ประเด็นที่ถูกหยิบมาถกเถียงอีกด้านคือ การลงพื้นที่ของ “วิโรจน์ ลักขณาอดิศร” ผู้สมัครบัญชีรายชื่อพรรคประชาชน เมื่อลงไปถึงพื้นที่ยิ่งทำให้กลุ่มนักศึกษาฮึกเหิม จนถูกมองว่ามีการปลุกกระแส ปลุกระดม ปั่นสถานการณ์ให้เกิดความวุ่นวายหรือไม่

คำถามคือ นี่คือการปลุกปั่น หรือคือการปลุกความตื่นตัวทางการเมือง ซึ่งเป็นเส้นแบ่งที่บางมากระหว่าง “การเคลื่อนไหวตามสิทธิ” กับ “การสร้างความวุ่นวาย” และยิ่งบางลงเมื่อผู้มีอำนาจเป็นผู้ตีความ ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อระบอบประชาธิปไตย และกติกาที่ไม่ยุติธรรมก็อาจจะเป็นตัวเซาะกร่อนบ่อนทำลายประชาธิปไตยเสียเอง

ในระยะยาว สิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่การนับคะแนนใหม่ แต่คือการที่ประชาชนจำนวนมากเริ่มเชื่อว่า “ผลเลือกตั้งอาจไม่สะท้อนเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง” ดังนั้นการที่กกต. ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับองค์กร ต้องทำให้เกิดความโปร่งใส ตรวจสอบได้แบบเรียลไทม์ ต้องเปิดเผยข้อมูลดิบให้สาธารณชนเข้าถึง ต้องมีระบบตรวจสอบอิสระจากภายนอกและต้องชี้แจงอย่างรวดเร็ว ไม่เลือกปฏิบัติตอนนี้

จึงมีคำถามตามมาว่า ถึงเวลายกเครื่ององค์กรอิสระหรือไม่ หรือถึงขั้นต้องรื้อโครงสร้างใหม่ บางฝ่ายมองว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “การมีอยู่” ของ กกต. แต่อยู่ที่ “ที่มา” และ “ความรับผิดรับชอบ” ต่อสาธารณะ หากองค์กรอิสระขาดทั้งความเป็นอิสระจริง และขาดความเชื่อมั่นจากประชาชน ก็ย่อมถูกตั้งคำถามถึงความชอบธรรมในการดำรงอยู่

ขณะที่สนามหนึ่งกำลังวุ่นวาย อีกสนามหนึ่งก็เข้มข้นไม่แพ้กัน การชิงเหลี่ยมจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งตอนนี้ก็ปรากฏสูตรการจัดตั้งรัฐบาลต่างๆออกมา ยังคงเป็นเพียงการคาดเดา โยนหินถามทาง ประเมินสถานการณ์การต่อรอง

แต่สิ่งที่ชัดคือ เกมนี้มี “ผู้วางหมาก” ด้วยผู้นำจิตวิญาณค่ายเซาะกราว “ครูใหญ่-เนวิน ชิดชอบ” ถูกพูดถึงในฐานะผู้จัดกระดานวางหมาก โดยรวมพรรคเล็กเข้าด้วยกัน เพื่อลดอำนาจต่อรองของพรรคกล้าธรรม และทำให้ดุลอำนาจอยู่ในมือผู้คุมเสียงข้างมาก

ในขณะเดียวกัน หัวหน้าพรรค “อนุทิน ชาญวีรกูล”  ส่งสัญญาณชัดว่า “ไม่เอารัฐมนตรีสีเทา” สูตรจัดตั้งรัฐบาลสีธงชาติไทยน้ำเงิน ขาว แดง  แต่อาจจะเป็นสีอื่นก็ได้  คำประกาศนี้ คือ การวางภาพลักษณ์ความสะอาด หรือเป็นเพียงเงื่อนไขต่อรองทางการเมือง ยังต้องรอดู เพราะเป้าหมายพรรคภูมิใจไทย ชัดเจน รัฐบาลต้องมีเสถียรภาพ เสียงต้องนิ่ง ไม่ใช่เสียงปริ่มน้ำ

ล่าสุดพรรคภูมิใจไทยได้ส่งเทียบเชิญไปยังพรรคเพื่อไทยเขาหารือในการร่วมจัดตั้งรัฐบาล จึงได้ปรากฏภาพ “ดร.เชน ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี  ใส่เสื้อแจ็คเก็ต พรรคเพื่อไทยสีแดง ควง สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย และภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำพรรค  เดินทางมาเข้ามาที่ทําการพรรคภูมิใจไทยพูดคุยกันอย่างชื่นมื่น

เมื่อมาดูสูตรการจัดตั้งรัฐบาล โดยพรรคภูมิใจไทย 193 พรรคเพื่อไทย 74 พรรคกล้าธรรม 58 และรวบรวมพรรคเล็กมาร่วมด้วยอีก ทั้งพรรคพลังประชารัฐ พรรคเศรษฐกิจ พรรคประชาธิปไตยใหม่ และพรรคใหม่ รวมกันแล้วมากกว่า 300 คะแนน ทำให้เสียงรัฐบาลแน่นปึกเป็นไปตามเป้า หมายของพรรคภูมิใจไทยที่ต้องการเสถียรภาพของรัฐบาล

คำถามคือ การตั้งรัฐมนตรีครั้งนี้จะเป็น “ความหวังของประเทศ” หรือเป็นเพียงการจัดสรรผลประโยชน์ทางการเมือง หากตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นเพียงการตอบแทนทางการเมือง ไม่ใช่การคัดเลือกจากความสามารถ ประเทศก็จะได้รัฐบาลที่เน้นรักษาอำนาจ มากกว่าสร้างอนาคต

เมื่อความเชื่อมั่นต่อผู้จัดการเลือกตั้งสั่นคลอน และการตั้งรัฐบาลยังเต็มไปด้วยการต่อรอง ประเทศกำลังยืนอยู่บนฐานที่ไม่มั่นคงนัก ซึ่งรัฐบาลใหม่จะต้องเผชิญ 3 โจทย์ใหญ่ทันที ฟื้นความเชื่อมั่นต่อกระบวนการประชาธิปไตย สร้างเสถียรภาพทางการเมืองโดยไม่กดทับเสียงเห็นต่าง เดินหน้าเศรษฐกิจท่ามกลางแรงกดดันทั้งในและต่างประเทศ

หากรัฐบาลมาจากสมการที่ประชาชนจำนวนหนึ่งไม่เชื่อถือ จุดเริ่มต้นก็จะเต็มไปด้วยแรงต้าน ทางรอดเดียวคือ “ความโปร่งใส” และ “ผลงานจริง” ที่จับต้องได้ การเมืองไทยวันนี้ไม่ใช่แค่เกมของนักการเมือง แต่คือเกมของความไว้วางใจ หากองค์กรอิสระถูกตั้งคำถาม และรัฐบาลถูกมองว่าเกิดจากการต่อรองมากกว่าฉันทามติ เสถียรภาพก็จะเป็นเพียงภาพลวงตา

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่